วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 “พรรคประชาธิปัตย์” ดูจะเป็นพรรคที่ “ทำการบ้าน”มาอย่างชัดเจนที่สุด และนำเสนอในสภาเพื่อให้เพื่อนสมาชิก รัฐบาล และประชาชนที่ติดตามการอภิปรายได้เห็นภาพตรงกันว่า เป็นการจัดงบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” และ “ไร้อนาคต”
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มต้นวางกรอบในการอภิปรายนำมาก่อนว่า
“วันนี้หนี้สาธารณะของเรา ท่านอาจจะบอกว่ายังไม่ชนเพดาน ในเอกสารระบุอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้ท่านกู้ 400,000 ล้านเต็มจำนวน ก็จะสูงไปถึงประมาณร้อยละ 69 ถ้าเอาภาระความจริงที่รัฐติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือ รัฐไปต้องใช้ ธ.ก.ส. และหน่วยงานต่างๆ ที่ออกเงินไปก่อน แล้วรัฐต้องใช้หนี้คืน ซึ่งขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้วันนี้มันทะลุร้อยละ 70 แล้ว...และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้าโอกาสที่จะไม่ให้มันทะลุร้อยละ 70 นั่นหมายความว่าในที่สุดหนี้สาธารณะ ไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ถึงร้อยละ 90ภายใน 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า
...เราจึงมองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ ที่จะทำให้งบประมาณกลับมามีพื้นที่ สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยได้ และนี่เป็นครั้งแรกๆ ที่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนใหญ่ได้รับเงินงบประมาณลดลง มีแต่กระทรวง DE ที่โด่งดังที่ได้งบฯเพิ่มขึ้น”
ก่อนที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะรับลูกอภิปรายต่อ โดยเธอมองว่างบนี้ คือ “งบไร้อนาคต” โดยอธิบายว่า
1.เป็นงบที่กระจัดกระจายซับซ้อนและหลายทิศทางเก่งหรือไม่
2.งบนี้มีคำว่า AI ติดป้ายปลอมของไม่ตรงปกหรือไม่
และ 3.งบนี้จะทำให้ไทยตกขบวนโลกจริงหรือไม่น่าเสียดาย
เธอบอกว่า เท่าที่ตนและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดู มันใช่ทั้ง 3 ข้อเลย ทั้ง 3 ข้อบวกกันนี้ ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเรามีเงินไม่พอ แต่คิดว่าเงินที่ถือ ณ ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปที่ไหน และเรากำลังจะพูดถึงว่า งบนี้ไม่มีอนาคต
นางการดี กล่าวต่อโดยละเอียดว่า
1) งบนี้ไร้อนาคตเพราะการกระจายซ้ำซ้อน เพราะพอไปดูงบกระทรวงดีอี ทั้งกระทรวงอยู่ที่ 13,625 ล้านบาท จะว่าเยอะก็เยอะเพราะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30% จะว่าตกใจก็เช่นเดียวกัน เพราะจริงๆ แล้ว เมื่อเปรียบเทียบแล้วคิดเป็นเพียงแค่สัดส่วน 0.36% ของงบประมาณทั้งประเทศเท่านั้น ถ้าเรากำลังจะเปลี่ยนผ่านไปงบประมาณ ไปสู่ประเทศที่ก้าวเข้าสู่เอไอ เศรษฐกิจดิจิทัล จึงเป็นคำถามว่าดูน้อยไปหรือไม่โดนซุกในกองทุนหรืออยู่ที่อื่น แต่สัดส่วนน้อยแบบนี้ยังไม่ใช่เป็นปัญหาแต่คือวิธีคิด ตรรกะ และวิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังงบประมาณชุดนี้เพราะเมื่อเข้าไปดูงบประมาณของกระทรวงดีอี กว่า 65%คือกระจุกตัวอยู่ 2 โครงการ คือโครงการพื้นฐาน หรือระบบคลาวด์ภาครัฐ และโครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้อง กับ การสร้างข้อมูล หรือรักษาเครื่องมือในการพยากรณ์เชิงพื้นที่
2) นางการดี กล่าวต่อว่า ระบบคลาวด์ภาครัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะรวบรวมข้อมูลหน่วยงานราชการซึ่งอยู่ในงบประมาณปีนี้เกือบ 5 พันล้านบาท เปรียบเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ประเด็นคือเมื่อคลาวด์กลางที่ควรจะมีอยู่แล้ว ปีนี้ลงทุน 5 พันล้านบาท รวมๆ แล้วที่ผ่านมากว่า 8 พันล้านบาท แต่ยังมีหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณสุข อุดมศึกษาฯ ก็ยังมีการเช่าคลาวด์ของตัวเองแยกออกไปรวมทั้งหมด 55 โครงการ เป็นมูลค่า 1,530 ล้านบาท ตรงนี้จึงเป็นคำถามว่า แล้วงบที่แท้จริงคืออะไร
3) นางการดี กล่าวต่อว่า ถ้าไม่ดูรายงบกระทรวงโดยเจาะเฉพาะงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและ ไอที โดยมีอยู่กว่า 51,000 ล้านบาท ตรงนี้มีทั้งกระทรวงศึกษาธิการ, อุดมศึกษาฯ, มหาดไทย, สำนักนายกฯ ซึ่งเรายังไม่เห็นพิมพ์เขียว ไม่เห็นโรดแมปที่จะพาสิ่งนี้ไปและแผนภาพเรื่องการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลทั้งหมด 8,700 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 9.4% กว่า 70% เป็นงบการดำเนินงาน ซึ่งลงทุนนิดเดียว แต่อยากที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศดิจิทัล
เธอบอกว่า ถ้าเรามองประเทศสิงคโปร์ เขามีการดำเนินการอยู่ในระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวงของแต่ละกระทรวง หน่วยงานที่พยายามสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันจากข้างใน เพื่อที่จะทำให้ได้ว่า ประเทศสิงคโปร์ตอบโจทย์กับอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีใหม่ มีโครงการดิจิทัลที่ทะเยอทะยานสามารถก้าวข้ามเศรษฐกิจเดิมนั้นไปได้ แต่วันนี้ ตนมองว่างบประมาณที่เกิดขึ้น อนุมานได้ว่า ผู้บริหารองค์กรหลักๆ อย่างกระทรวงดิจิทัลฯ กลับทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ มากกว่าที่จะเป็นคนดูแลในเรื่องของกลยุทธ์ของประเทศ เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเร่งดู
4) นางการดี กล่าวด้วยว่า ส่วนงบไร้อนาคต เพราะเราเจองบ เอไอ ติดป้ายปลอมแบบไม่ตรงปกเป็นจำนวนเยอะมาก ถ้าไปสแกนดูทั้งหมดที่ว่า เราจะพาประเทศไปสู่ยุคเอไอ ซึ่งตนไปดูตัวเลขมาแล้ว งบที่มีระบุคำว่า เอไอ มีสูงถึง 2,583 ล้านบาท ทั้งหมด 198 รายการใน 91 หน่วยงานใน 20 กระทรวง และกว่า 90% ระบุว่าเป็นงบลงทุน
“ดิฉันวิเคราะห์แล้วใจฟูว่าจะลงทุนกันถึง 90% แต่จริงๆ แล้ว ขอลงไปดูเนื้อในงบลงทุนนี้ กลับกลายเป็นว่าเป็นงบสร้างห้องเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ มีแม้แต่งบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ด้วย ที่ทำงบแบบนี้ จะทำให้ผู้บริหารงบประมาณ อาจจะมีการตีความขีดความสามารถของประเทศผิดไป จึงทำให้งบกระจายไปหมดและไร้ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน เอาป้ายเอไอไปแปะ ซึ่งจะได้งบประมาณเอไอ แต่ไม่ได้สร้างผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ ผลลัพธ์ทางด้านเอไอไปอย่างแท้จริง”
5) นางการดี กล่าวว่า งบไร้อนาคต จะชวนประเทศไทยตกขบวนอีกรอบ เพราะถ้าเราพูดถึงการเดินไปข้างหน้าอย่างมียุทธศาสตร์ จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยไม่ตกขบวน หลายงานวิจัยที่เราได้ศึกษาคือ
1.โครงสร้าง เอไอระดับชาติอยู่ที่ไหน
2.ข้อมูลที่พร้อมเทรนเอไอ อยู่ตรงไหน
3.เราจะใช้ เอไอ ในการตรวจสอบโครงการรัฐหรือเอกชนได้อย่างไร
4.จะมีการเพิ่มทักษะอัปสกิลทั้งภาครัฐและแรงงานนั้นแบบไหนนอกเหนือจาก TH -AI Passport ซึ่งไม่แน่ใจว่าผลลัพธ์จะได้หรือไม่
และ 5.เอไอดิจิทัล เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้เอกชนเชื่อมั่นในข้อมูลที่เกิดขึ้นและใช้ประโยชน์ในเชิงของเศรษฐกิจจริงๆ
“ประเด็นนี้ดิฉันไม่มีคำตอบ และมองหาจากงบประมาณจากยุทธศาสตร์และนโยบาย มีคำถามสำคัญว่าก่อนที่จะจัดสรรงบประมาณเราจะพาประเทศของเราไปทางไหน แผลสดๆ ดิฉันคิดว่าต้องมาแชร์กันที่นี่เพราะในยุคที่อีคอมเมิร์ซต่างชาติเข้ามา เราวางกฎกติกาไม่ทัน เราสร้างแพลตฟอร์มไม่ทัน สุดท้ายตลาดออนไลน์ก็ทำให้พี่น้องเอสเอ็มอีเจ็บช้ำและตายระนาวลงเรื่อยๆ วันนี้เรารู้สึกว่าผู้บริหารยุทธศาสตร์ ผู้บริหารงบประมาณทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ว่าจะเลือกที่นั่นที่นี่ในราคาถูกมาอย่างไรดี แต่ไม่มีใครมาวางรากฐานว่าเราจะสร้างพื้นฐานให้เกิดการเติบโตในประเทศที่แท้จริงได้อย่างไร ดิฉันกลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ดิฉันให้ว่าไม่เกิน 3 ปีเราจะต้องมาถกเถียงกันว่าแล้วข้อมูลความมั่นคงที่ว่า เอไอ ของบ้านเราตกอยู่ในมือใคร แล้วประชาชน รัฐ และเอสเอ็มอีในไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้เลย ถ้าวันนี้เราไม่เริ่มวางยุทธศาสตร์ที่ดีอีคอมเมิร์ซแบบนี้ก็จะกลับมา
หลอกหลอนเราไปเรื่อยๆ” นางการดี กล่าว
สรุป : หากรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งใจฟัง เปิดใจฟัง จะพบประโยชน์ของการอภิปรายท้วงติงอย่างสร้างสรรค์เช่นนี้ เช่นเดียวกับประชาชน ก็จะได้เห็นภาพรวมของการจัดงบประมาณที่สะเปะสะปะ กระจัดกระจาย และไม่มุ่งเป้าไปยังผลลัพธ์ที่ต้องการ ที่เป็นรูปธรรม
การอภิปรายในสภา หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ต้อง “ตั้งใจฟัง” อย่างแท้จริง
จิตกร บุษบา

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดประสบการณ์ BEYOND LASIK
เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน
คิดอะไรไม่ออกก็กู้เงิน! เท้ง ซัด รัฐบาล จัดงบฯ ปี 70 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง-อนาคตประเทศ
ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออก 3 เท่า รับมือนักท่องเที่ยวล้นเมือง
สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี