วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพมหานครได้มีโอกาสไปใช้สิทธิ และทำหน้าที่พลเมืองด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง ซึ่งก็จัดได้ว่าเป็นกลุ่มผู้มีความเป็นอภิสิทธิ์มีโอกาสเหนือชาวจังหวัดอื่นๆ อาจเรียกว่าการเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำในสังคมประชาธิปไตยของไทยเราอย่างหนึ่ง
ฉะนั้น เพื่อเสริมสร้างความทัดเทียมและความเสมอภาค อีกทั้งเป็นการขยายการมีส่วนร่วมและตอกย้ำเรื่องการกระจายอำนาจ ก็ควรเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรค และผู้ที่อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง ที่จะต้องร่วมกันเร่งรีบออกกฎหมายเพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 76 จังหวัด พรรคการเมืองทั้งหลายจะเฉื่อยชา ไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ไม่ชี้ อีกต่อไปมิได้ เพราะมันเสมือนเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจัดได้ว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ แต่ถ้าทุกพรรคออกมาประกาศจุดยืนให้แน่ชัดโดยเร็ว และมุ่งดำเนินการเพื่ออย่างน้อยในระยะเวลาอีก 4 ปีข้างหน้าพลเมืองไทยทุกคนจะได้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง ก็ถือว่าจะพออภัยให้กันได้
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการทบทวนว่าด้วยบทบาทและภาระหน้าที่ของตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความเป็นสากล ซึ่งแบบอย่างก็สามารถที่จะศึกษาได้จากประเทศประชาธิปไตยต่างๆ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นราชอาณาจักรเช่นเดียวกันกับไทย
ลำดับแรกก็น่าจะเป็นเรื่องของการโอนให้ฝ่ายตำรวจนครบาล ฝ่ายสาธารณูปโภค เช่น ประปานครหลวง ไฟฟ้านครหลวง การขนส่งมวลชน และกิจการโทรคมนาคม เป็นต้น ไปขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่หน่วยงานส่วนกลางโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวรับผิดชอบกับงานการที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นสามารถที่จะรับมือได้ ทั้งนี้ ก็อาจจะคิดให้กว้างขึ้นไปอีกว่าโรงพยาบาล และโรงเรียนทั้งหมดก็ให้มาอยู่ในสังกัดจังหวัดได้ เว้นโรงพยาบาลและโรงเรียนพิเศษ หรือเฉพาะกิจต่างๆ
อนึ่ง ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการ กทม. ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ได้ประกาศเป้าหมายภารกิจหลัก 2 ประการคือ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาว กทม. และการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริการรับใช้ชาว กทม. ก็หวังว่าชาว กทม. และชาวไทยโดยทั่วไปจะได้เห็นแผนงานและการจัดสรรงบประมาณในโอกาสแรก ซึ่งทั้งนี้ก็ขอฝากเรื่องการบริหารบ้านเมืองแบบธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการขจัดระบบการจ่ายใต้โต๊ะ รีดไถ การกระจายข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่าย เป็นต้น
ท้ายนี้ก็หวังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดจะทำตัวเป็นข้าราชการในระบอบประชาธิปไตยกันถ้วนหน้าในการเพิ่มขีดความสามารถในการรับฟัง ในการใช้จ่ายงบประมาณ และในการประสานงานทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง กับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน
คิดอะไรไม่ออกก็กู้เงิน! เท้ง ซัด รัฐบาล จัดงบฯ ปี 70 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง-อนาคตประเทศ
ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออก 3 เท่า รับมือนักท่องเที่ยวล้นเมือง
สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้
อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี