วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจโดยฝ่ายกองทัพพม่าเพื่อล้มล้างระบบระบอบประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2564 และบัดนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึง 5 ปีแล้ว พม่าก็ยังตกอยู่ในสภาวะของสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกองทัพ ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธุ์เชื้อสายพม่า (Burman) กับฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านซึ่งประกอบด้วยชาติพันธุ์พม่าและบรรดาชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในนามของคณะรัฐบาลเพื่อความปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ ในนามของกองกำลังติดอาวุธแห่งประชาชน (ชาติพันธุ์พม่าและกองกำลังติดอาวุธของชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยต่างๆ)
ทั้งนี้ฝ่ายกองทัพพม่าได้เปลี่ยนรูปโฉมตนเองจากรัฐบาลเผด็จการทหาร มาเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งได้จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2568แต่การเลือกตั้งดังกล่าวมิได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศและยังมีการกีดกันนักการเมืองต่างๆ มิให้เข้าร่วมในการเลือกตั้งได้ อีกทั้งนักการเมืองจำนวนหนึ่งก็ถูกกักขัง
ฉะนั้นการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งที่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐสภาและจัดตั้งคณะรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเรื่องเสมือนจริง ขาดความชอบธรรมและเป็นเรื่องของการใช้อำนาจแทนการใช้กฎหมาย
ในการนี้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บรรดาประเทศประชาธิปไตยด้วยหลักการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยก็ได้ปฏิเสธ ไม่รับรองรัฐบาลทหารพม่า และต่อมารัฐบาลการเลือกตั้งจอมปลอมนี้ รวมทั้งการคว่ำบาตรต่างๆ อีกด้วย ในกรณีของประชาคมอาเซียนซึ่งพม่าก็เป็นประเทศสมาชิกหนึ่ง ฝ่ายอาเซียนโดยรวมก็ได้แสดงท่าทีร่วมภายใต้หัวข้อ “ฉันทามติ 5 ประการ” (Five Point Consensus) ประกอบด้วย การหยุดยิง การเจรจาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม การจัดตั้งผู้แทนพิเศษอาเซียนเพื่อประสานการร่วมมือต่างๆ เยือนพม่าโดยผู้แทนพิเศษ ซึ่งก็ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะฝ่ายกองทัพพม่ามิได้ให้ความร่วมมือ ขณะที่ฝ่ายประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ด้วยกันก็มีความแตกแยก ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยเฉพาะกัมพูชาและไทยที่มีทีท่าที่จะไยดีกับฝ่ายกองทัพพม่า กล่าวสรุปได้ว่าฝ่ายอาเซียนมิได้ยืนอยู่กับหลักการหรือรักษาผลประโยชน์รวมได้แต่อย่างใด
แต่ก็ยังมีอีกบางกลุ่มประเทศที่เอาเรื่องผลประโยชน์ของประเทศตนเป็นตัวตั้งอย่างเดียว โดยเฉพาะจีน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งมีการสนับสนุนฝ่ายกองทัพพม่าอย่างออกหน้า ทั้งในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และการทำมาค้าขาย สำหรับจีนนั้นต้องการเสถียรภาพและความมั่นคงปลอดภัยให้กับท่อน้ำมันและท่อก๊าซธรรมชาติ ที่เชื่อมจากอ่าวเบงกอลไปยังดินแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเส้นทางคมนาคมทางบกเพื่อการขนถ่ายสินค้าต่างๆ และในการนี้จีนก็สามารถบีบให้ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเลือกหย่าศึกกับฝ่ายกองทัพพม่าได้ ขณะที่อินเดียไม่ต้องการให้จีนมีอิทธิพลครอบงำพม่า ก็เลยต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้กับฝ่ายรัฐบาลพม่า และเพื่อประกันความร่วมมือกับฝ่ายกองทัพพม่ามิให้การสู้รบและการอพยพลี้ภัยทะลักเข้ามาในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ส่วนรัสเซียนั้นก็ได้ประโยชน์จากการขายและทำนุบำรุงเครื่องบินรบ การขายเชื้อเพลิงเครื่องบิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปจนถึงการมีทหารรับจ้างช่วยเหลือฝ่ายกองทัพพม่าอีกด้วย
ในกรณีของไทยซึ่งจัดได้ว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยฉะนั้นในหลักการแล้วควรจะไม่เอาด้วยกับฝ่ายกองทัพพม่าผู้ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งก็จะต้องมีใจให้กับฝ่ายประชาธิปไตยต่างๆ ของพม่า และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับรัฐชนกลุ่มน้อยที่ตั้งติดอยู่กับชายแดนไทย เพื่อร่วมกันแก้ไขและขจัดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ
แต่ดูแล้วฝ่ายไทยมิได้ยึดในเรื่องหลักการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสับสนว่า แล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงของไทยคืออะไรแน่ ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องให้ความกระจ่าง ความแน่ชัดในนโยบาย ท่าที และมาตรการ เพราะนี่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของประเทศชาติ และจะเป็นการสะท้อนซึ่งมิตรไมตรีที่ปวงชนชาวไทยจะพึงมีต่อชาวพม่าเพื่อนบ้านเรา
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 22-28 ก.ค.69
ภราดร ซัด ยิ่งชีพ เชื่อคนปล่อยข่าว จี้ถามตกลง เขา ที่ว่าน่ะใคร
พบกระบะต้องสงสัย ถูกเผาทำลายหลักฐาน ในอ.ศรีสาคร ห่างจุดคนร้ายปาระเบิด-กราดยิงไม่ไกล
ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศ กกต. ให้ พรรคการเมือง สิ้นสภาพ
เปิดชนวนเหตุ ดรามา 'คัลแลน-พี่จอง' เยือน อุทยานฯ ตาดโตน หลังแฟนคลับติงสปอยล์คลิปก่อนออนแอร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี