เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ราชอาณาจักรไทยได้มีเหตุการณ์สำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ นั่นคือการสิ้นสุดลงของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่องค์พระมหากษัตริย์เป็นใหญ่สุดในแผ่นดิน โดยเปลี่ยนแปลงมาเป็น องค์พระมหากษัตริย์มาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (From AbsoluteMonarchy to ConstitutionalMonarchy) แต่เหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็มิใช่แค่เรื่องราวเกี่ยวกับสถานะขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการวางรูปแบบการเมืองการปกครองจากระบบศูนย์รวมอำนาจไปสู่ระบบการกระจายอำนาจ การแบ่งแยก และการถ่วงดุลอำนาจ ที่ประชาชนพลเมืองโดยรวมร่วมกันเป็นเจ้าของประเทศและอำนาจอธิปไตย และมีการแสดงออกซึ่งการมีอำนาจโดยการมีส่วนร่วม เช่น การลงคะแนนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ทั้งในเรื่องการออกกฎหมาย การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารบ้านเมืองตามแบบฉบับของการเมืองการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตยอีกด้วย
ในยุคนั้น ประชาธิปไตยถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ไม่ต่างกับหลายๆ ประเทศในโลกกว้าง โดยบางประเทศได้มีโอกาสเริ่มต้นของการเป็นสังคมประชาธิปไตยก่อนประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และต่อๆ มา อีกหลายๆ ประเทศในโลกตะวันตก (The West) จึงไม่แปลกที่จะมีประสบการณ์และความสำเร็จคืบหน้ามากกว่า จนกลายเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามความเป็นสังคมประชาธิปไตยนั้นมิใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะได้มาตามใจนึกแบบพริบตาเดียว หากแต่จำเป็นที่จะต้องมีการก่อร่างสร้างตัวและใช้เวลา อาจเพราะความไม่คุ้นเคยของผู้คน หรือไม่ก็เพราะมีบางหมู่บางเหล่าในสังคมนั้นๆ มีความเห็นต่าง หรือไม่ก็เพราะอยากจะรักษาสถานะของความได้เปรียบไว้หรือจะเล็งเห็นว่าความมีคุณค่าของพวกตนจะล่มสลายไปกับหลักความเสมอภาคและทัดเทียมของระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น
ในกรณีของราชอาณาจักรไทยก็จัดได้ว่าความมุ่งมั่นที่จะให้ได้มาซึ่งความเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยนั้นมิได้เสื่อมคลายดังจะเห็นได้ว่าอนุชนหลายๆ รุ่นสืบต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังมีความมุมานะขับเคลื่อนและมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนทั้งในระดับชาติ และในระดับท้องถิ่น อีกทั้งราชอาณาจักรโดยรวมก็จัดได้ว่าอยู่ในค่ายเสรีประชาธิปไตยของโลก และโดยทั่วไปสิทธิเสรีภาพต่างๆ ของพลเมืองไทยก็มิได้มีความน้อยหน้ากว่าสังคมอื่นใด
เส้นทางการเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาก็มิได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพราะระหว่างทางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ก็ได้รับการท้าทายจากลัทธิฟาสซิสต์ (Fascist) ผู้นำทัพนำพาจากลัทธิคอมมิวนิสต์ จากลัทธิทหารนิยม และจากลัทธิประชานิยม และในขณะเดียวกันก็มีการท้าทายต่อระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบระบบเสรีจากลัทธิสังคมนิยมว่าด้วย รัฐเป็นผู้กำกับและดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ (มิใช่ภาคเอกชนและการแข่งขันระหว่างกัน)และลัทธิผสมผสานระหว่างวิสาหกิจรัฐกับธุรกิจเอกชน โดยวิสาหกิจรัฐได้รับอภิสิทธิ์ จึงมีความได้เปรียบในการทำธุรกิจ
ในปัจจุบันนี้ความเป็นประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยได้ถูกเหนี่ยวรั้งมิให้ก้าวรุดหน้าจากกลุ่มผู้ประสงค์จะรักษาฐานันดรเดิมของความได้เปรียบทั้งทางด้านการเงิน และการมีพละกำลังและอำนาจในกลไกบริหารบ้านเมืองต่างๆ และในการนี้จึงมีความมุ่งมั่นที่จะควบคุม หรือตีกรอบ หรือจำกัดจำเขี่ยความเป็นสังคมประชาธิปไตย (Controlled Democracy)โดยจะเห็นได้จากการมีวุฒิสภาที่มิได้มีความโยงใยกับประชาชนพลเมือง โดยวุฒิสภานี้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งก็เท่ากับว่าความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้เป็นแต่แค่ในนาม เพราะต้นทางมิได้มาจากความเป็นอิสระนึกคิดของประชาชนพลเมือง หรือหากจะมองไปที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติระยะเวลา 20 ปี ที่มิได้มีความโยงใยกับประชาชนพลเมืองเช่นกัน นั่นจึงทำให้ความคิดอ่านเกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในมือของผู้คนและองค์กรรัฐบางแห่งเท่านั้น
นอกจากนั้นแล้วการกระจายอำนาจ การกระจายความรับผิดชอบเป็นหัวใจหลักอันหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แต่ระยะเวลา 94-95 ปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่าประชาชนชาวกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯ ของตนเองได้ขณะที่ชาวไทยในต่างจังหวัดทุกคนอีก 76 จังหวัด ก็ยังต้องทนอยู่กับผู้ว่าราชการที่เป็นข้าราชการประจำ และถูกกำหนด และส่งมาจากส่วนกลาง
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ สถานะของกองทัพไทยที่ดูจะมีความเป็นพิเศษอยู่ในตัว เพราะสามารถทำการยึดอำนาจรัฐและทำการอภัยโทษตนเองได้แสนจะง่าย ในขณะที่สังคมประชาธิปไตยนั้น ฝ่ายกองทัพจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการบ้านการเมืองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะไม่มีสิทธิ หรือหน้าที่ใดๆ ที่จะไปยึดอำนาจรัฐ เพื่อตั้งตนเองเป็นรัฐบาล และที่สำคัญคือ กองทัพต้องอยู่ภายใต้การปกครองและบัญชาการของรัฐบาลที่มาจากประชาชนพลเมืองอย่างเคร่งครัด
วันนี้ การตื่นรู้และการมีส่วนร่วมในความเป็นไปของบ้านเมือง ของประชาชนพลเมืองไทย มีการเพิ่มพูนขยายวงกว้างมากขึ้นเป็นลำดับ และในการนี้ก็อาจจะพูดได้ว่า ประชาชนพลเมืองไทยพร้อมจะอยู่และมีส่วนร่วมในความเป็นไปของบ้านเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไม่เป็นที่สงสัย และเมื่อประชาชนพลเมืองต้องการเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ฝ่ายรักษาฐานันดรเดิม ฝ่ายอภิสิทธิ์ชน ฝ่ายเกรงกลัว ประชาชนพลเมืองที่ตื่นรู้ จะไปทำตัวเป็นอุปสรรคกำแพงขวางกั้น เพราะมันรังแต่จะก่อให้เกิดการเป็นคู่อริกันโดยใช่เหตุ และอาจนำไปสู่การไร้ซึ่งเสถียรภาพของบ้านเมือง ที่มีการใช้ความรุนแรงก็เป็นได้
พวกเราชาวไทยทุกคนควรจะหาข้อยุติได้แล้วว่า สังคมราชอาณาจักรของเรามีความพร้อมที่จะเป็นราชอาณาจักรประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ เพราะอย่าลืมว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นจะนำมาซึ่งความผาสุก และความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองอย่างแท้จริง
กษิต ภิรมย์

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี