วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วานนี้ สื่อมวลชนเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 71บ้านของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าศาลอาญาธนบุรีอยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรายชื่อของนายทักษิณ แต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติขับเข้าไปในบ้าน แต่ผู้สื่อข่าวที่อยู่ฝั่งประตูด้านหลังของบ้านจันทร์ส่องหล้าบอกว่า ช่วง 14.00 น. เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้าไปในบ้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติหรือไม่
และเวลาประมาณ 14.30 น. ที่ผ่านมามีรายงานจากแหล่งข่าวที่ดูแลครอบครัวชินวัตรอย่างใกล้ชิดว่า นายทักษิณได้ถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากขั้นตอนทางกฎหมายที่ศาลอาญาธนบุรีได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งปรากฏรายชื่อของนายทักษิณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้นลง ทางสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1จึงได้อนุญาตให้ปลดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบขั้นตอนขั้นสุดท้าย
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ว่า นายทักษิณมีกำหนดจะเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัฐดูไบ ในช่วงก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะใช้เวลาอยู่ที่ดูไบระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำธุระส่วนตัว ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย และหลังจากนั้นจะเดินทางไป-กลับอีกหลายครั้ง
คำถามที่สำคัญก็คือ หากรายงานข่าวนี้มีมูลความจริง ควรปล่อยให้ทักษิณเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่?
อย่าลืมว่า ทักษิณมีคดี 112 ค้างอยู่ในศาลอุทธรณ์
แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้น คือ การสนับสนุน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่เรือนจำ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จนถึง โรงพยาบาลตำรวจ กระทำการทุจริตในหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือให้ทักษิณไม่ต้องติดคุก โดยอ้าง “อาการป่วยวิกฤต” ซึ่งถูกศาลพิสูจน์แล้วว่า เป็นเท็จ และทักษิณมีส่วนรู้เห็น
เพียงแต่ว่า คดียังอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งยังไม่มีอำนาจ “ห้ามทักษิณเดินทางออกนอกประเทศ
ดังนั้น หากเป็นไปตามรายงานข่าวข้างต้นจริง การปล่อยทักษิณออกนอกประเทศ จะส่งผลให้เขาไม่กลับมาอีกเลยหรือไม่ เพราะคดีที่อยู่ในชั้น ป.ป.ช.นั้น โทษหนักถึงขั้น“ติดคุก” เลยทีเดียว
ระหว่างที่สื่อและประชาชนกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่นั้น ก็เกิดการ “แฉ” ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นคู่ขนานกัน โดย “อดีตคนกันเอง” อย่าง “นายจอม เพชรประดับ”
โดยนายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้
“การเป็นผู้ลี้ภัย”ของผม ควรหรือไม่ ? ที่ “ทักษิณ หรือ เพื่อไทย” จะเอาไปทวงบุญคุณ
มีประเด็นที่ผมคิดว่า คงนิ่งอยู่ต่อไปไม่ได้ แม้จะเคยอธิบายผ่านการให้สัมภาษณ์ไปบ้างแล้ว แต่คิดว่าคงไม่กระจ่างและไม่เป็นทางการมากพอ จึงขอใช้โอกาสนี้อธิบายความเป็นมา “ในการลี้ภัยทางการเมืองของผม” ว่าควรเป็นอีกหนึ่งคนที่คุณทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทยควรจะทวงบุญคุณด้วยหรือไม่..?
เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายนปี 2557 ผมได้ถูกคุณจักรภพ เพ็ญแข เชื้อเชิญให้ไปเที่ยวกัมพูชาเพื่อพบปะกับบรรดานักเคลื่อนไหวนักกิจกรรม นักวิชาการ ที่หลบภัยอยู่ในกัมพูชา หลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ซึ่งหลายคนผมเคยพูดคุยสัมภาษณ์เป็นประจำขณะที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนเกิดรัฐประหาร
อีกทั้งเป็นจังหวะที่ผมคิดจะพักชีวิตพักสมองสำหรับการเป็นสื่อด้วยเหมือนกัน จึงมีแผนว่า หลังจากเดินทางกลับจากกัมพูชา ก็วางแผนจะไปพบปะเพื่อนฝูงที่อเมริกาด้วย
และเมื่อไปถึงกัมพูชา คุณจักรภพก็ได้พาผมไปที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งในพนมเปญ ซึ่งเป็นตึกสูงประมาณ 7 ชั้น(ถ้าจำไม่ผิด) แต่ละชั้นก็จะมีบุคคลวีไอพีแต่ละระดับอยู่เป็นชั้นๆ ไป และเย็นวันนั้น คุณจักรภพ ก็ได้พาผมขึ้นไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมลับเพื่อการก่อตั้ง ขบวนการเสรีไท ณ เซฟเฮาส์แห่งนั้น ด้วยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ผมก็ได้แต่นั่งฟัง ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะผมไม่ต้องการจะร่วมขบวนการ หรือเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทตั้งแต่แรกอยู่แล้ว (ทราบภายหลังว่ามีผู้ใหญ่ในที่ประชุมบางคนที่ไม่สนิทกับผม ตั้งคำถามในที่ประชุมว่า ไม่กลัวว่าผมจะเป็นไส้ศึกหรือ)
และเพื่อไม่ให้คนที่ผมไม่สนิท หรือไม่รู้จักผมดีพอ เกิดความไม่สบายใจ ผมจึงออกจากห้องประชุมไป เพื่อรอคุณจักรภพประชุมเสร็จ เพื่อจะได้วางแผนเที่ยวกัมพูชากันต่อไป เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชม. คุณจักรภพ ก็ออกมาเชิญให้ผมเข้าห้องประชุม เพื่อที่จะขอให้ผมร่วมขบวนเสรีไทด้วย ...ในฐานะที่เป็นประชาสัมพันธ์ของขบวนการนี้ (อะไรทำนองนั้น)
ซึ่งผมปฏิเสธในทันที เพราะ
1.ผมไม่เคยคิด และไม่มีแผนที่จะลี้ภัยการเมืองอยู่ในหัวเลย
2.ผมไม่คิดว่ามีคุณสมบัติมากพอ และเห็นว่าคุณจักรภพ ย่อมเหมาะสมและทำหน้าที่ได้ดีกว่าผมอย่างมากอยู่แล้ว แต่ผมเปิดทางไว้ว่า หากขบวนการเสรีไท เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนก็สามารถช่วยเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล หรือกิจกรรมของขบวนการเสรีไท ได้อยู่แล้ว
พร้อมกันนั้นผมก็ยืนยันว่า จะไม่เดินทางไปอเมริกาพร้อมกับคณะทำงานขบวนการเสรีไทด้วย เนื่องจากที่ประชุมตกลงกันว่า เมื่อได้ข้อสรุปผลการตั้งขบวนการเสรีไทแล้ว คณะทำงานทั้งหมด (เกือบ 10 คน) จะต้องเดินทางไปอเมริกาเพื่อตั้งเป็นศูนย์บัญชาการที่นั่น (พร้อมๆ กับการทำเรื่องขอลี้ภัยในอเมริกา)
ผมก็ยังปฏิเสธ และยืนยันไม่มีแผนที่จะลี้ภัย ทั้งยังไม่พร้อม ไม่เตรียมตัว มาด้วยเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด และมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบอีกหลายเรื่องในเมืองไทย ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนในที่ประชุมจะเข้าใจ ผมจึงออกจากห้องประชุมไป
แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ในที่ประชุมก็โทรหาคุณทักษิณที่ดูไบ และให้ผมเข้าไปคุยด้วย โดยเอาโทรศัพท์ให้ผมคุยกับคุณทักษิณโดยตรง คุณทักษิณบอกกับผมว่า เข้าใจในการตัดสินใจของผม และย้ำว่า นี่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองต้องการนักต่อสู้เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนโดยเร็ว เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน และนี่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของผู้ที่รักและห่วงใยบ้านเมืองได้ใช้โอกาสนี้อาสาเข้ามาทำงานให้กับบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง
ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าผมคล้อยตามและเห็นด้วยว่า นี่จะเป็นโอกาสจริงๆ ที่จะทำงานให้บ้านเมืองโดยตรง ต่างจากการเป็นสื่อมวลชน และเห็นว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย เวลานั้นมีอยู่เพียงขบวนเดียวคือ ขบวนการคนเสื้อแดงที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ
ถึงกระนั้นก็ตาม ผมประเมินตัวเองในทุกด้านแล้ว ก็ยังได้ข้อสรุปเหมือนเดิมว่า ยังไม่พร้อมที่จะลี้ภัย แต่ก็ยังไม่กล้าปฏิเสธคุณทักษิณในทันที โดยบอกไปว่า ขอเวลาตัดสินใจก่อนคุณทักษิณบอกว่า จะช้าไม่ได้พร้อมกำชับว่าให้เวลาตัดสินใจ 1 วัน
และเมื่อ 1 วันมาถึง ผมตัดสินใจ ตอบตกลงกับคุณทักษิณ โดยมีเงื่อนไขว่า ผมจะไม่ได้มีส่วนใดๆ ในขบวนการเสรีไท ในสถานะสมาชิก หรือกรรมการแต่อย่างใด แต่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้สื่อข่าวคอยรายงานความเคลื่อนไหวของขบวนการนี้ เท่าที่จังหวะและโอกาสจะทำได้ (เพราะตอนนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะมาก) และหลังจากนั้น การเดินทางและการขอลี้ภัยในอเมริกา จึงเริ่มต้นขึ้น
และในราวปี 2559 คุณทักษิณ ได้เดินทางมาเยี่ยม ขบวนการเสรีไทเป็นครั้งแรก ที่แอลเอ แคลิฟอร์เนีย พร้อมหาทางอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งในวันนั้นผมก็ย้ำกับคุณทักษิณอีกครั้งว่า เป้าหมายหลัก ที่ผมอาสาเข้ามาร่วมเคลื่อนไหวในต่างประเทศครั้งนี้ เพราต้องการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในประเทศไทย (เห็นสัญญาณความล้มเหลวของขบวนการเสรีไท) ผมไม่ได้สู้เพื่อให้เพื่อไทยได้ชนะเลือกตั้ง หรือให้คุณทักษิณได้กลับประเทศ แต่เป้าหมายคือการเรียกร้องต่อสู้ให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยกลับคืนมาเป็นสำคัญ ส่วน
เพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่ คุณทักษิณจะได้กลับประเทศหรือไม่ เป็นเป้าหมายรองหรือเป็นผลพลอยได้จากการที่บ้านเมืองไทยมีประชาธิปไตยกลับมาแล้วเท่านั้น
ซึ่งวันนั้นคุณทักษิณก็ยังย้ำกลับผมว่า “ใช่.. เราสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย”
นี่คือข้อเท็จริงที่เกิดขึ้นกับสถานะผู้ลี้ภัยของผม และถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 11 ปีเต็ม เป็นสิบเอ็ดปีที่ไม่เพียงแต่จะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ แต่ยังเป็นการเริ่มสร้างชีวิตใหม่ด้วยวัย 50 ปีที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ความบีบคั้น แรงกดดัน ความเจ็บปวด และความยากลำบากสารพัด แม้จะได้สถานะเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ชีวิตที่คาดหวังเอาไว้ว่าจะมีหลักปักยืนอย่างมั่นคงกับเขาบ้าง ก็ยังร่อยหลอ เลื่อนลอยและดูไร้ค่าอย่างยิ่ง...ในปัจจุบัน
ดังนั้น “การเป็นผู้ลี้ภัย” ของผม ควรหรือไม่ที่ “ทักษิณ หรือ เพื่อไทย” จะเอาไปทวงบุญคุณ
สรุป :
“ทักษิณ” ไม่ใช่คนที่ใครจะไว้วางใจได้ง่ายๆ
หากมีการปล่อยทักษิณออกนอกประเทศครั้งนี้
นอกเหนือจากการลุ้นว่าทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า ซึ่งอาจจะกลับมาในช่วงแรกๆ เพื่อสร้างความไว้วางใจ เพราะคดีที่เขาเสี่ยงจะติดคุก ยังไม่ไปถึงไหน มีแค่คดี 112 ที่เขาชนะมาแล้วในศาลชั้นต้น ก็ยังต้องลุ้นอีกว่า ป.ป.ช.จะทำสำนวนเสร็จเมื่อไหร่ จะส่งศาลเมื่อไหร่
เพราะมีผลร้ายแรงกับนายทักษิณจริงๆ
จิตกร บุษบา

เปิดร่าง MOU 14 ข้อ ชี้ชะตาอิหร่าน-สหรัฐฯ มาพร้อมเงื่อนไขสำคัญต้อนมหาอำนาจโลก
ประมวลภาพ พิธีเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ออกจาก รพ.จุฬาฯ สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา
'คนไทยต้องย่างปลาเก่งแน่ๆ' ไวรัลข้าวปั้นแซลมอนฮอกไกโด กับความลับบนฉลากที่คาดไม่ถึง!
เปาดังเดี้ยง!‘โอลิเวอร์’ไม่ชวดเป่าบอลโลกนัดแรก
เรื่องราวสุดประทับใจ 'พระองค์ภา'กับความเรียบง่าย ทรงจำน้องหมาปอม'โคนี่' ที่ตามรับเสด็จได้ (คลิป)

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี