วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เรื่องหนึ่ง ที่ประชาชนคนไทยรอคอยจะเห็นความคืบหน้าจนถึงขั้นเอาตัวคนผิดมารับโทษให้ได้ คือ เรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน”
ในท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพงและขาดแคลนมีขบวนการหาประโยชน์จาก “ราคาน้ำมัน” ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่ มันเป็นใคร และทำอย่างไร มีความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องนี้ ดังนี้
1) พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำทีมแถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเอง ที่พบว่า มีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไรราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง
2) คณะทำงานฯตรวจสอบจนพบว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่าย น้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมันในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 - 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2%
นอกจากนั้น แล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลาเพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไร ราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุน น้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวนน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการน้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และข้อหา “ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่ กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด
3) พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤตโครงสร้างระบบน้ำมันของประเทศไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมันและกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก
จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต
โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนดและมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท ตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้
พลตำรวจเอกธัชชัย ยืนยันว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีบริการน้ำมัน มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง
เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย” ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกลุ่มขนส่งในข้อหาใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4) พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI บอกว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางราย ซึ่งเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดย DSI อยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ ประกอบด้วย คดีกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ คดีตรวจสอบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ และการเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 7 จุด
สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
พันตำรวจตรียุทธนา ระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้
ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป
ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
5) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน
“เดิมทีเงินจากกองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เหมาะสม แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า มีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางรายนำส่วนต่างจากการอุดหนุนไปใช้เพื่อกักตุนและเก็งกำไร แทนที่จะกระจายน้ำมันออกสู่ตลาดตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างเต็มที่ กระทรวงพลังงานจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย กรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งข้อมูลให้ DSI ดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ” รมว.พลังงาน กล่าว
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังประสานข้อมูลเพิ่มเติม พบความผิดอีก 662 กรณี เกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันและการขนส่งทางบก ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน เช่น ไม่ระบุสถานที่ วันเวลา ประเภทน้ำมัน หรือรายละเอียดสำคัญในเอกสารกำกับการขนส่ง ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการประวิงเวลา ปรับเปลี่ยนข้อมูลย้อนหลัง หรือปรับปริมาณน้ำมันระหว่างขนส่งได้
นายเอกนัฏ ยืนยันว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำผิด พร้อมขยายผลทุกคดี ทั้งกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคดีปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างติดตามเส้นทางการเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง โดยเฉพาะคดีอ่างทอง ที่พบข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลเอาผิดทั้งในเรื่องคุณภาพน้ำมัน การใช้เอกสารเท็จ และการฝ่าฝืนประกาศตามพระราชกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ในช่วงวิกฤต
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมรวบรวมข้อมูลผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายคืนเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเห็นว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เงินอุดหนุนที่ควรส่งต่อเป็นส่วนลดให้ประชาชน กลับกลายเป็นผลกำไรส่วนเกินของเอกชนบางกลุ่ม รัฐบาลจะติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีกต่อไป
สรุป : แม้หลังจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันคลี่คลาย ประชาชนคนไทยอาจลืมให้ความสนใจกับเรื่องนี้ลงบ้าง แต่โชคดีที่ทุกๆ หน่วยงานยังคงมุ่งมั่นที่จะ “ลากไส้” และ “ลากคอ” ไอ้โม่งน้ำมันมาลงโทษให้ได้ เป็นความขันแข็งที่น่าชื่นชม!!

ใหม่ ดาวิกา สลัดลุคอินเตอร์ สวมชุดไทยประยุกต์สุดวิจิตร สวยสะกดราวกับนางในวรรณคดี
ครม.ไฟเขียว แยกตั้งกระทรวงกีฬา ดึงท่องเที่ยวควบวัฒนธรรม คาดเสร็จต้นปีหน้า
ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด
หล่อฉ่ำระดับโลก TPN Global นำทีม 6 หนุ่ม Mister Global Thailand 2026 ขอบคุณสื่อ
พิษพายุบาหวี่! ตราดฝนพุ่งอันดับ 2 ของไทย มวลน้ำล้นสปิลเวย์กระทบ 3 อำเภอ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี