วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
โปรดจารึกไว้ว่า วันศุกร์ที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คือ ขออนุญาตสภาฯเพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาอนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามมิให้มีการเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎร
มุมที่ต้องจับตาในเรื่องนี้ มี 2 ประการ
1. สส.ชนนพัฒฐ์ จะประกาศสละเอกสิทธิ์ต่อที่ประชุมหรือไม่
2. ที่ประชุมจะลงมติ ตามหลักการและข้อเท็จจริง หรือตามธรรมเนียมปฏิบัติธรรมเนียมปฏิบัติคือ สภาไม่เคยมีมติส่งตัวใครเลย และความจริงที่เกิดขึ้นในที่ประชุม คือ ชนนพัฒฐ์ไม่ประกาศสละเอกสิทธิ์
จึงขอขีด “เส้นใต้บรรทัด” ให้แก่คำอภิปรายของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายว่า
“เมื่อพิจารณาคดีของ สส.ที่ถูกขอตัวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งไม่มีพบการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาตามขั้นตอนที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสัมพันธ์กับเกียรติภูมิของสภา หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สส. หากคดีร้ายแรงแต่สภายังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาในสายตาของต่างชาติด้วย
“ทั้งนี้ สส.ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้านั้น ว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนด ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ขอใช้ดุลยพินิจปกป้องภาพพจน์ของประเทศไทยและภาพลักษณ์ของสภา จึงมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามหมายเรียก” นายสาทิตย์ อภิปราย
นี่คือหลักการที่ถูกต้องที่สุด เพราะการมีเอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เพื่อป้องกัน “การกลั่นแกล้ง” จากฝ่ายที่มีอำนาจ แต่กรณีนายชนนพัฒฐ์ ไม่ปรากฏการกลั่นแกล้ง ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ควรมีความสามารถและสติปัญญาที่จะพิจารณาได้
นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า “ตนตั้งใจที่จะรับฟังทุกคำติของทุกท่าน รวมถึงการลงมติในวันนี้ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และขอยืนยันกับเพื่อนสมาชิกที่ขึ้นคัดค้านเมื่อสักครู่ว่า ตนพร้อมและก็ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการ โดยหากปิดสมัยประชุม ตนหลีกหนีไม่พ้นนะครับ และหลักการของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ยังต้องยึดตามหลักการนี้” หลังจากอภิปรายแล้วเสร็จ สภามีมติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่เห็นด้วยที่จะส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดีในสมัยประชุม และงดออกเสียง 2 เสียง หลังทราบมติดังกล่าวแล้ว พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า
จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติไม่เห็นชอบให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาระหว่างที่มีเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครองนั้น ได้มีการตรวจสอบกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งรับผิดชอบสำนวนการสอบสวนดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นคดีพิเศษที่ 150/2568 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการกล่าวหาผู้ต้องหาจำนวนทั้งสิ้น 27 ราย ในฐานความผิดเกี่ยวกับการให้มีการเล่นพนันออนไลน์ และฟอกเงินจากเว็บพนันฯ ซึ่งในจำนวนผู้ต้องหาดังกล่าวก็มีนายชนนพัฒฐ์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะพนักงานสอบสวนได้มีการออกหมายเรียกให้ นายชนนพัฒฐ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในชั้นต้นแล้ว ตามฐานความผิดสองข้อกล่าวหาดังกล่าว
แต่ปรากฏว่า ในเรื่องนี้มีการขยายผลพบเส้นทางการเงินที่ไปเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ จึงได้มีการหารือกับอัยการสูงสุด เพราะเห็นว่า ความผิดส่วนใดส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรด้วย เป็นเหตุให้อัยการสูงสุดใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 มอบหมายให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวนคดีนี้ต่อไป และมีคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 2 ข้อหา ประกอบด้วย ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
อย่างไรก็ดี หนังสือที่มีการแจ้งมาให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหานั้น ตรงกับช่วงที่มีสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และกรณีดังกล่าว นายชนนพัฒฐ์ ก็ถือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะต้องมีการแจ้งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มาพบในฐานะที่เป็นผู้ต้องหาหรือไม่ ซึ่งในส่วนดังกล่าวก็ได้ทราบจากข่าวว่าทางสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่ายังไม่มีเหตุผลความจำเป็นตอนนี้ ดังนั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเช่นนี้ ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ คือ ต้องรอให้หมดสมัยประชุมสภาเสียก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการต่อไปได้ หรือหากเป็นกรณีที่เจ้าตัวได้สละสิทธิ์คุ้มครองดังกล่าว และเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ก็สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า แม้ยังไม่หมดสมัยประชุมสภา แต่หากผู้ต้องหาขอสละสิทธิ์เอกสิทธิ์ดังกล่าว และประสงค์ที่จะเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาก็สามารถดำเนินการได้ใช่หรือไม่ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ย้ำว่า ที่ประชุมเห็นว่าเป็นสิทธิ์เฉพาะตัวที่สามารถดำเนินการได้ แต่ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนกำหนดไว้ว่าให้เป็นเรื่องของสภา
“เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเช่นนี้ ดีเอสไอก็จะต้องรอให้หมดสมัยประชุมสภาเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”
ส่วนหากผู้ต้องหาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน จะมีในเรื่องของการควบคุมตัวไว้หรือไม่นั้น
“ต้องเรียนว่า กรณีดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการนำตัว นายชนนพัฒฐ์ ยื่นฝากขังต่อศาลไปแล้ว และศาลได้ให้ประกันตัวชั่วคราว จึงเป็นคนละส่วนกับของดีเอสไอ ทำให้ผู้ต้องหามีหน้าที่เพียงเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น”
ทั้งนี้ และเมื่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะต้องสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อว่าอัยการสูงสุดจะได้พิจารณาวินิจฉัยทางคดีต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า ในจำนวนผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทั้งหมด 27 รายในสำนวนคดีดังกล่าว ได้มีการจับกุมไว้บางส่วนแล้ว (1 ราย ซึ่งเป็นแอดมินผู้หญิง) ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับอยู่ต่างประเทศ ซึ่งได้มีการประกาศสืบจับเรียบร้อยแล้ว และอีกส่วน ก็คือกรณีของนายชนนพัฒฐ์ ที่อยู่ระหว่างเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง
ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่อนุญาต ส่งตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำ ในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญมาตรา 125 ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า
ตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าประชาชนคงจะรู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสภาแน่นอน คือ แน่นอนว่า เราคงไม่ได้ไปตัดสินว่านายชนนพัฒฐ์ผิดหรือไม่ผิด แต่ว่าถ้าดูข้อหา คดีที่อาจจะมีมูลอะไรบางอย่าง แล้วการที่รัฐสภาใช้มาตรฐานแบบที่ผ่านมา นั่นก็คือการไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้กับฝ่ายบ้านเมืองได้ดำเนินคดี ก็เหมือนเป็นการปกป้องคนที่ถูกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ หรือข้อกล่าวหาร้ายแรงอื่นๆ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง ตนคิดว่าเรื่องนี้ ไม่ควรนำไปเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆ ที่สภาจะสามารถใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติตามคำร้องขอของฝ่ายบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร จะอ้างเป็นหลักปฏิบัติแบบนี้ต่อไป ตลอดชั่วกัลปาวสานไม่ได้ แต่ควรดูจากความร้ายแรง ดูว่าเป็นเรื่องที่มีมูลไหม กรณีแบบนี้กับแบบอื่นแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้มีบางคนอ้างถึงกรณีนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด ดังนั้น ในเมื่อข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การใช้ดุลพินิจของสภาก็ควรจะมีความแตกต่างกัน
“สถานการณ์วันนี้ที่นักการเมืองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ยังถือหลักปฏิบัติแบบนี้ ผมเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเพราะว่า ก็รู้กันดีหรือเปล่า ว่ามีนักการเมืองหลายๆ คนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาหลายๆ คน หากให้สภายอมให้ฝ่ายบ้านเมืองเขาสามารถดำเนินการ ต่างๆ ได้เกรงว่าในไม่ช้า มันจะลุกลามบานปลายไปถึงคนอื่นหรือเปล่า อันนี้ผมก็ได้แต่สันนิษฐาน แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันน่าผิดหวัง และมันทำลายความเชื่อ น่าเชื่อถือของสภา” นายรังสิมันต์ กล่าว
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “สัปปายะสภา หรือ อสัปปุริสสภา” ระบุว่า
ผู้แทนราษฎร ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม
เหตุผล : เพราะกลัวว่าผู้แทนฯจะถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง หรือแกล้งจับในระหว่างสมัยประชุม ทำให้ไม่สามารถเข้าประชุม และ ลงมติในวาระสำคัญไดั
ทางแก้ : หากจะนำตัวผู้แทนฯ ไปดำเนินคดี ต้องได้รับอนุญาตจากสภา สภาจึงต้องลงมติกัน ว่า จะคุ้มครองผู้แทนราษฎรของประชาชนหรือไม่
แนวพิจารณา : ปกติ สภาจะพิจารณาว่า คดีที่ผู้แทนราษฎรถูกดำเนินคดีนั้น มาจากสาเหตุอะไร หากมาจากการกระทำในหน้าที่ของผู้แทนราษฎร สภาจะลงมติไม่ส่งตัวเขาไปดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว ก็จะส่งตัวไปให้ดำเนินคดี
หากผู้แทนราษฎรทำผิดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎร และสภาปกป้องเขา สภานั้นก็กลายเป็นสภาแห่งโจร เป็นแหล่งมั่วสุมของโจร มิใช่ “สัปปายะสภา” อันแปลว่า “สภาอันเป็นที่ประกอบกรรมดี” แต่คือ “อสัปปุริสสภา” หรือ สภาอันเป็นที่ประกอบของคนชั่ว แปลว่า “ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ (คนดี) ที่นั้นไม่ใช่สภา” นายนิพิฏฐ์กล่าว
เมื่อประมวลเรื่องราวและความเห็นทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันแล้ว
ท่านผู้อ่านคิดว่า สภาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง หรือปกป้อง สส. คนหนึ่งอย่างไร้หลัก “นิติรัฐ-นิติธรรม”

ปราชญ์ สามสี ส่งสารตรงถึง 'วันนอร์' ผู้ผลักดันโต๊ะเจรจา BRN เพื่อสันติภาพ หรือเปิดทางแบ่งแยก?
ศุภชัย สวนกลับ เจ๊แมว ยันไม่ได้แพ้ 4 คดีรวด ซัดอย่าบิดเบือนมั่วๆ
น้องพายุ โชว์สกิลเทพ แซงเข้าเส้นชัยคว้าที่ 1 แข่งโกคาร์ท ทำ แม่ชม กรี๊ดลั่นสนาม
ปธน.มาครง โพสต์ร่ายยาว เหตุไฟป่าผลาญฝรั่งเศส ขอบคุณสุดซึ้งเจ้าหน้าที่-พันธมิตรในยุโรป
อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ คนห่วงโจรมากกว่าทหาร ลั่น หนักแผ่นดิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี