วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังขีด “เส้นใต้บรรทัด” เป็นคำถามว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พรรคส้ม หรือพรรคประชาชนกำลังใช้เป็นแคมเปญฟ้ืนความนิยมของพรรค หมายถึง “ใคร” หรือ “อะไร” กันแน่
1) เรื่องของเรื่องเกิดจาก นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ระบุว่า ขณะนี้ประเทศถูกกินรวบโดย “ระบอบสีน้ำเงิน” โดย “พรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเจนต์”ในระบอบดังกล่าว
2) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) พูดถึงเรื่องนี้ ว่า หากบอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์ของระบอบสีน้ำเงิน ก็เกินเลยไป ส่วนตัวมองว่าเราอยู่บนกติกาเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ใช่เป็นผู้เขียน เราอยู่ในสภาพเดียวกันกับสีส้ม สีแดง และสีเขียว ดังนั้น การที่จะมาพูดว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน กลายเป็นพรรคภูมิใจไทยสีน้ำเงินกินรวบ เรื่องนี้ไม่ถูกต้องตนอยากจะบอกว่าอย่าไปสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบนี้
3) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงความหมายของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่าหมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว. เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด นำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ
3) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล กล่าวว่า ในสมัยที่พรรคบางพรรคชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตนยังไม่เห็นมีใครบอกว่ากินรวบ เป็นสีนั้นหรือสีนี้ ดังนั้นการไปสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องการกินรวบแต่อย่างใด หากมองว่าพรรคภูมิใจไทยได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พวกเราก็อยู่ภายใต้กฎกติกาผ่านการเลือกตั้งมาเหมือนกันเหมือนกับพรรคอื่นๆ
เมื่อถามว่า เป็นการโหมโรงสร้างความขัดแย้งในอนาคตหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ก็ต้องอดทน เป็นเรื่องธรรมดา หากทำงานการเมือง เอาผลประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ลดเรื่องวาทกรรมทางการเมือง ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่านี้
4) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระอธิบายเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” คืออะไรในสมการอำนาจ?” โดยบอกว่า
หากพูดกันตามตรง คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่ศัพท์ทางกฎหมาย และไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด หากแต่เป็น “คำอธิบายทางการเมือง” (Political Narrative) ที่ใช้กล่าวถึงการรวมศูนย์อำนาจผ่านเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม
ผู้ที่เชื่อว่ามี “ระบอบสีน้ำเงิน” ซ่อนอยู่ มักจะชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เช่น การที่พรรคการเมืองหนึ่งสามารถก้าวขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลและกุมความได้เปรียบได้อย่างมั่นคง, การแผ่อิทธิพลและมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเหนือสมาชิกวุฒิสภา (สว.), การมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งในองค์กรอิสระ, การส่งผลต่อดุลอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ, ความล่าช้าดึงเช็งในการตรวจสอบประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง เช่น ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา
ในมุมมองนี้ คำว่า “ระบอบ” จึงไม่ได้หมายถึงตัวบทกฎหมายที่ตราไว้ในกระดาษ แต่หมายถึง “โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่จริง” ในระบบการเมืองไทย
5) นายวัส ติงสมิตร บอกว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “สี” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างรัฐธรรมนูญ”
และบอกว่า อย่างไรก็ตาม การมองทุกอย่างแบบผิวเผินว่าเป็นเพียงเรื่องของ “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจทำให้สังคมมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกกว่านั้น เพราะถ้าย้อนดูกติกาแม่บทอย่าง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะพบว่ามันถูกออกแบบมาให้มีองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เข้ามาอย่างแปลกประหลาด และมีบทบาทสูงลิ่วในการกำหนดทิศทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น :
1.วุฒิสภา ที่มีข้อกังขาว่าฮั้วกันเข้ามาจนมีอำนาจล้นหลามในการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
2.องค์กรอิสระ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบและแจกใบแดงถ่วงดุลฝ่ายการเมืองสูงมาก
3.ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้ามามีบทบาทชี้ชะตาทางการเมืองบ่อยครั้งจนถูกมองว่าเป็น “ตุลาการภิวัฒน์”
4.ระบบการเลือกตั้ง ที่จงใจออกแบบมาเพื่อให้พรรคขนาดกลางกลายเป็น “ตัวแปรชี้ขาดอำนาจ” (Kingmaker) ในการจัดตั้งรัฐบาล
ข้อคิดสำคัญ : ด้วยโครงสร้างแบบนี้ ต่อให้ไม่ใช่พรรคสีน้ำเงิน แต่เป็นพรรคการเมืองอื่นใดก็ตามที่สามารถเข้าไปครอบครองหรือถือกุญแจกลไกเหล่านี้ได้ ก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็น “ระบอบ” ได้ทั้งสิ้น!
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “การออกแบบอำนาจรัฐ” ที่ทำให้สังคมเริ่มรู้สึกว่า “การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว… ไม่อาจกำหนดอนาคตของประเทศได้อีกต่อไป”
6) นายวัส ยังชี้อีกว่า วิกฤตที่แท้จริง คือ “วิกฤตศรัทธา”
โดยบอกว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่การที่พรรคการเมืองไหนขยับขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะ “วิกฤตศรัทธา” และเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า “กติกากลางยังมีความเป็นกลางอยู่”
เมื่อใดก็ตามที่สังคมมองว่า : องค์กรอิสระไม่เป็นอิสระจริง, กระบวนการตรวจสอบไม่เสมอภาค (เลือกปฏิบัติ), ระบบยุติธรรมถูกมองว่าเลือกข้าง และการเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้ เมื่อนั้นสิ่งที่ตามมา คือ “วิกฤตความชอบธรรม” (Legitimacy Crisis) ของระบบการเมืองทั้งหมด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด! เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บน “ความเชื่อร่วมกัน” ของคนในชาติ ว่ากติกาพื้นฐานนั้นยังยุติธรรมพอให้ทุกฝ่ายยอมรับและอยู่ร่วมกันได้
หากความเชื่อนั้นพังทลายลง ประเทศจะดิ่งเข้าสู่ภาวะที่ทุกฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน มองคนเห็นต่างเป็น “ศัตรูของระบอบ” ที่ต้องกำจัด แทนที่จะเป็นเพียง “คู่แข่งขันทางการเมือง” ตามวิถีทางปกติ
7) นายวัสเสนอทางออกในเรื่องนี้ว่า ความสิ้นหวังไม่ใช่คำตอบ: หัวใจคือ “กติกาที่เปิดกว้าง”
โดยบอกว่า แม้หลายคนจะรู้สึกท้อแท้และมองว่าโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเป็นไปได้ยากราวกับกำแพงหิน แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ไม่มีโครงสร้างอำนาจใดจะดำรงอยู่ได้ตลอดไป หากขาดฉันทามติและการยินยอมพร้อมใจจากสังคม”
คำถามสำคัญที่คนไทยต้องช่วยกันคิดต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าจะล้มหรือจะโค่นระบอบไหน แต่คือโจทย์ใหญ่ในการซ่อมแซมระบบ คือ เราจะสร้างองค์กรอิสระที่ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นได้อย่างไร?, เราจะกระจายอำนาจเพื่อป้องกันการรวมศูนย์ไว้ที่กลุ่มทุนหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มอย่างไร?, เราจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับความเป็นกลางของกติกาได้อย่างไร?, และที่สำคัญที่สุด… เราจะทำให้ “ผู้แพ้การเลือกตั้ง” ยังคงเชื่อมั่นว่า ตนเองยังมีโอกาสกลับมาชนะได้ในระบบการแข่งขันครั้งต่อไปได้อย่างไร? เพราะหัวใจของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ไม่ใช่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะตลอดกาล แต่คือการที่ทุกฝ่ายยังเชื่อมั่นว่า “ระบบเปิดโอกาสให้แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม”
8) นายวัสบอกว่า ทางออกของประเทศไทย : สร้างฉันทามติใหม่ ไม่ใช่ทำลายล้าง
โดยบอกว่า ประเทศไทยอาจเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จำเป็นต้องมีการพูดคุยอย่างจริงจังเรื่อง “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ”โดยมีหมุดหมายสำคัญเพื่อสร้างระบบที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพื่อชัยชนะชั่วคราวของขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง
หากเรายังปล่อยให้การเมืองไทยติดหล่มอยู่กับการเป็นเพียงสงครามตัวแทนระหว่าง “สี” ต่างๆ แย่งชิงเค้กอำนาจโดยไร้ความพยายามที่จะสร้างกติกากลางที่โปร่งใส สังคมไทยก็คงหนีไม่พ้นวงจรความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจต่อไปไม่รู้จบ
และสารตั้งต้นของความไม่ไว้วางใจนี่แหละ… ที่อาจเป็นวิกฤตการณ์ที่อันตรายและน่ากลัวยิ่งกว่าการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เสียอีก!
จิตกร บุษบา

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน
รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
เชียงใหม่น่าห่วง! พบติดเชื้อ HIV ทะลุ 2.3 หมื่น เพิ่มเฉลี่ยวันละ 2 คน พุ่งเป้ากลุ่มวัยรุ่น 15-24 ปี
อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ' #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée '
พูโลยันมาเลเซียไม่เกี่ยวเรื่องเงินทุนในเหตุป่วนใต้ เตือนหากกล่าวหาโดยไร้หลักฐานอาจกระทบสัมพันธ์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี