วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงประกอบพระกรณียกิจที่สะท้อนความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ไว้อย่างมากมาย ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยเฉพาะพระกรณียกิจในงานยุติธรรม ที่กลายเป็นข้อกำหนดระดับโลก
ทรงพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ที่กลายเป็นที่มาของโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 (65th United Nations General Assembly – UNGA) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 และได้รับการเรียกเพื่อเป็นเกียรติว่า “Bangkok Rules” หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ”
1) โปรดทราบว่า สิ่งที่เป็นหัวใจของข้อกำหนดกรุงเทพฯ นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ 1.การพยายามพิจารณาใช้มาตรการลงโทษแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่การคุมขังในเรือนจำ 2.แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องคุมขังในเรือนจำจริงๆ สภาพแวดล้อมต่างๆ ในเรือนจำก็ต้องเอื้อให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งข้อกำหนดกรุงเทพฯ นี้ ได้ขยายผลไปสู่ความพยายามในการเปิดมุมมองใหม่ว่าด้วยความเข้าใจที่มีต่อยาเสพติด การปรับเปลี่ยนอัตราโทษและแนวทางในการพิจารณาโทษ เพื่อเกิดการจัดการกับปัญหายาเสพติดอย่างสร้างสรรค์และมีมนุษยธรรม
2.ทรงมีพระดำริในการดำเนินโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” ซึ่งทรงประสงค์จะผลักดันให้มี “ข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง” ขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการเสริมข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ค.ศ.1955 การริเริ่มดังกล่าวจึงได้กลายเป็นแนวทางในการเสริมสร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานของสหประชาชาติในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนยุติธรรมทางอาญา
3) นอกจากการช่วยเหลือในกลุ่มผู้ต้องขังหญิง และผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงแล้ว ยังทรงพระดำริในการที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังชายด้วย โดยในปี 2553 ทรงพระดำริในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้กับผู้ต้องขังก่อนปล่อยออกจากเรือนจำ โดยทรงตระหนักว่า ผู้ต้องขังบางคนทำผิดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้จักวิธีการดำรงชีวิต หากผู้ต้องขังมีความรู้ ความคิด และทัศนคติที่อยู่บนความพอเพียง และได้ความรู้ในด้านอาชีพติดตัวไปก่อนพ้นโทษจะเป็นการติดอาวุธทางจิตใจและปัญญาให้กับผู้ต้องขังให้มีความเข้มแข็งด้านจิตใจ และทนต่อแรงกดดันของสังคมภายนอกได้โดยไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีก จึงนำไปสู่การดำเนินโครงการ “กำลังใจ” หรือ “Inspire” โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือ การส่งเสริมการให้กำลังใจ การให้โอกาส รวมทั้งการสงเคราะห์อื่นๆ ที่จำเป็นแก่ผู้ต้องขังผู้กระทำความผิด และผู้ถูกคุมความประพฤติในประเทศไทย ขณะเดียวกันทรงส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจและให้โอกาสแก่ผู้ที่เคยก้าวพลาดให้กลับมาดำรงชีวิตเป็นคนดีของสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้น แรงขับเคลื่อนและความตระหนักในเรื่องดังกล่าวจึงได้รับการพัฒนาขึ้นในสังคมไทย
4) โครงการกำลังใจฯ ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2549 ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร แรกเริ่มนั้นทรงโปรดให้วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย เข้ามาดำเนินงานภายใต้พระดำริที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์และทารกที่เกิดในเรือนจำ และเมื่อโครงการดังกล่าวนี้ได้ขยายไปสู่เรือนจำอื่นๆ ทั่วประเทศ ระดับของการช่วยเหลือก็ขยายไปสู่การฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำต่างๆ อันเป็นการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคมด้วย
5) นอกจากจะมีการอบรมทางด้านแนวทางทัศนคติที่ควรมีในการใช้ชีวิต ยังมีความพยายามทำให้เกิดการปฏิบัติอันเป็นรูปธรรมด้วยการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลเพิ่มเติมเป็นโครงการพัฒนาระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สำหรับเรือนจำชั่วคราว จนกระทั่งเรือนจำนำร่องโครงการทั้ง 4 แห่งได้รับมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000 เล่ม 1-2552 ส่วนพืชผักจากโครงการก็ได้ออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ “Inspire กำลังใจ” และในเวลาต่อมา ผลิตภัณฑ์ชาใบหม่อนอินทรีย์ของเรือนจำชั่วคราวแคน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล
6) นอกจากนี้ โครงการกำลังใจฯ ยังได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องของทุนในการประกอบอาชีพด้วย โดยเมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษมาแล้ว แม้จะมีความรู้ในการประกอบอาชีพติดตัวมาจากการอบรมในเรือนจำ แต่ก็ยังอาจเป็นการยากในการหาเงินทุนเพื่อแปรเปลี่ยนความรู้ที่ตนมีเป็นการประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเอง จึงได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหาร “กองทุนตั้งตัวได้” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการมอบทุนให้กับผู้ต้องขัง จากเดิมที่กองทุนดังกล่าวเน้นการให้ทุนกับผู้ที่ศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา หรือจบการศึกษามาไม่เกิน 5 ปี
7) ต่อมา มีการจัดตั้งโครงการนำร่อง “ศูนย์การเรียนรู้ดอยฮาง” หรือ “ดอยฮาง Model” ขึ้นที่เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพัฒนาขึ้นตามศาสตร์แห่งพระราชา “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับสังคมบนหลัก 3S คือ Survival (การอยู่รอด) Sufficiency (ความพอเพียง) และ Sustainability (ความยั่งยืน)
8) ดอยฮาง โมเดล แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ปรับทุกข์-ผูกมิตร : สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อเรียนรู้ผู้อื่นและสะท้อนตัวเอง, ถอดรื้อ-สร้างใหม่: สะท้อนเหตุที่นำไปสู่การใช้ยาเสพติด เสริมสร้างกำลังใจสู่ชีวิตใหม่ และดูแลต่อเนื่อง: ภาคีเครือข่ายรวมทั้งบุคคลแวดล้อมร่วมกันดูแลผู้ต้องขังด้วยกัน
9) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมกับพระราชทาน “กำลังใจ” ให้กับผู้ต้องขังเสมอมา เมื่อทรงทราบถึงปัญหาของผู้ต้องขังที่มาจาก “ความอ่อนไหวของจิตใจและความพึงพอใจส่วนตัว” จึงโปรดให้มีกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจ ด้วยการนิมนต์พระครูภาวนาวิริยวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน มาดำเนิน “โครงการพัชรธรรม” ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการพัชรธรรม พบว่าหลักธรรมจากพระครูภาวนาวิริยวัฒน์ได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งและความมีสติ รู้จักผิด รู้จักชอบมากขึ้น.
10) นายเณร์ เลาวกุล ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราด ได้ย้อนรำลึกภาพความทรงจำสุดประทับใจเกี่ยวกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังเรือนจำแห่งนี้เป็นครั้งแรกในปี 2553 ว่า
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก โดยมิได้มองว่าเป็นคนที่น่ากลัวของสังคม แต่ทรงเรียกขานอย่างให้เกียรติว่า เป็นผู้ก้าวพลาด ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์ยังได้ทรงนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้อง และบูรณาการเข้ากับโครงการกำลังใจ เพื่อสร้างหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวเป็นระยะเวลา 5 เดือน
จนทำให้ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ สังกัดเรือนจำจังหวัดตราด ที่ได้รับการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2524 โดยเริ่มต้นจากการเป็นแหล่งฝึกวิชาชีพด้านการเกษตรและเป็นแหล่งผลิตอาหารหลักสำหรับผู้ต้องขัง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกรมราชทัณฑ์ ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถูกพลิกโฉมกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้และศูนย์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เปิดรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้อย่างสมบูรณ์
ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราด ยังบอกอีกว่าหลังการเสด็จพระราชดำเนินมายังเรือนจำชั่วคราวเขาระกำของพระองค์ภา ในครั้งนั้น เรือนจำฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ก้าวพลาดจำนวน 100 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องขังต้องโทษครั้งแรกที่เข้าเงื่อนไขการพักโทษกรณีพิเศษ และไม่เคยกระทำผิดวินัยซึ่งย้ายมาจากเรือนจำใกล้เคียง เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวเป็นตลอดระยะเวลา 5 เดือนอย่างต่อเนื่อง
โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายในจังหวัด อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดและวิทยาลัยสารพัดช่าง ร่วมให้ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง
และวิชาชีพที่เปิดสอนมีหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การตัดผม การทำขนมไทย การล้างแอร์ การซ่อมเครื่องยนต์เล็ก และการเดินไฟฟ้าภายในอาคาร รวมไปถึงการเรียนรู้วิธีการดูแลสวนทุเรียนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเก็บเกี่ยวซึ่งถือเป็นพืชที่สร้างรายได้สูงในจังหวัดตราด
การฝึกอบรมเหล่านี้ มุ่งเน้นให้ผู้ก้าวพลาดสามารถนำไปประกอบอาชีพสุจริตเพื่อเลี้ยงดูตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนหรือทรัพยากรที่มากเกินไป
“ระหว่างปี พ.ศ.2553 -2562 พระองค์ภา ได้เสด็จมาทรงงาน ณ เรือนจำแห่งนี้ถึง 4 ครั้ง และภายในเรือนจำ ก็มีอาคารทรงงานภาคสนามและอาคารทรงงานภาควิชาการ โดยในการเสด็จครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2562 ทรงเปิดอาคารนิทรรศการและร้านกาแฟที่พระราชทานชื่อว่า Inspire by Princess ร้านกาแฟแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้ก้าวพลาดได้ฝึกทักษะการทำอาหาร การชงเครื่องดื่ม และการเล่นดนตรีเพื่อสร้างความผ่อนคลายและปรับตัวเข้ากับการให้บริการผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวจากโลกภายนอกอีกด้วย”
นอกจากนั้นภายในเรือนจำ ยังมีการปรับภูมิทัศน์และให้บริการรถรางพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ต่างๆ เช่น บ้านดิน การทำผ้าไหม และการทำแมลงวันลาย อีกทั้งยังมีการปลูกหม่อนเพื่อผลิตน้ำมัลเบอร์รีที่ปราศจากวัตถุกันเสีย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนได้ลิ้มลอง ทางเรือนจำยังมีแผนที่จะร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก โดยนำสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์สงวน เช่น แพะ ควาย และเม่น มาเลี้ยงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มเติม
ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตราด ยังบอกอีกว่า โครงการกำลังใจในพระดำริฯ นี้ ได้สร้างจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้ก้าวพลาดได้อย่างดีเยี่ยม
ขณะที่ ตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการรายหนึ่ง เผยว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่ พระองค์ภา พระราชทานโอกาสให้ได้ฝึกวิชาชีพ เพื่อไม่ให้หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก และยังได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และเพื่อเป็นการตอบแทนพระกรุณาธิคุณที่ทรงหยิบยื่นโอกาสอันล้ำค่าให้ ผู้ก้าวพลาด ยังได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างแน่วแน่ว่าจะขอปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติตลอดไป
นี่คือ น้ำพระราชหฤทัยและพระกรุณาธิคุณที่จักประทับอยู่ในใจปวงชนชาวไทยมิรู้ลืม

จัดเต็ม เกมล่าฆ่ารอด ดราม่าเดือด น้ำหวาน-แซมมี่-ดิว ศึกเพื่อนรักสู่เดิมพันชีวิต
อย.เปิดชื่อ ลูกชิ้นเถื่อน 20 ยี่ห้อ ‘ปลอมเลขสารบบ-ไม่มีฉลาก’ แนะถ้ายังมีในตู้เย็นให้เอาไปทิ้งด่วน
เปิดโหมด ปรุงจืด ของ 6 สาวแกรมมี่โกลด์ อวดลุคใส สวยธรรมชาติเต็มสิบ
โซเชียลแชร์คลิปช็อก สไปเดอร์แมนแห่งเยเมน ปีนผามือเปล่าพลาดร่วงตกปล่องภูเขาไฟมรณะ
ตร.ลุยปราบพนันบอลโลก จับแล้วกว่า 596 คดี พบเงินหมุนเวียนทะลุ 2.1 พันล้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี