“มีลูกมาก”, “ไม่รู้จักเก็บออม”, “ไม่ยอมปรับตัว” เหล่านี้เป็นตัวอย่างของถ้อยคำจากคนไทยซึ่งอยู่ในชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปซึ่งมีฐานะดีหน่อยมักใช้ “วิพากษ์” คนไทยอีกกลุ่มที่เป็นชนชั้นรากหญ้ารวมถึงคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างที่ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่า โดยเฉพาะในระยะหลังๆ เมื่อ “การเมืองสีเสื้อ” กลายเป็นกระแสในสังคมไทย ฝ่ายแรกมักจะบอกว่าฝ่ายหลัง “ดีแต่แบมือขอ” รอคอยนโยบาย “ประชานิยม” ลดแลกแจกแถมจากนักการเมือง ขณะที่ฝ่ายหลังก็จะโต้ว่า “โอกาสไม่เท่ากันจะให้ทำอย่างไรได้” เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำกันไป
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ “คนระดับล่างหรือกลางค่อนล่างเขาใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่คิดอะไรจริงหรือ?” แน่นอนหากมองผิวเผินคงจะตอบว่าใช่ แต่เมื่อศึกษาลงลึกไปแล้วก็พบคำตอบที่น่าสนใจว่าชีวิตของประชากรกลุ่มนี้ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมไทยทำไมถึงเลือกทางเดินหลายๆ อย่าง ที่ดูจะขัดใจและทำให้ชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปหงุดหงิดรำคาญเสียเหลือเกิน
ที่งานเสวนาการเงิน “คุยกัน Money Season 2 : พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม”
ณ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย่านสามเสน-พระราม 8 กรุงเทพฯผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยนำผลการศึกษาว่าด้วย “เศรษฐกิจนอกระบบ” มาเรียกเสียงฮือฮาในสังคมไทยเมื่อหลายปีก่อน และเรื่องที่นำมาเล่าในครั้งนี้ก็ยังคงน่าสนใจเช่นเคย ไล่ตั้งแต่
1.ชนชั้นรากหญ้า-กลางค่อนล่าง “ไม่มีการออม” จริงหรือ? หากมองในสายตาผู้รู้ศาสตร์การเงินมาตรฐาน ที่มักนึกถึง “การออมแบบทางการ” เช่น ฝากเข้าบัญชีธนาคาร ก็คงใช่ แต่แท้จริงแล้ว “คนระดับล่างลงไปในสังคมไทยต่างมีการออมในแบบสังคมของเขาเอง” อาทิ 1.1 การมีลูกมาก ที่คนฐานะดีดูหมิ่นดูแคลนว่าทำไมคนระดับล่างเงินก็ไม่ค่อยมีทำไมมีลูกหลายคน? แต่ในมุมคนระดับล่างโดยเฉพาะที่อยู่ในชนบท เชื่อว่าอย่างไรเสียเมื่อลูกโตขึ้นย่อมจะต้องเลี้ยงตนเองยามแก่เฒ่า
“สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญมากๆ คือการส่งลูกเรียน เพราะเขาจะให้ลูกกลับมาดูแลเขาตอนแก่ อันนี้ละคือการออมยามเกษียณของเขา พ่อ-แม่ทุกคนพยายามส่งลูกเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นการศึกษาก็แพงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะคนไปลงทุนด้านการศึกษามากเกินไป พ่อแม่ออมผ่านลูกเพราะตราบใดที่ค่านิยมกตัญญูยังอยู่แล้วเขาส่งลูกเรียนให้ดีที่สุด ลูกไม่เบี้ยวเขาตอนแก่แต่ตอนนี้พ่อแม่หลายคนก็บอกไม่แน่ใจ แต่สมมติถ้าไม่เบี้ยวก็จะมาเลี้ยงเขาตอนแก่” อาจารย์ธานี กล่าว
หรือจะเป็น 1.2 การช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย ด้วยความที่รากฐานวัฒนธรรมไทยมีคำว่า “บุญคุณ-น้ำใจ” แม้ในครอบครัวบางครั้งอาจมีการทะเลาะมีปากเสียงกันบ้าง แต่ในยามเดือดร้อนจริงๆ คนในครอบครัวเดียวกันก็มักจะช่วยเหลือกันอยู่ดี คนไทยจึงมักช่วยเหลือญาติพี่น้องจนถึงพรรคพวกเพื่อนฝูงยามที่พวกเขาลำบาก ด้วยความเชื่อว่าหากวันหนึ่งเราลำบากบ้างคนเหล่านั้นย่อมจะช่วยเหลือเราเป็นการตอบแทน
2.แล้วทำไมไม่คิดออมในแบบทางการมาตรฐานบ้าง? เรื่องนี้มี 2 คำตอบ คือ 2.1 ในอดีตเคยมีเรื่องของ “การออมเพื่อใช้จ่าย” แต่ปัจจุบันแทบไม่จำเป็นแล้ว สมัยก่อนใครอยากได้อะไร บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ต้องเก็บเงินให้ครบแล้วไปซื้อ แต่สมัยนี้มีสารพัดบัตรให้ผ่อน – สารพัดสินเชื่อให้กู้ กับ 2.2 การเรียนการสอนในไทยไม่เคยอธิบายชัดเจนว่า “ออมไปเพื่ออะไร”ประเด็นนี้อาจารย์ธานีขยายความให้ฟังว่า ที่ผ่านมาเราจะสอนกัน “การออมคือนิสัยของคนดี” ดังนั้นถ้าเรื่องความดีลดบทบาทลง นิสัยการออมก็จะลดลงด้วย
“หลายคนคงจำเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีได้ มันจะมีข้อหนึ่งเรื่องออม แล้วเราก็สอนว่าการออมเป็นคุณสมบัติของคนดี อันนี้มีข้อดีข้อเสียเขาไม่รู้ว่าออมไปทำไม เขารู้แต่เป็นคนดีต้องประหยัดอดออม แล้ววันหนึ่งคุณธรรมความดีมันไม่เข้ากับสังคมยุคใหม่ ก็ไม่รู้จะออมไปทำไมคือถ้าคุณค่าความดียังอยู่ในสังคมการออมก็อยู่ได้ เพราะเราสอนการออมในลักษณะของคุณธรรม ไม่ได้บอกว่าคุณธรรมไม่ดี แต่ถ้าบทบาทคุณธรรมน้อยลงคนก็ไม่รู้จะออมไปทำไม” อาจารย์ธานี ขยายความ
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ ยังอธิบายเสริมอีกว่า “ต่อให้สอนว่าจงออมเผื่อยามฉุกเฉิน” เช่น เจ็บป่วยหรือมีเรื่องด่วนจำเป็น “ก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ” เพราะในสังคมไทย “ความสัมพันธ์เชิงครอบครัวพวกพ้องค่อนข้างเหนียวแน่น” อย่างน้อยที่สุด “ถ้าเข้าตาจนจริงๆ พ่อแม่แน่ๆ ละทางหนึ่งที่ต้องยื่นมือมาช่วยลูก” การออมแบบทางการในสังคมไทยจึงน้อยกว่าบางสังคม เช่น ในโลกตะวันตกที่สังคมมีความเป็นปัจเจก (Individual) สูงซึ่งคนแต่ละคนต้องพึ่งตนเองเป็นหลัก การออมจึงเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคนในสังคมนั้น
3.ชนชั้นรากหญ้า-กลางค่อนล่าง “ไม่มีการลงทุน” จริงหรือ? หากมองในสายตาผู้รู้ศาสตร์การเงินมาตรฐาน ที่มักนึกถึง “การลงทุนแบบทางการ” เช่น เล่นหุ้น ซื้อกองทุนรวมก็คงใช่ “แต่ก็เช่นเดียวกับการออม..คนระดับล่างลงไปในสังคมไทยต่างมีการลงทุนในแบบสังคมของเขาเอง” ดังเช่นตัวอย่าง 3.1 ปล่อยเงินกู้ให้คนรู้จัก อาจารย์ธานี เล่าเรื่องราวของ “วินมอเตอร์ไซค์” ที่เคยมีโอกาสได้พูดคุยต่างก็ใช้วิธีนี้ด้วยเหตุผลว่า “ไม่อยากเข้าธนาคารไปให้พนักงานธนาคารดูถูก” ทั้งที่จำนวนไม่น้อยมีรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท
“มอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่อยากไปแบงก์ เพราะเข้าไปแล้วรู้สึกว่าพนักงานแบงก์ดูถูกเขาทั้งที่เขาไม่จน แต่เขาทำอย่างอื่น เงินที่เขาได้มาเขาเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แม่ค้าหาบเร่แผงลอย เขารู้ว่าใครเป็นใครบ้านอยู่ไหน เก็บดอกเบี้ยรายสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ไปฝากแบงก์แน่ๆ ความเสี่ยงนี้เขาประเมินได้ ปล่อยไป 10 ราย เบี้ยวไป 4 ราย ยังคุ้มกว่าไปฝากธนาคาร ด้านหนึ่งอาจจะบอกว่าเขามั่นใจสูง แต่อีกด้านเขาอาจจะไม่เข้าใจเรื่องระบบการเงินที่ซับซ้อน” อาจารย์ธานี ระบุ
หรือจะเป็น 3.2 นำเงินไปลงทุนที่อิงกับสังคมของตนเอง เช่น ลงทุนในภาคการเกษตร เลี้ยงสัตว์บ้างปลูกพืชบ้าง ลักษณะนี้พบได้ในกลุ่มคนที่มีพื้นเพมาจากชนบทเพราะมีทักษะด้านการเกษตรอยู่แล้ว “แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงนัก
แต่ก็สามารถคุยอวดว่าเป็นผลงานให้คนอื่นๆ ในสังคมเดียวกันฟังได้” เช่น ซื้อวัวมา 5 แสนบาท เลี้ยงไว้ 3 ปีขายได้ 7 แสนบาท ถึงกำไรไม่มากแต่ก็พอจะทำให้รู้สึกภูมิใจได้บ้าง
เช่นเดียวกับ “การเล่นแชร์” ที่วงแชร์เกิดขึ้นจากการเลือกคนที่ไว้ใจได้มารวมตัวกัน ทั้ง 2 อย่างนี้ “เป็นการลงทุนที่ตนเองคิดว่าควบคุมความเสี่ยงได้” เมื่อเทียบกับไปลงทุนในหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาตรฐานที่เข้าใจยาก ประกอบกับสาเหตุที่ลึกลงไปกว่านั้นคือ “สังคมไทยไม่ค่อยเอื้อให้คนกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ” ดังนั้นแม้ใครคนหนึ่ง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองอย่างเต็มตัวเพราะกลัวเสียงครหาจากคนรอบข้าง
“ชาวนาปลูกข้าวแล้วไม่ได้กำไรกระทรวงเกษตรฯหรือปราชญ์ชาวบ้านบอกให้ปลูกอย่างอื่น ทำไมเขาไม่เปลี่ยน? เพราะถ้าเขาเปลี่ยนแล้วสำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาเปลี่ยนแล้วล้มเหลวเท้าจะมาเต็ม..เนี่ย! เปลี่ยนทำไม ปลูกข้าวก็ดีอยู่แล้ว ไปเชื่อเขาทำไม! เขาไม่รู้จักชุมชนเราดีพอ..คำแบบนี้มาเต็มไปหมด จริงๆ ไม่ใช่แค่ชุมชน ท่านอยู่ในสังคมไทยถ้าท่านทำอย่างเดิมแล้วไม่สำเร็จไม่มีใครว่า แต่ถ้าท่านเปลี่ยนแล้วท่านล้มเหลวจะมีคนช่วยเหยียบ” อาจารย์ธานี ยกตัวอย่าง
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ต่อว่า “วัฒนธรรมการเหยียบซ้ำคนที่ลองทำสิ่งใหม่ๆ แล้วล้มเหลว มีความสำคัญในแง่การทำให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันได้แบบเหมือนๆ กันหมด” ดังนั้นการที่เกษตรกรไทยไม่เปลี่ยนแปลงวิธีทำเกษตร อาจไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อในวิธีใหม่ที่ดีกว่าวิธีเดิม เพียงแต่มีความกังวลว่าหากทำแล้วล้มเหลวจะถูกสังคมติฉินนินทาก็เป็นได้ หรือแม้แต่ “การซื้อหวย (ลอตเตอรี่)” ก็เป็นความหวังเล็กๆ ที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นแต่ไม่ต้องเสี่ยงเปลี่ยน
วิถีชีวิตของตนเอง
4.คนไทย “มีความหวัง” ในชีวิตที่เป็นอยู่ขณะนี้จริงหรือ? ประเด็นนี้เคยมีการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยโดยถามว่า “ทำอย่างไรท่านถึงจะรวย?” เชื่อหรือไม่ “ร้อยละ 76 ตอบว่าต้องเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย และรองลงมาร้อยละ 11 ตอบว่าต้องถูกหวยรางวัลที่ 1”มีเพียงร้อยละ 8 ที่ตอบว่าขยันทำงานและเก็บออม“สะท้อนความหวังที่เลือนราง” เนื่องจากในความเป็นจริงของสังคมไทย ลำพังการเลื่อนจากชนชั้นล่างเป็นชนชั้นกลางว่ายากแล้ว การเลื่อนจากชนชั้นกลางเป็นชนชั้นสูงนั้นยากกว่าจนแทบเป็นไปไม่ได้
“การทำบุญก็คือการลงทุนในอนาคต เป็นสัญญาที่มีการส่งมอบแต่เป็นการส่งมอบในชาติหน้า ทำไมชาติหน้าถึงสำคัญ? เพราะเขาไม่มีความหวังมากนักในชาตินี้ ฉะนั้นการที่เขาทำบุญเยอะๆ แล้วหวังว่าชาติหน้าจะดีกว่านี้เขาสมเหตุสมผลแล้ว ท่านลองนึกภาพว่าต้องทำงานหนักแค่ไหนเพื่อเลื่อนชนชั้น ท่านขอใช้ชีวิตแบบนี้แล้วทำบุญหวังชาติหน้ามีโอกาสมากกว่า” อาจารย์ธานี กล่าว
อาจารย์ธานี ยังทิ้งประเด็นเกี่ยวกับการทำบุญในสังคมไทยไว้อีกว่า “ความเชื่อเรื่องการทำบุญและชาติภพในสังคมไทยทำให้คนที่ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมยังสามารถอยู่ต่อไปได้ในสภาพนั้น” เพราะมองว่าเป็นกรรมเก่าก็ทำบุญไปแล้วก็ได้ความสุขกลับมา ดังที่เคยมีผลสำรวจพบว่า “คนไทยมีความสุขมากทั้งๆ ที่อยู่ในสังคมเหลื่อมล้ำสูง” ซึ่งชาวต่างชาติไม่เข้าใจแต่คนไทยรู้ดีว่าเพราะอะไร นั่นคือ..
เมื่อโอกาส (แทบ) ไม่เปิด..คนก็พอใจที่จะอยู่แค่นี้ “มีความสุขง่ายๆ” ใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี