546.jpg
'ภัยแล้ง' เป็นบ่อเกิดของความยากจน 'แก้ภัยแล้งได้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้'

'ภัยแล้ง' เป็นบ่อเกิดของความยากจน 'แก้ภัยแล้งได้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้'

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.50 น.

"ภัยแล้ง" เป็นบ่อเกิดของความยากจน แก้ภัยแล้งได้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้ "มหาสารคามโมเดล" แก้ปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศ แบบบูรณาการด้วย ระบบเทคโนโลยี ดิจิทัล 4.0 

ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้งรุมเร้าหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นแม่งานหลักในการดูเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหมด ทั้งน้ำมาก น้ำแล้ง เดินทางไปหลายพื้นที่ 


ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายคน นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม ซึ่งถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งมาตลอดทุกปี แต่สิ่งที่ได้เห็นจากการลงพื้นที่จ.มหาสารคาม โดยเฉพาะบริเวณโรงเรียนบ้านหนองแสง ต.ห้วยเตย อ.กุดรัง ซึ่งจุดนี้ในอดีตปรากฏความ "แห้งแล้งมาก" แต่ปัจจุบันกลับพบเห็นสีเขียวขึ้นมาบ้างแล้วก็เพราะความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านนั่นเอง ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จนผู้ช่วยรัฐมนตรี นายประสาน ชื่นชมและอยากให้นำเอาระบบการบริหารจัดการน้ำที่แห่งนี้ มาเป็นโมเดลในการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย 

 

 

ชาวบ้าน อ.กุดรัง จะมีแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้ง และความยากจนของเขา ตามโครงการ​ "การบริหารจัดการน้ำ เพื่อความมั่นคง อย่างยั่งยืน" ซึ่งหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรส่วนใหญ่จะทิ้งทุ่งนาแล้วอพยพไปทำงานที่อื่นเนื่องจากไม่มีน้ำหรือแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี 

บางพื้นที่อาจมีแหล่งน้ำ แต่มีน้ำไม่เพียงพอในการใช้ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงเกษตรกรไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำที่เพียงพอ น้ำที่มีไม่สามารถนำขึ้นมาได้ เนื่องจากต้นทุนการสูบน้ำที่สูงกว่าราคาผลผลิต จึงไม่คุ้มค่าในการลงทุน ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการที่จะบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนออกมา ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี และถือเป็นความร่วมมือ ร่วมใจของชาวบ้านในอ.กุดรังเอง โดยมีนักวิชาการที่มีเชี่ยวชาญให้คำแนะนำ ซึ่งจะมีการดำเนินโครงการสูบน้ำ 3 ระดับคือ 1.ระบบสูบน้ำบาดาลสำหรับครัวเรือน 2.ระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และ3.ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่

 

 

ระบบสูบน้ำบาดาล ซึ่งถือเป็นระบบสูบน้ำใต้ดินมาใช้ในชุมชน โดยใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์แทนการใช้ไฟฟ้า และส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของชุมชนไปอยู่ในที่ทำกินของตัวเอง แทนที่จะอยู่กันอย่างแออัดในชุมชนเดิม ให้ชุมชนได้มีที่ทำกิน มีพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในครัวเรือน และมีน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี และให้เกษตรกรมีแหล่งกักเก็บน้ำในครัวเรือนของตนเอง และยังสามารถปลูกผัก เลี้ยงปลา รับประทานและจำหน่ายเป็นรายได้ให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ยังมีระบบสูบน้ำผิวดินขนาดใหญ่ เป็นการบริหารจัดการแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้ชุมชนสามารถนำน้ำต้นทุนต่ำ โดยลดต้นทุนการผลิตน้ำด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำ ซึ่งระบบขนาดใหญ่นี้จะสามารถสูบน้ำได้ถึง 2 ลิตรต่อวัน โดยสูบน้ำขึ้นมาเก็บในถังขนาดใหญ่เพื่อกระจายน้ำไปยังชุมชนได้หลายชุมชน

 

 

ขณะนี้เกษตรกรในกุดรัง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่เดือดร้อนแม้ว่าจะอยู่ในช่วงของฤดูแล้ง เพราะมีการบริหารจัดการนำ้ที่ดี และโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ถึงมือประชาชนและเกษตรกรจริงๆ มีประโยชน์โดยตรง และตรงนี้เองที่นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำพล.อ.ประวิตร เห็นว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกรจริงๆ และมีความคิดจะนำโครงการนี้มาเป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นที่ประสบปัญหาภัยแล้งด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากของเกษตรกรชาวกุดรัง คือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 มาใช้ร่วมกับระบบนี้ด้วย โดยมีเครื่องคอมมูนิเคเตอร์ผ่านดาวเทียม เป็นอุปกรณ์ควบคุมปั๊มระยะไกล ซึ่งจะทำให้เรารู้ปริมาณน้ำบาดาลใต้ดินว่ามีปริมาณเท่าไหร่ ,น้ำที่สูบขึ้นมาได้กี่ลิตรต่อวัน ,ปริมาณแสงแดดเฉลี่ยต่อวัน ต่อเดือนและต่อปี เท่าไหร่ซึ่งจะมีกราฟแสดงออกมาชัดเจน และเครื่องนี้สามารถช่วยปรับความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มได้ ,สามารถเปิด-ปิดปั๊มในระยะไกลได้ ,สามารถควบคุมแรงดันและปริมาณน้ำได้ และสามารถส่งลิงค์มายังส่วนกลางได้ โดยสามารถสั่งการจากส่วนกลางได้เลย อย่างเช่นเรามีศูนย์กลางหรือวอรูม อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็สามารถสั่งการ หรือรู้ถึงสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้เลย ซึ่งวอรูมจะสามารถรู้ได้เลยว่าขณะนี้บ่อบาดาลทั่วประเทศ ภาคไหนมีน้ำเท่าไหร่ ปริมาณแสงแดดเท่าไหร่ หรือหากจุดไหนมีปัญหา ก็สามารถปิดระบบจากที่วอรูมได้เลย ซึ่งจะทำให้เราจะสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ทั้งหมด

 

 

แต่ข้อมูลระยะไกลผ่านดาวเทียมนี้ จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่มาจากซิมการ์ด ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นค่าอินเตอร์เน็ตประมาณเดือนละ 30-50 บาท แต่หากเป็นหน่วยงานของรัฐก็สามารถตั้งงบประมาณซัฟพอร์ตได้ แต่หากกรณีที่เป็นชาวบ้านไม่ได้จ่ายค่าซิมการ์ด ไม่มีเงินจ่าย ก็สามารถควบคุมปั๊มน้ำผ่านมือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือตัวเองได้โดยผ่านบลูธูท ซึ่งตรงนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ฟรีตลอดชีวิต ส่วนแบตเตอรี่นั้น จะมีแผงโซล่าเซลเล็ก ๆ ไว้เก็บพลังงานหรือชาร์ตแบตไว้  หากจุดไหนไม่มีไฟฟ้าก็สามารถใช้ตัวอุปกรณ์ดาวเทียมนี้ได้

สำหรับราคานั้นเครื่องนี้ปกติจะมาพร้อมกับระบบสูบน้ำอยู่แล้ว ถ้าซื้อปั๊ม ก็จะแถมตัวนี้มาให้ด้วยเลย เป็นแพคเก็ต ซึ่งราคาทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผงโซลาเซล 2,500 วัตต์ มีถังพักน้ำขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร และชุดปั๊มสูบนำ้  ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินการตรงนี้ให้เกษตรกรได้ก็จะเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ประชาชนอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำ หรือแก้มลิงด้วย ซึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า “สระพระราชา”

 

 

สำหรับที่บ้านกุดรัง ชาวบ้านจะใช้วิธีรวมกลุ่มกัน 7 คนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยมีที่ดินที่ติดกันรวมแล้ว 15 ไร่ เพื่อสะดวกในการวางท่อ ซึ่งเบื้องต้นทางกองทุนพลังงานให้งบประมาณมา 5 แสนสำหรับซื้อเครื่องปั๊ม แต่
บ่อบาดาลชาวบ้านขุดกันเอง

สำหรับความคงทนของระบบนี้ ในส่วนของแผงโซล่าเซลมีการรับประกันถึง 25 ปี ส่วนปั๊มสูบน้ำจะเป็นแบบแม่เหล็ก ซึ่งจะมีอายุการใช้งานยาวนาน  และถ้ามีระบบตรงนี้แล้ว ก็เชื่อว่าชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำนา ก็สามารถปลูกผักในฤดูแล้งได้ ไม่ต้องอพยพเข้าไปทำงานในกทม.ในช่วง หน้าแล้งอีกต่อไปแล้ว นี่แหล่ะนะ คำพูดว่าที่ว่า “ภัยแล้ง เป็นบ่อเกิดของความยากจน หากแก้ภัยแล้งได้ ก็แก้ปัญหาความยากจนได้” ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเลย...!!!!!
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top