546.jpg
'หมอประกิต'จับตา'โจ ไบเดน'จะฝ่าอิทธิพลทุนยาสูบ แบน'บุหรี่ไฟฟ้า'ตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่

'หมอประกิต'จับตา'โจ ไบเดน'จะฝ่าอิทธิพลทุนยาสูบ แบน'บุหรี่ไฟฟ้า'ตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.57 น.

11 พฤศจิกายน 2563 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่ง โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งและเป็นว่าที่ ปธน.สหรัฐฯ คนใหม่ ว่า ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. 2563 ไบเดน กล่าวในระหว่างการหาเสียง ว่าหากได้เป็น ปธน.สหรัฐฯ  จะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด แต่ในความเป็นจริง แม้ไบเดน จะได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวแล้วก็ตาม ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถทำตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่

เพราะแม้ว่าการควบคุมยาสูบเป็นนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนเวลาอันดับหนึ่งของคนอเมริกัน เสียชีวิตปีละ 480,000 คน และอีก 16 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 5.2 ล้านล้านบาท เท่ากับ 1.5 เท่าของงบประมาณปี 2564 ของไทย แต่ที่ผ่านมาประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หลายคนมีนโยบายดังกล่าวแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จมากนัก เนื่องจากถูกขัดขวางจากบริษัทบุหรี่ซึ่งมีอิทธิพลมาก อีกทั้งยังส่งผลต่อการจำหน่ายบุหรี่ในประเทศไทยด้วย


"อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายไบเดน ดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก มีผลงานสำคัญคือ งานคุ้มครองผู้บริโภค ท่าทีที่เขาพูดว่าจะห้ามบุหรี่ไฟฟ้า จึงน่าจะพูดออกมาจากใจจริง ซึ่งจากข้อมูลปี2562 พบว่าวัยรุ่นระดับมัธยมปลายลงมา มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 5.2 ล้านคน กลุ่มอายุ 18-24 ปีจำนวน 2.1 ล้านคน และผู้ใหญ่จำนวน 6 ล้านคน โดยอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในผู้ใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 5 ปีที่มีการเก็บสถิติ แต่ไบเดนจะฟันฝ่าอิทธิพลทางการเมือง ที่บริษัทบุหรี่มีต่อรัฐบาลและรัฐสภาอเมริกา เพื่อที่จะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาติดตามต่อไป " ศ.นพ.ประกิต กล่าว

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายห้ามนำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าที่ออกมาตั้งแต่ปี 2557 แต่กำลังถูกบริษัทบุหรี่ข้ามชาติและเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่บริษัทบุหรี่ข้ามขาติสนับสนุน เคลื่อนไหวผ่าน ส.ส.ให้มีการตั้งกรรมาธิการ เพื่อเสนอรัฐบาลให้ยกเลิกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในไทย โดยมีอนาคตของเด็กไทยเป็นเดิมพัน เด็กไทยจะรอดพ้นหรือตกเป็นเหยื่อของการเสพติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้าไปตลอดชีวิตเหมือนกับเยาวชนหลายล้านคนในสหรัฐฯ 

ทั้งนี้ ในอดีตนโยบายการเมืองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการควบคุมยาสูบของโลกรวมถึงไทยด้วย อาทิ ปี 2532 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จากพรรครีพับลิกัน การพยายามกดดันให้ไทยเปิดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศเสรี ด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ แต่ไม่สำเร็จ โดยประเทศไทยยืนหยัดเจรจาต่อรองจนสหรัฐฯ ยินยอมตามข้อเสนอของไทย ส่งเรื่องให้แกตต์ (องค์การการค้าโลก) เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการเปิดตลาดบุหรี่ 

ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ได้ออกคำสั่งประธานาธิบดี ห้ามเจ้าหน้าที่สถานฑูตสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ แทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศอื่น แต่ธุรกิจยาสูบในสหรัฐฯ มีอิทธิพลมาก ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา  สนับสนุนให้สหรัฐฯ ลงสัตยาบันในอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่อยู่ในตำแหน่ง 8 ปีก็ทำไม่สำเร็จ เพราะถูกคัดค้านจากบริษัทบุหรี่ผ่าน ส.ส.ของพรรครีพับลิกัน ขณะที่ในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเพิ่งแพ้การเลือกตั้งต่อ โจ ไบเดน ได้เคยประกาศว่าจะห้ามการเติมสารปรุงแต่งกลิ่นรสในบุหรี่ไฟฟ้า สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ ออกมาประกาศว่า เขาบอกลูกอายุ 13 ปีที่เป็นวัยรุ่นว่า อย่าสูบบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top