วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อยลงทุกปี ดังนั้น เราต้องให้เด็กเหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
แต่สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็คือ สภาพแวดล้อมในสังคมบ้านเราเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นพิษภัยต่อเด็กและเยาวชนทั้งแอลกอฮอล์ ยาเสพติดสารพันชนิด รวมทั้งบุหรี่โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งกำลังแพร่กระจายไปสู่เด็กอายุน้อยมากแค่ 5-6 ขวบ ก็สูบกันแล้ว
วันอังคารที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม. มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ชำแหละปัญหาข้อกฎหมาย การปราบปราม-ทำลายบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส ดำเนินรายการ
งานนี้เริ่มต้นด้วยคนในวงการสื่อ วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ในฐานะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) เปิดการประชุม ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายเป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับประเทศไทยทั้งการนำเข้า ผลิต จำหน่าย ครอบครอง สสส.สนับสนุนภาคีเครือข่ายในการสร้างความรอบรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่กระจายวางขายทั้งร้านค้าในชุมชนและการขายออนไลน์ที่จับกุมได้ยาก ที่สำคัญเวลานี้มีการลักลอบเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยแล้ว
บอร์ด สสส.ตั้งคำถามว่าเมื่อจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าแล้วบุหรี่เหล่านี้อยู่ที่ไหนบ้าง มีการวนกลับมาขายใหม่หรือไม่ มีการทำลายบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมดหรือไม่ โดยเฉพาะของกลางที่ไม่มีคนแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่พ.ร.บ.ศุลกากร ม.4 ระบุว่าเป็นของต้องห้ามและต้องกำจัด หากไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของจะทำให้เป็นของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ทำให้อธิบดีกรมศุลกากรสามารถทำลายได้ พร้อมเปิดเผยว่าได้พบกับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่นำเข้าผิดกฎหมายมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่มีการต่อสู้คดีต้องรอให้ศาลพิพากษาถึงที่สุดกับส่วนที่ไม่มีคนแสดงความเป็นเจ้าของ ท่านอธิบดีบอกว่าหน่วยงานไหนจะเอาไปทำลายก็ยินดี
นับเป็นข้อมูลเปิดประเด็นการประชุมที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ส่วน เลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 3 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แม้ไม่ได้มาร่วมเวทีเพราะติดงานด่วนแต่ฝากความเห็นว่า ศุลกากรถือเป็นด่านแรกในการแก้ไขปัญหานี้ ส่วน สคบ.เมื่อจับกุมแล้วของกลางจะอยู่กับตำรวจซึ่งบัญชีทั้ง 2 หน่วยงานต้องตรงกัน มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนการทำลาย ปัญหาการขายออนไลน์ สคบ.ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ Facebook และ TikTok ช่วยปิดกั้น เวลานี้มีการฟ้องคดีแพ่งบางแพลตฟอร์มแล้วและจะดำเนินคดีอาญาด้วยแต่อาจจะยากตรงที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย
ในขณะที่ ฤทธิรอน ทวีทรัพย์ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สคบ. เสริมว่าการขายหน้าร้านแทบจะหายไปแล้วแต่ไปขายผ่านโซเชียลมีเดีย กฎหมายบังคับใช้ได้เฉพาะผู้ผลิตและผู้ขายที่มีหน้าร้านเป็นหลัก พอเป็นการขายออนไลน์เจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในข่ายผู้ขายหรือผู้สนับสนุนหรือไม่ นี่คือข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข
เป็นการชี้ช่องว่างทางกฎหมายจากสคบ.
ฝั่งตำรวจ พ.ต.อ.ปริญญา ปาละ ผกก. (สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พูดเสียงดังฟังชัดว่า ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมายห้ามนำเข้า สามารถดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องรอใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ศุลกากร สามารถจับกุมและทำลายได้เลย ในฐานะที่ตำรวจเป็นหน่วยจับกุม ผมรู้ว่ามันไม่ไปไหนสุดท้ายก็วนกลับมาขายอีก เก็บไว้ทำไมจนล้นโกดัง เสียค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท เรื่องนี้ไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด เป็นสิ่งที่สามารถใช้อำนาจทำลายได้เพราะเป็นของกลางเหมือนเป็นยาเสพติด มันผิดกฎหมายในตัวอยู่แล้ว
พร้อมทิ้งท้ายว่าควรแก้กฎหมายรวมเป็นฉบับเดียวกันให้อยู่ในพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบก็ได้
ด้านนักวิชาการอย่างไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอกย้ำข้อมูลความรุนแรงของบุหรี่ไฟฟ้าว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 30 วัน มีจำนวนมากถึง 1.81 ล้านคน มากที่สุดคือ อายุ 15-29 ปี ที่เป็นห่วงคือมีการโฆษณาและสื่อสารการตลาดจูงใจให้ข้อมูลเท็จแต่กลับไม่เห็นข่าวการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ยังมีปัญหาการตีความ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายส่งผลให้คุณครูไม่สามารถควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกนโยบายโรงเรียนจัดให้มี drop box หรือกล่องทิ้งบุหรี่ไฟฟ้า ครูไม่กล้าริบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียน เกรงว่าจะมีความผิดฐานครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมายศุลกากร
นี่คือความลักลั่นและไม่สอดคล้องกันของกฎหมายกับการปฏิบัติทั้งๆ ที่เป็นเจตนาดีของครู
สอดคล้องกับความเห็นของ ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บอกว่าคุณครูหลายคนยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากนักเรียนแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ เราต้องทำลายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็วที่สุดโดยที่เด็กและครูไม่ผิด ส่วน ชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ มองในเชิงบวกว่าค่านิยมสังคมเริ่มเปลี่ยน เคยเห็น สส. สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสภา ปัจจุบันเริ่มหลบซ่อนแล้ว แม้แต่ในร้านอาหารคนเริ่มมองคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทางที่ไม่ดี ด้าน เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัวบอกว่า ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย แค่ออกประกาศว่าถ้าไม่มีผู้มารับหรือร้องขอของกลางบุหรี่ไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนดก็ให้ตกเป็นของแผ่นดินตำรวจทำงานง่ายขึ้นและขอทำลายของกลางก่อนคดีสิ้นสุดได้
ด้านสื่อมวลชนเห็นด้วยกับการทำลายและเสนอเปลี่ยนชื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นบุหรี่มรณะ เหมือนเปลี่ยนจากยาม้าเป็นยาบ้า บางส่วนเสนอว่าให้เป็นยาเสพติดไปเลย เพราะตอนนี้เริ่มมีการผสมสารเสพติดต่างๆ ในบุหรี่ไฟฟ้ากันแล้ว
ปิดท้ายด้วย อภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) สรุปว่าได้เห็นถึงแนวทางใหม่ๆ ในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะการทำลายของกลางเพื่อตัดวงจรการกลับมาขายใหม่
ครับ...ถึงเวลาที่สังคมและผู้รับผิดชอบต้องช่วยกันจัดการกับบุหรี่มรณะอย่างจริงจังได้แล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี