วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ทุกคนล้วนมีความฝัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง น้อยบ้างมากบ้าง แตกต่างกันไป
การทำตามความฝันของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเทจนทำให้ความฝันสำเร็จได้ดังที่ตั้งใจไว้ บางคนไปได้ครึ่งทาง บางคนก็ปล่อยให้ความฝันเป็นเพียงแค่ความฝัน
วันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวความฝันของคนคนหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
จากความฝันในวัยเยาว์ สู่การมุ่งมั่นเรียนรู้ จนสามารถสร้างดาวเทียมสัญชาติไทยดวงแรก ส่งไปอยู่ในอวกาศในปี 2018 และยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดาวเทียมดวงที่สองฝีมือเด็กมัธยม และเขากำลังจะสร้างตำนานด้วยการสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า
ดร.พงศธร สายสุจริต หรือ อาจารย์ปอม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย (INSTED) เกิดและโตที่ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับลุง ที่ศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี สาเหตุเพราะไม่สนใจเรียน วันๆ เอาแต่นั่งรื้อวิทยุ โทรทัศน์ จนต้องส่งตัวมาดัดนิสัยในค่ายทหาร และศึกษาต่อระดับมัธยมต้น ที่โรงเรียนพระนารายณ์ สมัยเพิ่งดัดแปลงเล้าไก่เป็นห้องเรียน ต้องนั่งเรียนกับพื้นไม้กระดานมีเพียงหลังคาใบจากคุ้มแดดฝน
ภาพจำวัยเด็กที่เห็นจรวดทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ทำให้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และจุดพีคสุดคือ วันที่ 18 ธันวาคม 2536 มีการถ่ายทอดสดการส่งดาวเทียมไทยคมดวงแรกของไทย จากฐานส่งประเทศฝรั่งเศส วินาทีนั้นเขาบอกกับตัวเองว่า “อยากสร้างดาวเทียม” และมันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาไม่เคยหยุดฝันอีกเลย เวลาใครถามว่าโตขึ้นอยากทำอะไรก็จะตอบว่าอยากสร้างดาวเทียม ทุกคนหัวเราะและไล่เขาไปซ่อมวิทยุ ทีวี มีเพียง “ครูวิชัย” ครูสอนวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ให้กำลังใจและพูดว่ายุคนี้ต้องคิดแบบนี้
.jpg)
เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และไปสอบชิงทุนไปต่างประเทศ เขาติด1 ใน 3 ของประเทศ โดยคะแนนมาเป็นที่ 1 ไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นโดยเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นถึง 2 ปี ซึ่งในปี 1996 (2539) มีแค่ 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้นคือมหาวิทยาลัยโตเกียว กับสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Tech) ที่สอนการสร้างยานอวกาศ จึงตั้งเป้าว่าต้องเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวให้ได้ และต้องเข้าสาขาที่ยากที่สุดของคณะวิศวกรรมศาสตร์ คือ AerospaceEngineering (วิศวกรรมการบินอวกาศ) หลายครั้งที่ท้อก็คิดว่าไม่มีใครอ่านหนังสือจนตาย
จากนั้นก็ไปเรียนที่โรงเรียนสาธิตกักคุเก โรงเรียนรัฐบาลอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ถ้าไม่ได้คะแนนระดับท็อป ก็จะไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ การสอบต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด พอถึงวันสอบในห้องมี 35 คน เราได้ที่ 32ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงไม่สามารถเข้าเรียนที่อยากจะเข้าได้แน่นอน ยิ่งในสาขาที่ยากที่สุดของวิศวกรรมศาสตร์ที่มีคนแข่งขันกันถึง 3,000 คน และ 50 คนแรกที่คะแนนสูงสุดจะสามารถเข้าเรียนสาขา Aerospace Engineering ได้จากนั้นก็ต้องแข่งกันอีก มี 5 คนเท่านั้นที่จะเข้าเรียนในห้องแล็บที่ทำยานอวกาศได้ จึงต้องอ่านหนังสืออย่างหนัก
“คนญี่ปุ่นอ่าน 1 รอบ เราต้องอ่าน 10 รอบ จำได้ทุกหน้า ทุกตัวอักษร บอกกับตัวเองว่า ถ้าทำคะแนนไม่ดีชนะคนญี่ปุ่นไม่ได้ จะเผาตำราทิ้ง แล้วจะไม่เรียนอีกต่อไป” ปรากฏว่าได้คะแนนเป็นที่ 1 ของชั้นในวิชานั้น และเพื่อเป็นการเตือนใจ ที่โต๊ะเรียนหนังสือจึง ติดคำพูดที่ตัวเองเขียนไว้ว่า “ผมจะเรียนสร้างดาวเทียมให้เป็น ไม่งั้นผมจะไม่กลับประเทศไทย และถ้าผมกลับประเทศไทยไปแล้ว ผมจะสร้างดาวเทียมของประเทศไทยให้ได้”
ในที่สุดก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโตเกียวในสาขาวิชา Aerospace Engineering และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เรียนในห้องแล็บที่สร้างยานอวกาศเป็นผลสำเร็จ ห้องแล็บนี้เปิดสอนมาร้อยกว่าปีแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจของญี่ปุ่นอีกอย่างคือ การสืบทอดดีเอ็นเอของบรรพบุรุษ ห้องแล็บยานอวกาศ ก็ก่อตั้งโดยอาจารย์ทานาเบะ ที่สร้างงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างยานอวกาศ ราวๆ 60 ปีที่แล้ว ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาของอาจารย์ปอมชื่อ ซูกิชิ นากาซึกะ เป็นศิษย์เอกของอาจารย์ทานาเบะ เมื่ออาจารย์ทานาเบะเสียชีวิต อาจารย์นากาซึกะก็เป็นผู้สืบทอดต่อจากนั้นก็จะสร้างผู้สืบทอดรุ่นต่อไป คนเก่ง 5 คนที่คัดมาจะถูกส่งไปทำงานในภาครัฐ ภาคเอกชน และเก็บไว้ข้างตัว หนึ่งในนั้นก็จะมีคนที่สืบทอดดีเอ็นเอ ของท่านต่อไป
.jpg)
“ผมเข้าไปตอนช่วงที่แล็บกำลังสร้างดาวเทียมไมโครแซทดวงแรก อาจารย์นากาซึกะ เลยส่งลูกศิษย์ไปอยู่ตามที่ต่างๆ แต่ให้ผมไปอยู่ในโรงงานกับพวกคุณลุงที่ทำชิ้นส่วนดาวเทียม ทุกคนเป็นมืออาชีพโดธรรมชาติ หลับตาแล้วลูบก้อนโลหะ รู้เลยว่าอันไหน แมกนีเซียม อันไหนอะลูมิเนียม พวกคุณลุงจบอาชีวะ เริ่มจากเป็นช่าง และใช้ประสบการณ์ทั้งชีวิตในการทำงาน ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะเทคโนโลยีอะไรก็ตามจะล้ำสมัยแค่ไหน สุดท้ายมันจบด้วยมือคน”
อาจารย์นากาซึกะให้กลุ่มนักศึกษา ปริญญาตรี โท และเอก ช่วยกันสร้างดาวเทียมดวงเล็ก โดยให้พี่ปริญญาเอกออกแบบ สมัยนั้นยังไม่มีใครสร้างดาวเทียมเป็น พวกเราเลยไปขอความรู้จากองค์การอวกาศประเทศญี่ปุ่น มีแต่คนหัวเราะเยาะแต่มีวิศวกรท่านหนึ่งชื่อ อาจารย์โนดะหนึ่งในเทพด้านดาวเทียมขนาดเล็กของญี่ปุ่น ท่านเปิดห้องแล็บเอาดาวเทียมของเราไปช่วยทดสอบ แรกๆ ก็ล้มเหลว พวกเราคิดว่า ดาวเทียมดวงนี้อยู่ในอวกาศได้สักเดือนหนึ่งก็เก่งแล้ว (แต่วันนี้มันอยู่มา 18 ปี แล้วก็ยังใช้ได้อยู่)
พอทำเสร็จ ก็มีปัญหาอีกว่าจะส่งออกไปนอกโลกได้อย่างไร เพราะยังไม่เคยมีดาวเทียมดวงไหนที่เล็กขนาดนี้ เอาไปฝากใครส่งเขาก็ไม่รับ อาจารย์นากาซึกะก็เลยเดินทางไปทั่วโลก ไปหาบริษัทจรวดเขาก็ไม่รับส่ง จนไปรัสเซีย ก็ไปเจอบริษัทหนึ่งรับส่งจรวด อาจารย์นากาซึกะก็อ้อนวอนว่า นี่เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกที่นักเรียนเป็นคนทำ เขาก็ยังไม่สนใจ อาจารย์นากาซึกะก็เลยบินกลับญี่ปุ่น ควักเงินตัวเองซื้อตั๋วเครื่องบินให้นักศึกษาซึ่งเป็นทีมงานไปรัสเซีย แล้วก็บอกกับซีอีโอของบริษัทจรวดนั้นว่า “ให้จำหน้าพวกเขาเหล่านี้ไว้อีกไม่กี่สิบปี พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่จะกำหนดทิศทางกิจการอวกาศของประเทศญี่ปุ่น ช่วยเขาหน่อยได้ไหม” จนเจ้าของบริษัทยอม
และแล้ว 20 ปีต่อมา ดาวเทียมขนาดเล็กของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ส่งจากรัสเซีย
หลังจากจบปริญญาเอก อาจารย์ปอมได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบินอวกาศ มจพ. และนำต้นแบบการบริหารคนมาใช้สอนนักเรียนจนได้ลูกศิษย์ที่มีดีเอ็นเอเดียวกันคือ ชื่อ เนาวรัตน์ วรกุล หรือ จ๊อดจบเทคนิคลำปาง ที่วันนี้เขาสามารถสร้างดาวเทียมทั้งลูกได้
ทว่าการเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมของอาจารย์ปอมได้เอาดาวเทียมที่ประกอบเองไปขอทุน มีที่เดียวที่ให้โอกาสคือ กสทช. ผ่านไป 2 ปี ความฝันก็เป็นจริง เมื่อดาวเทียมดวงแรกของไทย ผลงานของ มจพ. ชื่อ KNACKSAT ได้ถูกส่งไปโคจรในอวกาศแล้วเมื่อปี 2018 แต่ไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นอีก 1 ปี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาขอให้ทีม มจพ. สอนเขาทำดาวเทียม เราก็เลยเอาปัญหาที่เราเจอไปสอนที่นั่น น้องๆ ที่เรียนก็เป็นเด็ก ม.4-6 น้องบอกว่าพี่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวน้องจะแก้มือให้พี่เอง
ในที่สุด เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ดาวเทียม BCC-SAT ของน้องๆ กรุงเทพคริสเตียน ก็ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจร และมันทำงานได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้นักดาวเทียมทุกคน นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกสามารถรับสัญญาณได้ อีกไม่นานเราคงได้ภาพถ่ายจากอวกาศจากดาวเทียมดวงนี้เป็นรูปแรก
“ถ้าเราไม่มีความล้มเหลวอันเกิดจาก KNACKSAT ในวันนั้น จะไม่มี BCC-SAT ในวันนี้ แล้วผมกล้าบอกกับทุกคนว่า ผมขอขอบคุณ กสทช. มาก ที่ให้ทุนเรา เพราะมันจะไม่มีปัญหานี้อีก หลายคนมองแค่ความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้าแต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังมันเจ็บปวดแค่ไหน ผมคิดเสมอยิ่งผ่านความล้มเหลวมาหลายครั้งยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จมากเท่านั้น”
เมื่อถามว่า ความฝันสูงสุดของชีวิตนี้คืออะไร อาจารย์ปอมบอกว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เนื่องจากตัวเองจะฝันทีละเฟสตอนนี้เป้าหมายคือ อยากจะสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ให้ได้หากไม่มีอุปสรรคระหว่างทาง ภายใน 7 ปี ยานอวกาศสัญชาติไทยที่จะไปดวงจันทร์เกิดได้แน่
นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่มีความฝัน และมุ่งมั่นทำตามความฝันของตัวเองอย่างไม่ลดละ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี