วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
1.เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ที่ผ่านมากลุ่ม “นักเรียนเลว” เดินทางไปที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ออกมารับหนังสือแทน) ด้วยท่าทีอันอ่อนน้อมกว่าครั้งก่อนหน้า จากการคุกเข่า และถือพานส่งมอบหนังสือให้ เพื่อแสดงออกถึงการปฏิบัติต่อครูด้วยความสุภาพ ซึ่งสื่อสารได้ถึงการปรับตัวตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และพยายามทุกหนทางที่จะทำให้ข้อเรียกร้องของตัวเองได้รับการแก้ไขจากกระทรวงฯนั่นทำให้ความสนใจของสังคมจึงตกไปอยู่ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ว่าจะบริหารจัดการปัญหาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนนี้อย่างไร
สำหรับกลุ่มนักเรียนดังกล่าวนั้น ได้ยื่นข้อเรียกร้องผ่านหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งมีอยู่ 2 ข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหาจากการเรียนการสอนออนไลน์ และการแก้ปัญหาของครูต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น ด้วยความที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงขอใช้พื้นที่สำหรับวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการดังกล่าวนี้อีกครั้ง เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปพิจารณาร่วมกับแนวนโยบายสำหรับการแก้ไขต่อไป
2.ในข้อเรียกร้องที่ 1 นั้น กลุ่มนักเรียนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งปรับลดตัวชี้วัดชั่วโมงการเรียน ภาระงานของครูและนักเรียนให้ชัดเจน ปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเรียนออนไลน์ในปัจจุบันทันที ส่วนข้อเรียกร้องที่ 2 คือ จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือและเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนจากการเรียนออนไลน์ที่มีความเคร่งเครียดมากกว่าปกติ รวมไปถึงการจัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาต่างๆ เพื่อตรวจสอบและหาทางแก้
โดยข้อเรียกร้องทั้งสองนี้ยืนยันกับเราว่า นักเรียนที่เรียนออนไลน์นั้น มีโอกาสเกิดความเครียดสูงจนถึงขั้นต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์ เข้ามาช่วยแก้ไขสภาพความกดดันอันเป็นที่มาของอาการไม่พึงประสงค์นี้ คำถามก็คือ มันเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนออนไลน์
เพราะข้อเรียกร้องบอกชัดเจนว่า ครูสอนออนไลน์ตามภาระงานของครูที่กระทรวงกำหนด และต้องทำให้ได้ ทั้งจำนวนชั่วโมง ภาระงานที่ต้องมอบให้นักเรียน โดยที่ครูไม่ได้คิดว่า การเรียนออนไลน์นั้นมีสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ นักเรียนและครูอยู่ห่างกัน ที่สำคัญ นักเรียนแต่ละคนก็ต่างอยู่กันคนละสถานที่ ดังนั้น ระยะห่างระหว่างครูกับนักเรียน รวมถึงระยะห่างระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง จึงเป็นปัญหาต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน
3.ตัวอย่างหนึ่งสำหรับการสอนโดยไม่คิดถึงสภาพความเป็นจริง คือ การที่ครูมอบให้นักเรียนทำงานกลุ่มตามโจทย์ปัญหาที่ครูกำหนด ปัญหาแรกที่ต้องเจอ จะเป็นเรื่องความเข้าใจในโจทย์ ปัญหา ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ที่ไม่สามารถอภิปราย หรือหารือกันได้ เฉกเช่นที่เคยปฏิบัติในชั้นเรียนเดียวกัน
ปัญหาที่สอง คือ การจับกลุ่มของนักเรียน เพราะถ้านักเรียนอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน การแบ่งกลุ่มก็ทำได้ง่าย แต่เมื่อนักเรียนอยู่กันคนละสถานที่ใครจะรวมกลุ่มกับใคร ก็เป็นไปได้ยากในการตกลง ทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายปฏิเสธ สำหรับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ท้ายที่สุด เมื่อนักเรียนบางคนไม่สามารถหากลุ่มเข้าร่วมได้ ปัญหาและแรงกดดันมันก็จะเกิดขึ้นมหาศาล และด้วยช่องทางการสื่อสารแบบอนไลน์ที่มีข้อจำกัดทางความสัมพันธ์บางอย่าง ความคลี่คลายของเรื่องนี้ก็ยากที่จะจบลงแบบไม่มีผลกระทบทางความรู้สึกอันใด
และปัญหาสุดท้าย คือ การทำงานกันเป็นกลุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ละคนมีความเก่งอันแตกต่างกันไปคนละแบบ ทำให้การใช้เวลาต่องานที่ต้องทำด้วยกันอาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างในแต่ละคน ปัญหาก็คือ สถานการณ์โควิด-19 แยกนักเรียนให้ห่างกัน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงมีโอกาสน้อยมาก ความเข้าใจศักยภาพของเพื่อนนักเรียนด้วยกันที่มีน้อย และความผูกพันระหว่างกันที่ไม่มาก ก็จะสร้างความอึดอัดและกดดันร่วมกันระหว่างเพื่อนนักเรียนในกลุ่ม และอาจตามมาด้วยความไม่พอใจ หรือน้อยใจ ต่อคนในกลุ่มด้วยกันเอง
4.ตัวอย่างทั้ง 3 ประการนี้ น่าจะพอให้เห็นภาพ และจับความรู้สึกได้ว่า การเรียนออนไลน์มีโอกาสสร้างแรงกดดันกับนักเรียนอย่างไร ซึ่งในส่วนของแรงกดดันดังกล่าวนี้ ยังส่งผลไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการสนับสนุนลูกของตัวเอง จนบางทีอาจทำให้พ่อแม่และลูกเกิดปัญหาระหว่างกันได้ ซึ่งจะทำให้ความเครียดและความกดดันครอบคลุมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยก็มี
และเมื่อมองไปที่ปัญหาของครู เมื่อนักเรียนส่งงานกลุ่มให้ครูแล้ว ครูตรวจการบ้านหรืองานกลุ่ม อย่างมีคุณภาพหรือไม่ ตรงนี้ยังคงเป็นคำถาม เพราะเชื่อว่า มีครูจำนวนหนึ่งให้คะแนนผลงานกลุ่มโดยไม่ได้อ่านงานกลุ่มนั้นโดยละเอียดด้วยซ้ำ และในส่วนคำแนะนำเพื่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งครูต้องให้กับงานกลุ่มของนักเรียนเป็นรายบุคคล ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ครูส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ เพราะด้วยเวลาที่มีคงไม่เพียงพอ ทำให้ความกดดันที่เกิดขึ้นของนักเรียนในงานกลุ่ม มิได้รับความใส่ใจจากครูในการประเมินคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่นัก ทำให้การกำหนดภาระงาน และตัวชี้วัดตามแบบแผนของครู กลายเป็นภาระที่สร้างความเครียดต่อนักเรียน มากกว่าการสร้างคุณภาพทางการเรียนรู้อย่างที่ตั้งใจ
ผมยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า นโยบายการเรียนออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้ ยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ต้องยอมรับได้เสียทีว่า คุณภาพการเรียนการสอนของครูควรต้องได้รับการปฏิรูปในทันที ไม่มีเวลาสำหรับความล้มเหลวอีกต่อไป เปิดใจแล้วรับฟังปัญหาของนักเรียน (เลว) บ้างก็ดีครับ
กนก วงษ์ตระหง่าน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี