รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ  ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

รายงานพิเศษ : โควิดกระทบเด็กข้ามชาติ ‘สถานะ’ตัวแปรความรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการศึกษา “โครงการวิจัยการประเมินสถานการณ์เด็กข้ามชาติในประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19 (Assessingthe Situations of Migrant Childrenin Thailand and Impacts of COVID-19)” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งประกอบด้วย รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ รศ.ดร.วาทินี บุญชะลักษี กัญญา อภิพรชัยสกุล พงษ์ศักดิ์ หมื่นศักดา และ ปัณณวัฒน์ เถื่อนกลิ่น

งานวิจัยนี้ศึกษาประชากรเด็กข้ามชาติ อายุ 0-17 ปี ซึ่งเป็นบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ใน 3 ด้าน คือการศึกษา สุขภาพและการคุ้มครอง ทีมวิจัยทำการศึกษาคือระเหว่างเดือนก.พ.-ธ.ค. 2564 ใน 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก สมุทรสาครและระนอง อันเป็นพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก


“ด้านสุขภาพ” อ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ เดือน ธ.ค. 2564 มีเด็กและเยาวชนข้ามชาติอายุ 0-17 ปี ติดเชื้อโควิด-19 แบ่งเป็นชาวเมียนมา 7,774 คน ลาว 392 คน และกัมพูชา 3,757 คน โดยหากแบ่งตามช่วงอายุ จะพบอายุ 0-5 ปี ติดเชื้อมากกว่า 6-11 ปี และ 12-17 ปี ทั้ง 3 สัญชาติ สะท้อนภาพ “เด็กเล็กได้รับผลกระทบมากกว่าเด็กโต” ทั้งนี้ มีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ อาทิ

1.สถานะการเข้าเมือง การเข้าเมืองอย่างถูกหรือผิดกฎหมาย มีผลต่อการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เช่น ซื้อประกันสุขภาพหรือเข้าระบบประกันสังคม 2.สถานะทางเศรษฐกิจ รายได้มีผลต่อความเป็นอยู่และโภชนาการ โดยเฉพาะสถานการณ์โควิดที่มีแรงงานตกงาน 3.อาชีพ พบแรงงานในภาคเกษตรเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อยกว่าแรงงานนอกภาคเกษตร รวมถึงมีความเสี่ยงจากสารเคมี

4.การอยู่อาศัย มีทั้งที่อยู่ห้องเข่าแบบห้องเดียวอยู่กันเป็นครอบครัวหรือหลายครอบครัว และอยู่กันแบบเพิงพัก ซึ่งส่งผลกระทบเกี่ยวกับสุขอนามัยที่ดี เห็นได้จากในช่วงโควิดที่เกิดการระบาดแบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ใหญ่ๆ เพราะอยู่อาศัยกันอย่างแออัด หรือแรงงานที่เคยทำงานในเมืองและมีประกันสุขภาพ ต่อมาเมื่อย้ายไปทำงานนอกเมืองหรือในชนบท ก็เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพเพราะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลที่ทำประกันไว้เดิม และ 5.สุขภาพมารดา ซึ่งเมื่อตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการศึกษาคือไม่สามารถรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงเพราะขาดข้อมูล จึงไม่ทราบว่าเด็กกลุ่มไหนได้รับผลกระทบระดับใด ซึ่งมีผลต่อการจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือ และไม่อาจคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร ทำได้เพียงคาดประมาณการเท่านั้น จึงมีข้อเสนอว่า ควรส่งเสริมให้ อาสาสมัครสาธารณสุขประชากรต่างด้าว (อสต.) เก็บข้อมูลประชากรเด็กข้ามชาติในพื้นที่ที่ดูแลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

“ด้านการศึกษา” สำรวจเด็กในโรงเรียนตามระบบ (ประถม-มัธยม) และสถานศึกษานอกระบบทั้งแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติ (MLC) ซึ่งพบว่า MLC มีการทำงานร่วมกับโรงเรียนของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเล็กโดยเฉพาะการใช้ภาษาไทย ในการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ในสถานการณ์โควิด-19 เด็กข้ามชาติได้รับผลกระทบไม่ต่างจากเด็กไทย คือโรงเรียนถูกสั่งปิดตามมาตรการควบคุมโรค ซึ่งส่งผลกระทบทางตรงกับเด็ก เช่น ภาวะชะงักงันในการเรียนรู้ (Stagnant Learning) หรือโอกาสการเรียนรู้ที่เสียไปในบางช่วง หรือเพิ่มความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ หากเป็นสถานการณ์ปกติ เด็กที่จบชั้น ป.6จะสมัครเรียนต่อชั้น ม.1 ทันที แต่สถานการณ์โควิด-19 เด็กบางส่วนอาจไม่สามารถเรียนต่อเนื่องแบบนี้ได้

รวมไปถึงความล่าช้าในการเข้าสู่ระบบการศึกษา (Delay Education) ซึ่งจะพบในกลุ่มเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะครัวเรือนข้ามชาติที่หวังให้บุตรหลานได้เรียนต่อในโรงเรียนไทย ที่แม้จะมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วแต่ไม่สามารถเข้าไปเรียนในระดับประถมศึกษาได้เพราะโรงเรียนถูกปิดนอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อม เมื่อเด็กไม่ได้อยู่ในโรงเรียน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในชีวิต อาทิ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอวัคซีนไม่ครอบคลุม ต้องติดตามพ่อแม่ไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก การถูกแสวงหาประโยชน์ เด็กติดหน้าจอ ท้องไม่พร้อม ฯลฯ

ซึ่งระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น สถานะการเข้าเมืองของพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ จำนวนบุตรที่พบว่าครัวเรือนบุตรมากได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าครัวเรือนบุตรน้อย ความตระหนักของพ่อแม่ว่าเห็นความสำคัญของการศึกษาเพียงใด รวมถึงผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ต่อพ่อแม่ของเด็ก ตลอดจนการอยู่อาศัยและย้ายถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามช่วยเหลือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมแต่สถานการณ์โควิด-19 ที่งบประมาณลดลง อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของ MLC ในบางพื้นที่ถึงขั้นต้องปิดตัวลง

จำนวนนักเรียนในครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาวและกัมพูชา) ระหว่างปี 2559-2563 อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า ช่วงปี 2559-2562 จำนวนเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถึงปี 2563 กลับลดลง ทั้งนี้ การปรับตัวยังมีข้อจำกัด เช่น การเรียนการสอนในชุมชนทำไม่ได้เพราะสถานการณ์โรคระบาดทำให้ไม่ไว้ใจให้คนภายนอกเข้าไป ขาดความพร้อมของเครื่องมือที่ต้องใช้เรียนออนไลน์ อีกทั้งผู้ปกครองไม่สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนของบุตรหลานได้เพราะใช้ภาษาไทย เป็นต้น

และ “ด้านการคุ้มครอง” การจำกัดจำนวนผู้รับบริการในหน่วยงานต่างๆ ตามมาตรการควบคุมโรค ส่งผลกระทบ เช่น การจดทะเบียนการเกิด แต่บางพื้นที่ใช้วิธีแจกบัตรคิวนัดวัน-เวลา แม้จะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ทำให้ได้รับการจดทะเบียนขณะที่เด็กเล็กยังเสี่ยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยอ้างอิงกับสถานการณ์ของเด็กไทย การที่พ่อแม่หยุดงาน ขาดรายได้มีการหันไปดื่มสุรา ขาดสติและใช้ความรุนแรง มีความเสี่ยงต้องนำเด็กไปที่ทำงาน หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่กันเองกับพี่น้อง

ส่วนเด็กโตก็จะมีปัญหาการใช้สารเสพติด ทะเลาะวิวาท ท้องไม่พร้อม ไปจนถึงเป็นแรงงานเด็ก ซึ่งการสำรวจระดับโลกนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จำนวนแรงงานเด็กลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2563 ที่โควิด-19 เริ่มระบาด พบว่าเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างที่พบ เช่น พ่อแม่ที่เป็นแรงงานเกษตรและประมง ให้ลูกไปช่วยทำงานด้วยเพราะไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ หรือไม่กล้าปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง แต่เมื่อออกไปทำงานแล้วก็ยากที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับปัญหาการแต่งงานและตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

ซึ่ง “สถานะทางทะเบียน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มและลดความเสี่ยง ไม่ต่างจากอีก 2 ด้านข้างต้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top