เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก "เหล็กก็ได้ไม้ก็ดี โดย เขมทัต กรัยวิเชียร" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า มาตาปิตุเร วันทามิ ข้าพเจ้าไหว้มารดา บิดา ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูอุปการะข้าพเจ้ามา
พวกเราพี่น้องทั้งห้าคน โชคดีอย่างยิ่งที่ได้เกิดมาเป็นลูกของคุณพ่อและคุณแม่ ผู้ได้เลี้ยงดู อุปการะ อบรมสั่งสอน ให้ความรู้ ให้โอกาส ให้การสนับสนุน และให้ความสุขแก่พวกเราตลอดมา
คุณแม่และคุณพ่อเติบโตมาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมาก แต่ทั้งสองท่านก็มีค่านิยมที่คล้ายกันในเรื่องการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของความสุจริต ความขยัน ความอดทน การคิดบวก การเรียนรู้พัฒนาตัวเอง และการให้โอกาสผู้อื่น คุณพ่อมักจะมุ่งเน้นความเป็นเลิศ Perfection ในขณะที่คุณแม่จะเน้นความเรียบง่าย Pragmatism ทั้งสองท่านผสมผสานสองแนวทางนี้ได้กลมกลืนยิ่งในการงานและชีวิตครอบครัว
คุณพ่อเป็นผู้ใฝ่เรียนและมีความรอบรู้ในหลายด้าน ในวัยเด็กคุณพ่อฝึกงานช่างไม้กับคุณปู่ เมื่อเข้าเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คุณพ่อก็ไปขอเรียนการเขียนลายไทยที่มหาวิทยาลัยศิลปากรควบคู่ไปด้วย ขณะไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษคุณพ่อเริ่มเรียนโหราศาสตร์ด้วยตนเองพร้อมกับคุณแม่ โดยเรียนทั้งการดูดวงและการดูลายมือ
ในเรื่องโหราศาสตร์นี้ พวกเราห้าพี่น้อง คุ้นเคยกับภาพที่คุณพ่อคุณแม่เปิด ปูมโหร Ephemeris ผูกดวง และดูลายมือให้มิตรสหายอยู่เสมอ ผมเคยได้ยินคำชมเรื่องความแม่นของคำทำนายของคุณแม่และคุณพ่อจากหลายท่าน คุณพ่อพูดเสมอว่า ดูดวงให้คนอื่นได้แต่ดูให้ตัวเองไม่ค่อยแม่น ผมเคยถามคุณพ่อว่าความแม่นยำของการทำนายสูงระดับไหน? คุณพ่อตอบว่า ไม่เกิน 60% ผมคิดเอาเองว่าคุณพ่อน่าจะใช้เรื่องโหราศาสตร์ในการหาจังหวะเหมาะ ในการดำเนินการเรื่องสำคัญๆในชีวิต
ที่บ้านเราไม่มี “ลูกรัก” ไม่มี “ลูกคนโปรด” คุณพ่อและคุณแม่จัดหาเวลาให้ลูกทุกคน เราได้ของขวัญเท่าๆกัน ถูกดุเหมือนๆกัน คุณหนู Rubina Suwanpong ซึ่งเป็นพี่คนโตที่ห่างจากน้องๆหลายปี และหมอรีเบ้กก้า ซึ่งเรียบร้อยผิดพี่ชาย อาจจะถูกดุน้อยหน่อย ถ้าจะมีเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรมก็คงเป็นเรื่องการถูกตี ซึ่งใช้กับลูกชาย 3 คนเท่านั้น สมัยเด็กๆเรารับโทษนี้กันไปไม่น้อยจากทั้งคุณพ่อและคุณแม่ การลงโทษแบบหนึ่งของคุณพ่อคือ การให้คู่กรณีนั่งเฉยๆ 5 นาทีใกล้ๆกับที่ๆคุณพ่อนั่งอยู่ โทษสถานนี้พวกเราเกลียดกันมากเพราะอึดอัดยิ่ง ทุกนาทีจะมีเสียงลูกชายผลัดกันถามว่า “พ่อฮะ ถึง 5 นาทีรียัง?” เรามั่นใจว่าหลายครั้ง “ศาลที่เคารพของเรา”ต้องแกล้งดึงเวลาออกไปอย่างแน่นอน
คุณแม่และคุณพ่อจะคัดหาของเล่นให้ลูกแต่ละคนอย่างพิถีพิถัน ของเล่นที่ถูกใจพวกเราทุกคนคือ LEGO ซึ่งเป็นตัวต่อพลาสติกสีสดใสมีปุ่มกลมด้านบน มีรูด้านล่างที่ใช้ประกอบกันเป็นรูปร่างต่างๆตามจินตนาการของเรา คุณแม่เล่าว่าโรงงานสร้าง LEGO อยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดคุณแม่ที่ประเทศเดนมาร์ค นอกจาก LEGO แล้วของเล่นที่ผมชอบมากตั้งแต่จำความได้คือ เครื่องมือช่างไม้ คุณแม่เล่าว่าวันหนึ่งตอนผมอายุ 2 ขวบ ผมเล่นค้อนตอกตะปูแล้วพลาดไปตอกนิ้วตัวเองเลือดออก ต้องไปโรงพยาบาล เมื่อกลับบ้านอย่างแรกที่ผมทำคือไปหยิบค้อนมาเล่นต่อ
ปลายปี พ.ศ. 2514 คุณแม่ไปเยี่ยมบ้านที่เดนมาร์คและกลับมาพร้อมของฝากทุกคนในครอบครัว คุณร้อบบิ้น Nitikorn Kraivixien ได้รับกล้องถ่ายรูป ใครจะเชื่อว่าของฝากชิ้นนี้จะพาเขาเข้าสู่เส้นทางของนักถ่ายภาพผู้มีชื่อเสียง คุณพ่อหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกๆเสมอเช่น พาคุณหนูไปฝึกการปั้นกับท่านอาจารย์ เขียน ยิ้มศิริ พาทุกคนในครอบครัวไปเล่นว่าวที่ทุ่งบางเขน พาลูกชายไปเล่นแบดมินตันทุกวันเสาร์เป็นต้น
คุณแม่เป็นผู้บริหารจัดการกิจการในบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งดูแลคุณพ่อ ช่วยคุณพ่อเรื่องงาน ทำงานบ้าน และดูแลลูกๆ คุณแม่มีฝีมือด้านงานครัวและได้ลงมือทำอาหารให้พวกเราด้วยตัวเองทุกมื้อ คุณแม่ช่วยหารายได้เข้าครอบครัวด้วยการทำขนมขายอยู่หลายปี โดยใช้แบรนด์ Karen Kraivixien ขนมที่คุณแม่ทำมีทั้งบิสกิต และเค้ก แม้งานบ้านจะหนักเพียงไหนคุณแม่ก็จัดเวลาหาความสุขให้ลูกๆและตัวเองเสมอ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆก็ตาม คุณแม่บอกพวกเราเสมอว่า “อย่าลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” “Don’t forget to enjoy life”
งานอดิเรกที่ให้ความเพลิดเพลินแก่คุณแม่เสมอ คือการทำสวน และการเลี้ยงกล้วยไม้ คุณแม่ไปตลาดกล้วยไม้ที่เทเวศร์ริมคลองผดุงกรุงเกษมเป็นประจำ ในเรื่องการสื่อสาร คุณแม่พูดและฟังภาษาไทยได้ค่อนข้างดี ครั้งหนึ่งผมนั่งรถไปกับคุณแม่ ขณะรถติดไฟแดงที่แยกตึกชัยฯ เด็กขายพวงมาลัยที่ส่งเสียงตะโกนมาตลอดทางว่า “มาลัยครับมาลัย พวงละห้า สามพวงสิบ” พอเดินมาข้างรถ เขาก็พูดกับคุณแม่ว่า “มาลัยมั้ยครับมาดาม? พวงละสิบ สามพวงยี่สิบ” คุณแม่ตอบไปทันทีว่า “เรื่องอะไรจะมาขายชั้นแพงกว่าคนอื่น” เจ้าเด็กคนนั้นตกใจแล้วออกวิ่งไปทันที
ช่วงกลางปี 2515 คุณพ่อชวน คุณร้อบบิ้น หมอรีเบ้กก้า และผม ไปซื้อไม้สักที่ถนนดำรงรักษ์ใกล้ภูเขาทอง เพื่อมาสร้างถาดใส่กระดาษเขียนแบบให้คุณหนูซึ่งกำลังเรียนสถาปัตย์ฯ ปี 2 คุณพ่อลงมือเลื่อยไม้ ไสไม้ เจาะรู ประกอบถาด และทำเดือยไม้อุดรูสกรูด้วยตัวเอง โดยมีลูกๆคอยช่วย ไม่นานถาดไม้ก็เสร็จ คุณหนูถูกใจ น้องๆสนุก ต่อมาไม่นานคุณรอย Mahin Kraivixien กับผมอยากสร้างแป้นบาสเก็ตบอล คุณพ่อจึงออกแบบโครงสร้างเพื่อหนีบแป้นไม้ กับราวระเบียงชั้นสอง โดยอธิบายวิธีการยึดโครงให้คุณรอยกับผมอย่างละเอียด เมื่อได้แบบแล้วคุณพ่อพาไปซื้อไม้เต็งที่โรงไม้ใกล้บ้านเพื่อทำแป้นไม้ ไปซื้อห่วงบาสฯที่เจริญผล และไปซื้อเหล็กฉากกับสกรูที่คลองถม โครงการแป้นบาสฯลุล่วงไปด้วยดี พวกเราเล่นกันบ่อยมาก
ถึงเวลาปิดเทอมหน้าร้อน ป.7 ต้นปี 2516 คุณแม่บอกคุณพ่อว่าอยากได้ร้านกล้วยไม้เพื่อขยายพันธุ์ตามวิชาที่ได้ไปเรียนกับท่านอาจารย์ระพี สาคริก ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานนี้คุณพ่อก็เป็นผู้ออกแบบอีกครั้ง โดยมีคุณรอยและผมเป็นช่าง เสร็จจากงานร้านกล้วยไม้คุณพ่อเห็นแววช่างไม้ของผม จึงชวนผมสร้างตู้หนังสือไม้สักเพื่อใส่ตำราของคุณหนู งานนี้คุณพ่อทำบางส่วนให้ดู แต่หลังจากนั้นคุณพ่อก็เปลี่ยนตัวเองเป็นโค้ชกำกับการทำงานไม้ของผมเรื่อยมาจนถึงปี 2560 แรกๆคุณพ่อมีทั้งชมและติ คำติที่ได้รับบ่อยๆคือ ลวกบ้าง ไม่ถึงขนาดบ้าง แต่ไม่นานคำติก็หายไป เหลือแต่คำชื่นชมและรอยยิ้ม คำชมที่ได้รับบ่อยคือ “มันต้องอย่างนี้สิ”
งานชิ้นสำคัญที่คุณพ่อกำกับการแสดงของผมคือ การสร้างโต๊ะช่างไม้ ซึ่งผมสร้างช่วงปิดเทอมหน้าร้อนปี 2518 ขณะอายุ 14 ปี จากนั้นก็สร้างตู้หนังสือให้คุณพ่อ รับจ้างสร้างตู้หนังสือให้เพื่อนคุณแม่ ทุกวันที่ผมทำงานช่างไม้คุณแม่จะมาเยี่ยมเป็นระยะเพื่อให้กำลังใจ ผมจะรออวดผลงานกับคุณพ่อในช่วงค่ำของทุกวัน ซึ่งคุณพ่อจะให้ความเห็นเรื่องผลงาน ตามด้วยการช่วยวางแผนงานสำหรับวันถัดไป
วิธีที่คุณพ่อฝึกงานช่างให้ผม น่าประทับใจมาก เริ่มด้วย การสอนให้ผมเข้าใจ ทำให้ผมดู ดูผมทำ เมื่อเข้ารูปเข้ารอยแล้ว จึงปล่อยให้ทำอย่างอิสระ โดยคุณพ่อคอยสนับสนุนและให้คำแนะนำ วันหนึ่งเมื่อผม เข้าไม้เดือยเหลี่ยม Mortise & Tenon Joint เข้าไม้เดือยหางเหยี่ยว Dovetail Joint ได้ชำนาญแล้ว คุณพ่อก็พูดว่า “เราทำในสิ่งที่พ่อไม่เคยทำ เราไปไกลกว่าพ่อแล้ว” จากนั้นคุณพ่อก็ทยอยหาตำราต่างประเทศมาให้ผมศึกษาด้วยตัวเอง ช่วงนั้นผมจะดูรูปเป็นหลักเพราะภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง
ตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายจนถึงวัยทำงาน ผมก็แทบไม่ได้ลงมือทำงานไม้อีกเลย ได้แต่ศึกษาเทคนิคงานไม้จากวารสารต่างประเทศ เช่น Fine Woodworking และ Woodsmith ในระยะหลังผมใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาจากคลิปวีดีโอทาง YouTube ผมกลับมาทำงานไม้อย่างจริงจังช่วงปี 2554 โดยทำการสร้าง “โต๊ะช่างไม้ในฝันของผม” (อ่านรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ Thaicarpenter.com) คุณพ่อดีใจมากและเดินมาเยี่ยมชมทุกวัน
คุณพ่อเชิญท่านอาจารย์ชัชวาล ลางดี มาชมงานที่ผมทำด้วย อาจารย์ชัชวาลคือปรมาจารย์งานไม้อุตสาหกรรม ของประเทศไทยผู้ได้รับทุนไปศึกษาวิชางานไม้อุตสาหกรรมที่ประเทศเยอรมนี ต่อมาท่านได้ก่อตั้งแผนกวิศวกรรมไม้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และได้วางรากฐานแผนกเครื่องเรือนไม้ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในปี 2555 อาจารย์ชัชวาลได้ชวนผมไปสอนงานไม้ที่บางไทร และที่โรงเรียนเตรียมวิศวกรรม ไทย-เยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับผม ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งผมจะได้ช่วยงานคุณพ่อ
ช่วงปี 2518-2519 คุณพ่อมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ คุณพ่อทำงานหนักมาก ทั้งงานที่ศาล งานบรรยาย และงานเขียนหนังสือ คุณแม่ให้คำปรึกษาเรื่องงานกับคุณพ่ออย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ทานอาหารค่ำ เมื่อทานข้าวเสร็จคุณพ่อจะคุยกับลูกๆและชวนไปเดินเล่น คืนหนึ่งขณะที่ผมเดินเล่นกับคุณพ่อสองคน คุณพ่อพูดขึ้นว่า “งานต่อสู้คอมมิวนิสต์ที่พ่อทำอยู่ เป็นงานสำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับความอยู่รอดของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สิ่งที่พ่อทำอาจมีอันตรายมาถึงชีวิตพ่อ ถ้าพ่อเป็นอะไรไป พ่อขอเราไว้ 3 เรื่องนะ เรื่องแรกคืออย่าแก้แค้นแทนพ่อ ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม เรื่องที่สองคือให้รักและดูแลคุณแม่กับพี่น้องทุกคน เรื่องสุดท้าย พ่ออยากให้เราสนใจเรื่องศาสนา จะเป็นศาสนาอะไรก็ได้” โชคดีที่ไม่มีภัยอันตรายใดๆเกิดแก่ครอบครัวของเรา
หลังจากนั้นไม่นานคุณพ่อก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ โปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมและพี่ๆน้องๆก็กลายเป็น ลูกนายกฯ ไปในทันที คุณพ่อทุ่มเทให้งานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังโดยมีคุณแม่ช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด แม้กระนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็มีเวลาให้พวกเราเสมอ สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อย้ำกับพวกเราก็คือ “แม้พ่อจะเป็นนายกฯ พวกเราก็ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือชาวบ้านนะ” พี่น้องผมไม่ได้แปลกใจกับคำเตือนนี้เพราะคุ้นหูมาก ตอนเป็นผู้พิพากษาคุณพ่อก็เคยเตือนเสมอว่า “ถ้าลูกทำผิด ถึงพ่อจะเป็นผู้พิพากษา พ่อก็ช่วยใครไม่ได้นะ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย“
ภารกิจหนึ่งที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งคือ เรื่องที่รัฐบาลสมัยคุณพ่อ เรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาลในท้องถิ่นทุรกันดารเพื่อถวายเป็นของขวัญวันอภิเษกสมรสแด่องค์สมเด็จพระยุพราชในขณะนั้น โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตชนบทที่ยากไร้ห่างไกล และเพื่อเป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับทหาร ตำรวจ และหน่วยอาสาสมัครที่กำลังต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ผมจำได้ว่ามีรายการถ่ายทอดสดการรับบริจาคเงินทางโทรทัศน์ คุณแม่กับลูกๆช่วยกันลุ้นยอดเงินบริจาค จำได้ว่าได้รับเงินบริจาคกว่า 150 ล้านบาท และที่ดินอีกหลายสิบแปลง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานนามให้โรงพยาบาลนี้ว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ต่อมามีการสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (รพร.) ขนาด 30 เตียง จำนวน 21 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทั่วทุกภาค คุณหนูซึ่งในขณะนั้นรับราชการอยู่ที่กองแบบแผน กระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นผู้หนึ่งในทีมออกแบบ รพร. ด้วย มีเรื่องน่าขำเรื่องหนึ่งคือ ในช่วงท้ายของการถ่ายทอดสดมีการร้องเพลงหมู่บนเวที พวกเราขำกันทั้งบ้านที่เห็นคุณพ่อร้องเพลงแบบ “ดำน้ำ” อยู่หลายช่วง แม้คุณพ่อมีความสามารถสารพัดด้าน แต่เรื่องร้องเพลงไม่ใช่ทางของคุณพ่อเลยแม้แต่น้อย
หลังพ้นหน้าที่นายกรัฐมนตรี คุณพ่อเว้นว่างจากกิจกรรมของ รพร. อยู่สิบกว่าปี ก่อนจะได้กลับมาบริหารงาน รพร. อีกครั้ง คุณพ่อรักและผูกพันกับกิจการ รพร. มาก และจัดเวลาเวียนไปเยี่ยม รพร. ทั้ง 21 แห่งทุก 2 ปี ทุกครั้งที่จะไปออกเยี่ยม คุณพ่อบอกว่าดีใจที่จะได้ไปชมความคืบหน้า ไปให้กำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ คุณพ่อบอกว่า รพร. มาได้ไกลมากจากจุดเริ่มต้น ที่เป็นเพียงโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง
ผมเองไม่เคยตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของโครงการ รพร. มาจนกระทั่งปลายปี 2566 ช่วงที่ผมไปเที่ยวอำเภอภูเรือ จังหวัดเลยกับคุณโอ๊ต Oat Kraivixien ภรรยาผม คุณโอ๊ตบอกว่าอยากบริจาคเงินทำบุญจากงานศพคุณแม่คุณโอ๊ตที่โรงพยาบาลภูเรือ ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ทำเอกสาร ผมรับทราบจากพยาบาลว่า รพ. ภูเรือเป็นโรงพยาบาลลูกข่ายของ รพร. ด่านซ้าย เราประทับใจมากที่กิจการ รพร. พัฒนามาได้ขนาดมีโรงพยาบาลแม่ข่ายและลูกข่าย เราจึงไปเยี่ยมชม รพร. ด่านซ้าย
เมื่อถึง รพร. ด่านซ้าย ขณะทำเรื่องขอบริจาคเงิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ขอให้เรารอพบคุณหมอที่เป็นอดีตผู้อำนวยการด้วย สักครู่คุณหมอก็เดินมาพบเราและพาชมโรงพยาบาล ซึ่งขยายตัวจาก 30 เตียงเมื่อเริ่มสร้างเป็นอย่างมาก คุณหมอแสดงความชื่นชมครั้งแล้วครั้งเล่าต่อความทุ่มเทของคุณพ่อที่ให้กับกิจการ รพร. เมื่อมองย้อนกลับไป ผมซาบซึ้งในแนวคิดที่มีเจตนานำความเจริญไปสู่พื้นที่ทุรกันดารและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หลายแห่งในขณะนั้นอยู่ในพื้นที่ สีชมพู ซึ่งมีภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ความเสียสละ ความทุ่มเทของ ทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ รพร. ทุกท่าน น่าชื่นชมยิ่งนัก
งานหนึ่งซึ่งคุณพ่อทำควบคู่กับการเป็นองคมนตรีคือ งานที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณพ่อเริ่มงานที่บางไทรฯประมาณปี 2523 โดยขอความช่วยเหลือจาก หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ในเรื่องการสรรหาอาจารย์ศิลปะผู้เป็นยอดฝีมือด้านการช่างสาขาต่างๆ มาทำการสอน ฝึกอาชีพ เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร คุณพ่อจริงจังและสนุกกับงานนี้มาก จากอาคารหลังเดียว ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเจริญเติบโตจนกลายเป็นที่ฝึกอาชีพขนาดใหญ่ ผลิตช่างฝีมือนับหมื่นคน และศูนย์บางไทรฯเองก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณพ่อไปบางไทรฯอาทิตย์ละสองครั้ง ช่วงแรกเดินทางค่อนข้างลำบากบางจุดต้องข้ามแพ ระยะหลังเมื่องานที่รับผิดชอบมีมากขึ้นคุณพ่อจึงลดการไปบางไทรฯเหลืออาทิตย์ละหนึ่งครั้งโดยจะไปทุกวันเสาร์ ผมทราบจากอาจารย์ชัชวาล ลางดี และอาจารย์ทวีสิทธิ์ วิจิตรขจี หัวหน้าแผนกช่างโลหะ ว่าคุณพ่อจะเดินตรวจเยี่ยมชมความคืบหน้าของทุกแผนกด้วยตัวเองเสมอ ระหว่างการเยี่ยมชมคุณพ่อจะรับฟังปัญหา อุปสรรค รวมถึงพูดคุยเรื่องโอกาสที่จะพัฒนาขีดความสามารถของแผนกนั้นๆอย่างตั้งใจ คุณพ่อทำงานของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรจนถึงปลายปี 2560 รวมเวลา 37 ปีเศษ
ในเรื่องวิธีคิดและวิธีทำงาน คุณพ่อเป็นตัวอย่างที่ดีมาก คุณพ่อจะรวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งที่หาได้นำมาคิดร่วมกับทีมงานอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เมื่อเริ่มงานแล้วคุณพ่อจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยจะรับฟังความความคิดเห็นรวมถึงข้อโต้แย้งจากผู้ร่วมงานเสมอ คุณพ่อจริงจังกับเรื่องของการพัฒนาคนอย่างยิ่ง และพยายามหาโอกาสที่จะพัฒนาความรู้ทักษะของลูกทีม บุคลิกที่สุภาพ นุ่มนวล จริงใจ ไม่ถือตัว ทำให้คุณพ่อเป็นที่รักของคนรอบข้าง
คุณพ่อเป็นคนรอบรู้ คุยสนุก อารมณ์ดี ชอบกระเซ้าเย้าแหย่คนรอบข้างอยู่เสมอ แม้แมวที่บ้านก็ไม่เว้น คุณพ่อมีความจำดีมากชอบเล่าเรื่องอดีตสมัยเด็กให้ฟัง ซึ่งพวกเราก็ตั้งใจฟังอย่างไม่เบื่อ แม้จะเป็นเรื่องเดิมที่เคยได้ยินแล้ว ในเรื่องการจัดการความเครียด พวกเราไม่ค่อยเห็นคุณพ่อเครียดเลย ครั้งหนึ่งคุณแม่เคยคุยกับผมว่า คุณพ่อมีสมองเป็นลิ้นชัก เมื่อจะใช้ลิ้นชักไหนก็เปิดลิ้นชักนั้น ส่วนลิ้นชักอื่นที่ปิดไว้ไม่ต้องคิดถึง ไม่ต้องกังวล “His mind is like a set of drawers. He focuses only on the one that’s open, as if the rest don’t exist.” เรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจคือ คุณพ่อไม่เคยใช้คำหยาบเลย แม้จะอยู่ในอารมณ์โกรธซึ่งมีน้อยครั้งมาก
ช่วงที่ผมทำงานเป็นวิศวกรสำรวจบนแท่นขุดเจาะน้ำมันในต่างประเทศ คุณพ่อส่ง “จดหมายจากเมืองไทย” ถึงผมเดือนละ 3-4 ฉบับอย่างสม่ำเสมอ ตอนที่ผมประจำการอยู่ที่ประเทศอียิปต์กว่าจดหมายคุณพ่อจะถึงมือผมก็ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ แทบจะทุกครั้งคุณแม่จะร่วมเขียนด้วย สมัยนั้นการสื่อสารระหว่างประเทศแทบจะไม่มี จดหมายคือช่องทางเดียวที่จะรับทราบความเป็นไปของทางบ้าน ผมจึงตั้งหน้าตั้งตารอจดหมาย และก็เริ่มฝึกเขียนจดหมายด้วยเพราะคุณแม่เคยบอกว่า ไม่เขียนจดหมายก็ไม่ได้รับจดหมาย “You won’t get letters, if you don’t write letters” จดหมายคุณพ่อน่าอ่านมาก ยาวจุใจทุกฉบับ ครอบคลุมถึงทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเราและเรื่องสำคัญในบ้านเมือง เมื่อผมเล่าเรื่องปัญหาอุปสรรคที่พบในการทำงาน คุณพ่อก็ให้ความเห็น ให้คำแนะนำ และมีถ้อยคำให้กำลังใจอยู่เสมอ
เมื่อเบนเข็มการทำงานจากสายวิศวกรรมมาเป็นสายธุรกิจ ผมต้องปรับตัวเองเข้ากับวิธีการทำงานวิธีคิดและค่านิยมในที่ทำงานค่อนข้างมาก อะไรที่ปรับได้ก็พยายามปรับ แต่บางเรื่องที่ปรับแล้วขัดกับค่านิยมคำสั่งสอนของคุณพ่อผมก็ไม่ทำ เรื่องที่ผมภูมิใจก็คือในหลายครั้งหลายโอกาสผมก็มีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเพื่อนร่วมงานด้วย
คุณพ่อสุขภาพดีมาตลอดจนอายุ 82 ปี วันหนึ่งคุณพ่อล้มลงและเกิดอาการกระดูกสะโพกร้าว นับจากนั้นเป็นต้นมาคุณพ่อก็มีอาการป่วยของหลายส่วนในร่างกาย พวกเราโชคดีมากที่คุณพ่อได้รับการดูแลรักษาเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลไตภูมิราชนครินทร์ ซึ่งพวกเราซาบซึ้งและขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อต่อสู้กับอาการป่วยอย่างมีวินัยและเข้มแข็งมาโดยตลอด ในที่สุดคุณพ่อก็จากเราไปอย่างสงบในวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 30 ปีหลังจากคุณแม่จากไป
กราบขอบพระคุณคุณแม่และคุณพ่อสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มอบให้ผมและพี่น้องทุกคน พวกเราภูมิใจเสมอที่เป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ และจะจดจำวันเวลาดีๆที่เราเคยมีร่วมกันตลอดไป
เขมทัต กรัยวิเชียร
30 สิงหาคม 2568
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี