ปรับทุกข์กันได้ ก็ดีแน่ ถ้าช่วยกันหาทางแก้ ก็ยิ่งดี : ขอชักชวนชาวไทย ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ร้องเพลง ‘ขออย่าให้เหมือนเดิม’

ปรับทุกข์กันได้ ก็ดีแน่ ถ้าช่วยกันหาทางแก้ ก็ยิ่งดี : ขอชักชวนชาวไทย ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ร้องเพลง ‘ขออย่าให้เหมือนเดิม’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แล้วการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศไทย ก็ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

และเราก็ได้พรรคที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเมื่อรวบรวมคะแนนเสียง สส. จากพรรคอื่นๆ ด้วย ก็มีเสียง สส. เขตเกือบ 200 คน และ สส. บัญชีรายชื่ออีกเกือบ 100 คน รวมแล้ว เป็นคะแนนเสียงของสภาผู้แทนราษฎรได้ประมาณ 300 คน รวมแล้ว เกินครึ่งไปมาก


____________________

แต่เมื่อคำนึงถึงเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” ซึ่ง “ครูพรพิรุณ” ได้ประพันธ์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2508 ทั้งคำร้องและทำนอง เมื่อนำมาให้ครูเอื้อพิจารณา ครูเอื้อ ได้แก้โน้ตสองสามตัว ครู “พรพิรุณ” จึงมอบทำนองนี้ให้ครูเอื้อ เพื่อเป็นการบูชาครู

เพลงนี้ ครูเอื้อ ร้องก่อนที่จะเกษียณอายุราชการได้ไม่นาน และเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับสุนทราภรณ์อย่างที่สุด ในวัยเกษียณ ในจังหวะวอลซ์

____________________

ส่วนการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เป็นเพราะฝีมือการบริหารประเทศชั่วคราวเพียง 4 เดือน ของรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ซึ่งรู้จักสรรหาคนดีมีความสามารถ เป็นนักบริหารบ้านเมืองระดับมืออาชีพ (Professional Executive with proven success) 4-5 คน มาเข้ารับหน้าที่สำคัญๆ ในรัฐบาลชั่วคราวของอนุทิน ทั้งในด้านการต่างประเทศ การเงินการคลัง การพาณิชย์ และความมั่นคงของประเทศ จนทำให้ประเทศไทยต่อต้านการรุกรานอย่างอันธพาลของเขมรได้ และยืนอยู่ในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

____________________

หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถึงแม้เราจะได้ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” มาเป็นผู้นำของอำนาจบริหาร (นายกรัฐมนตรี)
เช่นเดิม แต่เราก็จะต้องคำนึงว่า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มิใช่ เจ้าของพรรคภูมิใจไทย

____________________

หัวหน้าพรรคมีความอิสระที่จะคัดเลือกนักบริหารระดับมืออาชีพ เข้ามาช่วยนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ได้เหมือนเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ได้หรือไม่

หรือว่าจำต้องเอาคนที่เป็นหัวคะแนนของเจ้าของพรรค เข้ามานั่งบริหารประเทศ โดยถูกบีบจากบ้านใหญ่ บ้านน้อย

____________________

ขนาดพรรคคู่แข่งที่จะไปเอาเขาร่วมรัฐบาลด้วย เขาก็ยังส่งนักบริหารระดับมืออาชีพ เข้ามาโชว์ผลงานในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมและกระทรวงอุตสาหกรรม (ตามข่าวที่ยังไม่ยืนยัน) เพื่อมาทำคะแนนให้พรรคของตน ในการเลือกตั้งคราวต่อไป

ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรคต่างๆ ในการเลือกตั้ง เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ จึงต้องจับตามอง ว่านักการเมืองเขาจะร้องเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” อีกหรือไม่

____________________

หากพรรคการเมืองต่างๆ จะร้องเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” เราก็จะเห็นหัวคะแนนของ “บ้านใหญ่” ตบเท้ากันเข้ามาบริหารประเทศ ยึดกระทรวงที่จะทำให้พรรคสร้างทุนสำรองของพรรค ไว้ในโอกาสต่อไป

แต่ถ้าพรรคการเมืองหลัก และพรรคการเมืองที่ถูกเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย เห็นแก่ความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ ในระยะที่น้ำกำลังเชี่ยวกรากทั้งที่พรมแดนไทย-เขมร ทั้งที่ฉนวนกาซา ทั้งที่ยุโรปตะวันออก (รัสเซีย-ยูเครน) ทั้งฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรอินเดีย และทะเลแดง ระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล / อิหร่าน, เลบานอน และพันธมิตรอื่นที่อาจจะตามมาร่วมวง พรรคการเมืองเหล่านั้น ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็น่าจะร่วมใจกันร้องเพลง ขออย่าให้เหมือนเดิม กันสักที

โดยการสรรหาคนดี ที่มีความสามารถ เป็นนักบริหารระดับมืออาชีพ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (Professional Executive with proven success) และส่งเข้ามาร่วมใช้อำนาจบริหารของประเทศ (Executive power หรือคณะรัฐบาล)

หากยังส่งแต่ลูก หลาน น้องชาย น้องเขย ญาติมิตรคนสนิท คนหิ้วกระเป๋า และหัวคะแนน ของเจ้าของพรรคมาฝึกบริหารประเทศ เช่นที่แล้วมา ประเทศไทยคงไปไม่รอดแน่ในภาวะวิกฤตของโลกปัจจุบันนี้

____________________

แต่ข้อกำหนดที่รัฐใช้อยู่ในปัจจุบัน คือประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งไปมอบอำนาจการคัดเลือกคณะรัฐบาล ให้อยู่ในมือของนักนิติบัญญัติ (สส. หรือ สว.) ก็จะทำให้ ประเทศไทยต้องร้องเพลง

ขอให้เหมือนเดิม หรือ พายเรือในอ่าง

อยู่ตลอดไปอีกนานแสนนาน

ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขข้อกำหนดในเรื่องนี้

____________________

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่เราควรแก้ข้อกำหนดของรัฐที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการตัดทอนหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหาร อย่างเด็ดขาด และมีองค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) ที่เหมาะสมขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้ามาเลือกผู้ที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ที่เป็นคนดี (ตามที่ ร.9 ได้ทรงแนะนำไว้)

____________________

ข้อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ

1.ใครเป็นผู้เลือก (electoral body) ผู้ใช้อำนาจตุลาการ

ก็ต้องเป็นผู้ที่เรียนกฎหมายจบมา จบเนติบัณฑิตมาและผ่านงานกฎหมายมาแล้ว ผ่านการอบรม บ่มสร้าง ให้เป็นตุลาการที่ดีมามากมาย ผ่านการคัดเลือก การสอบแข่งขันมาแล้ว ถึงจะถือว่า มาใช้อำนาจตุลาการแทนประชาชนชาวไทยได้

2.แล้วใครเล่า ควรจะเป็นผู้เลือก (electoral body) ผู้ใช้อำนาจบริหาร แทนเรา

โดยที่ในการบริหารประเทศ เราต้องการนักบริหารมืออาชีพ จากภาครัฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคประชากิจ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ประสบความสำเร็จในอาชีพของตนมาแล้ว (proven success) และเป็นคนดี ซึ่งนักบริหารมืออาชีพตามหลักเกณฑ์ (Criteria) เหล่านี้ จะเป็นผู้เลือกหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) เอง เพราะจะทราบกันดีว่า ในหมู่ของตนนั้น ใครมีความสามารถ ความเป็นผู้นำความซื่อสัตย์สุจริต และมีจริยธรรม และศีลธรรม ดีเพียงไร

บุคคลเหล่านี้ มีทั้งที่เกษียณอายุแล้ว และที่ยังอยู่ในวงการรัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ เป็นหมื่นๆ แสนๆ คนมีความรู้ มีประสบการณ์สูง และเป็นคนดีมีความสามารถ แต่ไม่อยากเข้ามาร่วมกับการเลือกตั้งแบบธุรกิจการเมือง ทุจริตคอร์รัปชัน หรือการเมืองน้ำเน่า

หากข้อกำหนดของรัฐ เปิดโอกาสให้เขาได้เข้าสู่วงการ “ประชาธิปไตยแบบสมดุลย์” (Balanced Democracy) ประเทศไทยเราก็จะได้ก้าวหน้าตาม ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ได้ทันเสียที และอาจจะก้าวหน้าได้ไกลกว่า เร็วกว่า ด้วยซ้ำ

3.ส่วนใครเป็นผู้เลือก (electoral body) ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เพื่อมาออกกฎหมายใช้บังคับ และกำกับดูแลผู้ใช้อำนาจอื่น ก็ยังน่าจะเป็นประชาชนทั่วไปเช่นเดิม เพื่อจะได้คนจากอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครู อาจารย์ พ่อค้า กสิกร นักอุตสาหกรรม ทนายความ แพทย์ นักค้นคว้า มาร่วมกันวางระเบียบและกำกับดูแลอำนาจทั้งสองข้างต้น

____________________

ถึงเวลาแล้ว ที่ชาวไทยทั้งหลาย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องรวมตัวกัน ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อแก้ไขตัดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ (สส. สว.) มิให้มีอำนาจเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าของอำนาจบริหาร) อีกต่อไป

และมอบให้ “นักบริหารมืออาชีพ” (Professional Executive with proven success) จากกลุ่มอาชีพทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรัฐกิจ กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มประชากิจเป็นผู้เลือกผู้แทนของตน กลุ่มละ 2 คน ซึ่งเป็นคนดีมีความสามารถ เข้ามาแข่งขันกัน ว่าใครควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนักบริหารมืออาชีพ ทั้งสามกลุ่มนั่นแหละ ควรจะเป็น องค์กรเลือกตั้ง (electoral body) นายกรัฐมนตรีและคณะ แทน สส., สว.

หากชาวไทยทั้งหลาย ยังคงปล่อยระบบการสรรหานายกรัฐมนตรี ให้ยังอยู่ในมือของอำนาจนิติบัญญัติเช่นเดิม สส. และ สว. ก็คงจะยังมีโอกาสร้องเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” ต่อไปอีก และประเทศไทย ก็จะยังคง “พายเรือในอ่าง” ต่อไปเช่นเดิม กับระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่ใช้กันมา 94 ปีแล้ว

ท่านที่สนใจ อาจหาหนังสือเรื่อง ประชาธิปไตยแบบสมดุลย์ ราคาเล่มละ 100 บาท อ่านได้ที่ 02-9735000 หรือ 02-5212690 มาอ่านและช่วยกันทำให้การเมืองไทย “อย่าให้เหมือนเดิม” อีกต่อไป

ศิริภูมิ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top