วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
การปรากฏโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ถือเป็นการนับหนึ่งอย่างเป็นทางการของ “รัฐนาวาอนุทิน 2”
การกลับมากุมอำนาจสมัยที่สองนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม แต่มันคือการเผชิญหน้ากับโจทย์ใหญ่ที่ยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยเฉพาะ “วิกฤตราคาน้ำมัน” ที่กำลังกระทบปากท้องประชาชนอย่างหนักจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
สถานการณ์โลกในขณะนี้เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะชนวนเหตุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อ “สหรัฐอเมริกา” จับมือกับ “อิสราเอล” เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” อย่างเต็มรูปแบบ
ปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อจนย่างเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว แต่กลับยังไม่มีวี่แววว่าสงครามจะยุติลงเมื่อใด ซึ่งนั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานของโลกจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีจุดจบที่แน่นอน
สิ่งที่เห็นชัดจากการจัดวางตัวบุคคลในรัฐบาลชุดนี้คือการเน้น “ความต่อเนื่อง” โดยเฉพาะการใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัยแรกในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
ขุนพลชุดเดิมที่ยังได้รับความไว้วางใจ ประกอบด้วย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
การใช้บริการทีมงานชุดเดิมสะท้อนว่า นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องการความนิ่งและการทำงานที่เชื่อมต่อกันได้ทันที เพื่อประคองสถานการณ์เศรษฐกิจท่ามกลาง “มรสุมโลก” ที่กำลังร้อนระอุจากไฟสงครามในต่างแดน
อย่างไรก็ตาม “ภารกิจชี้ชะตา” ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงเศรษฐกิจเพียงไม่กี่แห่ง แต่มันคือการทำงานที่ต้อง “เชื่อมโยงกันทั้งระบบ” เพราะ “วิกฤตพลังงาน” คือต้นตอที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทุกตารางนิ้วของโครงสร้างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการด้านดิจิทัล ทรัพยากร หรือการดูแลทุกข์สุขในมิติต่างๆ ทุกกระทรวงล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฟันเฟืองทุกตัวจึงต้องหมุนไปพร้อมกันอย่างมีเอกภาพ
ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้า เรายังคงเห็นการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับกลุ่ม “ทายาทนักการเมือง” เข้ามาทำงานในสมัยที่สองนี้อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น “ไชยชนก ชิดชอบ”, “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”-“ซาบีดา ไทยเศรษฐ์”, “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” และ “สรรเพชญ บุญญามณี”
คนกลุ่มนี้กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของสังคมถึงความเหมาะสม โดยมีข้อครหาว่าเข้ามาเพราะบารมีของครอบครัวตามโควตาอิทธิพลเดิมเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐมนตรีหน้าใหม่กลุ่มนี้ต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน
สิ่งที่ต้อง “พึงสังวร” ไว้คือ “ประเทศไทยเวลานี้ไม่ใช่ที่ฝึกงาน” และไม่ใช่ที่เรียนรู้สำหรับใครที่จะเข้ามาลองผิดลองถูกท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างหนักจาก “น้ำมันแพง”
หากไม่อยากให้ข้อครหาของสังคมกลายเป็นเรื่องจริง รัฐมนตรีกลุ่มนี้ต้องทำงานเชิงรุกให้เห็นว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยแบกรับภารกิจของประเทศชาติ ในวันที่โลกปั่นป่วนจากการรบพุ่งของมหาอำนาจ และประชาชนต้องการ “มืออาชีพ” เข้ามาแก้ปัญหาปากท้องให้ได้จริง
การที่นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เลือก “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” มาคุมกระทรวงพลังงาน ยิ่งเน้นย้ำว่านี่คือจุดแตกหักที่ต้องใช้ความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา “โครงสร้างราคาพลังงาน” ที่หมักหมมมานานท่ามกลาง “พายุเศรษฐกิจโลก”
การทำงานของรัฐมนตรีพลังงานและทีมบริหารชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญพอที่จะ “ชนกับกลุ่มทุนพลังงาน” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติได้จริงหรือไม่
กระบวนการถัดจากนี้คือการเข้าเฝ้าฯ “ถวายสัตย์ปฏิญาณตน” และต่อด้วยการ “แถลงนโยบายต่อรัฐสภา” ซึ่งจะเป็นวินาทีที่ “รัฐนาวาอนุทิน 2” ต้องประกาศ “เข็มทิศ” ให้ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศชาติฝ่ามรสุมครั้งนี้ไปในทิศทางไหน
ความชัดเจนของผู้นำคือสิ่งที่ประชาชนถวิลหา เพราะหากแผนการรับมือยังคลุมเครือ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไร้ทางออก ประชาชนก็คือผู้ที่ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งที่สุดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นี่คือ “ภารกิจชี้ชะตา” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะผู้นำที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า “รัฐนาวาอนุทิน 2” ที่เขาคัดสรรมากับมือนี้ จะสามารถดับไฟน้ำมันที่กำลังเผาไหม้และนำพาประเทศชาติข้ามพ้น “พายุพลังงานโลก” ไปได้อย่างแท้จริง
- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี