533.jpg
ปราชญ์ สามสี สะท้อนมุมมอง ปอเนาะกับโจทย์ใหญ่ เมื่อการศึกษาศาสนา ไม่อาจทดแทนคุณภาพชีวิตเด็กได้

ปราชญ์ สามสี สะท้อนมุมมอง ปอเนาะกับโจทย์ใหญ่ เมื่อการศึกษาศาสนา ไม่อาจทดแทนคุณภาพชีวิตเด็กได้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ปอเนาะกับโจทย์ใหญ่ที่ต้องพูดตรง ๆ: เมื่อการศึกษาศาสนาไม่อาจทดแทนคุณภาพชีวิตของเด็กได้

ปัญหาของปอเนาะในบางพื้นที่นั้น หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้แยกขาดจากแนวคิดของโรงเรียนเสียทีเดียว เพราะโดยโครงสร้างแล้ว ปอเนาะคือโรงเรียนศาสนา ที่มีแกนการเรียนอยู่กับวิชาอิสลามศึกษาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น อัลกุรอานและอัตตัฟซีร (การอ่านคัมภีร์อัลกุรอานและการอธิบายความหมาย) อัลหะดีษ (คำสอนของท่านนบี) อัตเตาฮีด (หลักศรัทธา) อัลฟิกฮ์ (หลักปฏิบัติทางศาสนา) อัตตารีค (ประวัติศาสตร์อิสลาม) อัลอัคลาก (คุณธรรมจริยธรรม) รวมถึงภาษาอาหรับ และบาฮาซามลายู (ภาษามลายู) ซึ่งในตัวของวิชาเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาเลย หากถูกจัดวางให้เดินควบคู่กับวิชาสามัญอย่างสมดุล


ในความเป็นจริง ปอเนาะที่มีคุณภาพก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนศาสนาที่อยู่นอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนให้วิชาศาสนาเดินคู่กับภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษได้อย่างลงตัว เด็กที่จบออกมาจึงไม่ได้แปลกแยกจากสังคม แต่กลับสามารถยืนอยู่ในระบบการศึกษาและตลาดแรงงานได้ไม่ต่างจากโรงเรียนทั่วไป เพียงแต่มีรากทางศาสนาที่เข้มแข็งมากขึ้นด้วยซ้ำ นี่แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ศาสนา” ในตัวมันเอง แต่อยู่ที่ “วิธีการจัดการศึกษา” ของแต่ละแห่ง

แต่เมื่อหันกลับมามองในบางพื้นที่ โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับมีลักษณะเฉพาะตัว เพราะโรงเรียนจำนวนหนึ่งให้น้ำหนักกับการเรียนศาสนาเป็นหลัก แต่กลับลดความสำคัญของวิชาสามัญลงอย่างเห็นได้ชัด ในบางกรณี วิชาสามัญถูกสอนเพียงเพื่อให้มีอยู่ในหลักสูตร แต่ไม่ได้ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพเพียงพอที่จะพาเด็กไปแข่งขันกับระบบการศึกษาทั่วไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจำนวนมากจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้ทางศาสนาที่เข้มแข็ง แต่กลับยังไม่พร้อมในเรื่องภาษาไทย การคิดวิเคราะห์ และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนต่อหรือการทำงานในโลกปัจจุบัน

เรื่องภาษายิ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยถูกทำให้คุ้นชินกับบาฮาซามลายู (ภาษามลายู) หรือยาวีเพียงด้านเดียว ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เท่านั้น แต่เพราะระบบโรงเรียนช่วยสร้างและทำซ้ำสภาพแวดล้อมนั้นตั้งแต่เด็ก ทั้งที่ในสังคมพหุวัฒนธรรม เด็กสามารถเติบโตมากับสองภาษาได้อย่างมีคุณภาพ ตัวอย่างในประเทศไทยเองก็มีให้เห็นชัด ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ที่เด็กใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เรียนต่อได้ และทำงานได้ตามปกติ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ภาษาท้องถิ่น แต่อยู่ที่โรงเรียนไม่สร้างสภาพแวดล้อมให้ภาษาไทยกลายเป็นเครื่องมือของโอกาส

เมื่อภาษาไทยไม่แข็งแรง วิชาสามัญไม่แน่น และโรงเรียนก็ไม่มีศักยภาพพอจะพาเด็กไปสู่ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สามและสี่ เด็กก็จะถูกจำกัดโลกของตัวเองลงไปโดยไม่รู้ตัว สื่อการเรียนรู้ส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในภาษาไทย ความรู้ใหม่จำนวนมากไหลเข้ามาผ่านภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่เมื่อโรงเรียนไม่สามารถเชื่อมเด็กเข้ากับสิ่งเหล่านี้ได้ เด็กก็ย่อมเสียเปรียบตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะระบบไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาเข้าถึง

อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดอย่างระมัดระวังคือเรื่องวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการโรงเรียน เพราะในบางแห่ง การจัดการศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเตรียมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับให้น้ำหนักกับการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เด็กบางส่วนจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้สึกห่างจากสังคมวงกว้าง ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาควรมีโอกาสเชื่อมตัวเองเข้ากับสังคมได้มากกว่านั้น

ยกตัวอย่างครูสอนศาสนาที่มีปัญหาแบบนี้ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่อีกไม่น้อย

-มะแซ อุเซ็ง ครูสอนศาสนา ครูใหญ่ รร.สัมพันธ์วิทยา

-การียา ยะลาแป ครูสอนศาสนา โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ

-สะแปอิง บาซอ ครูสอนศาสนา ครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ

ทุกคนที่กล่าวมาคือระดับหัวหน้า BRN และมีหน้าที่การงานในโรงเรียนสอนศาสนา ถ้าระดับครูใหญ่ยังเป็นหัวหน้า BRN คำพูดของแม่ทัพภาค4 ก็ไม่มีตรงไหนที่ผิดเลย เพราะโรงเรียนปอเนาะบางแห่ง มีเจตนาไม่ดีต่อบ้านเมือง เรื่องนี้สังคมต้องตั้งคำถามกันดีๆ

ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เด็กจำนวนหนึ่งเรียนอยู่ในระบบที่ให้ความรู้ทางศาสนาอย่างเข้มข้น แต่กลับไม่มีความรู้หรือทักษะเพียงพอที่จะต่อยอดเป็นอาชีพในโลกสมัยใหม่ เมื่อเรียนจบแล้วไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง ก็ต้องพึ่งพาการฝึกอาชีพจากภายนอก หรือแม้กระทั่งทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยประคอง(เช่น usaid) ซึ่งสะท้อนว่าระบบการศึกษาที่ผ่านมานั้นยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะปกป้องหรือโจมตีปอเนาะ แต่คือเราจะยอมรับความจริงนี้อย่างไร ในเมื่อมีโรงเรียนบางแห่งที่ยังไม่สามารถทำให้เด็กมีภาษา มีวิชาการ และมีทักษะเพียงพอสำหรับอนาคตได้จริง สังคมไทยจะเลือกเดินทางไหนระหว่าง “การปฏิรูปอย่างจริงจัง” หรือ “การปล่อยให้สิ่งที่ไม่ได้มาตรฐานดำรงอยู่ต่อไป”
หากเลือกการปฏิรูป เราก็ต้องยอมรับว่ามันต้องจริง ไม่ใช่แค่ปรับบนกระดาษ แต่ต้องเปลี่ยนคุณภาพครู หลักสูตร ภาษา และทิศทางของโรงเรียนให้ตอบโจทย์อนาคตของเด็กอย่างแท้จริง แต่หากมีโรงเรียนใดที่พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถปรับตัวได้ ยังปล่อยให้เด็กเสียโอกาส และยังทำหน้าที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษา คำถามที่สังคมต้องกล้าถามก็คือ เราควรปล่อยให้โรงเรียนแบบนั้นอยู่ต่อไปหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของรัฐเพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่เรื่องของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นคำถามของสังคมไทยทั้งหมด ว่าเราจะเลือกปกป้อง “โครงสร้างเดิม” หรือจะเลือกปกป้อง “อนาคตของเด็ก” และเราจะกล้าตัดสินใจแค่ไหนกับคำถามง่าย ๆ แต่หนักหนานี้—โรงเรียนที่ไม่สามารถสร้างอนาคตให้เด็กได้ เรายังควรให้มีอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังแล้ว

ปราชญ์ สามสี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top