วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
วันนี้จะเล่าเรื่องสมองสนุกๆ ให้ฟังนะครับ สมองกำลังทำอะไรอยู่ ”ตอนที่คุณคิดว่าไม่ได้คิดอะไร?“
ลองนึกภาพนี้ครับ คุณขับรถบนเส้นทางที่คุ้นเคย พอถึงบ้านกลับนึกไม่ออกเลยว่าผ่านอะไรมาบ้าง หรือนั่งเงียบๆ แล้วหัวก็เริ่มวนเวียน คิดเรื่องเมื่อวาน กังวลเรื่องพรุ่งนี้ ย้อนคิดเรื่องที่ยังค้างคาใจ
นั่นไม่ใช่ความฟุ้งซ่านธรรมดา นั่นคือสมองกำลังทำงานใน “โหมดลับ” ที่เรียกว่า Default Mode Network หรือ DMN
DMN คือวงจรประสาทที่ทำงานเมื่อเราไม่ได้โฟกัสกับงานใดงานหนึ่ง สมองใช้โหมดนี้สำหรับทบทวนความทรงจำ วางแผนอนาคต คิดเรื่องตัวเอง และจินตนาการ นักวิทยาศาสตร์พบว่า DMN ใช้พลังงานสมองมากถึง 60-80% แม้ในยามพัก สมองของเราจึงไม่เคยหยุดจริง แค่เปลี่ยนโหมดครับ
แต่เมื่อเราทำสมาธิ จดจ่อกับลมหายใจ สมองเปลี่ยนไปอย่างไร?
ทันทีที่ตั้งใจสังเกตลมหายใจ สมองสลับออกจาก DMN เข้าสู่ Central Executive Network หรือ CEN วงจรที่รับผิดชอบการโฟกัสและการอยู่กับปัจจุบัน
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือตัวกลางที่คอยทำงานระหว่างสองโหมด เรียกว่า Salience Network มันทำหน้าที่เหมือน “ยาม” ที่ตรวจจับว่าเราเริ่มฟุ้งซ่านแล้ว และส่งสัญญาณให้สมองดึงสติกลับมา
ทุกครั้งที่ฟุ้ง แล้วรู้ตัว แล้วดึงกลับ คือการฝึก Salience Network ให้แข็งแรงขึ้นหนึ่งครั้ง
สมองที่ฝึกสมาธิ VS ไม่ฝึก ต่างกันอย่างไร?
สมองที่ไม่ฝึกสมาธิ — DMN ทำงานหนักตลอดเวลา ความคิดวนเวียนไม่หยุด แม้จะนั่งเงียบๆ หัวก็ยังพาไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เครียดง่าย นอนไม่หลับ รู้สึกสมองล้าโดยไม่รู้สาเหตุ ที่สำคัญคือ Salience Network ช้า รู้ตัวว่าฟุ้งช้า และดึงสติกลับมาได้ยาก
สมองที่ฝึกสมาธิสม่ำเสมอ — DMN ชะลอลงได้จริง แม้ในยามพัก ความคิดวนเวียนลดลง Salience Network ไวขึ้น รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อเริ่มฟุ้ง
สมองส่วนหน้า Prefrontal Cortex ส่วนโฟกัสและควบคุมอารมณ์หนาขึ้นจริง วัดได้จาก MRI และจัดการความเครียดได้ดีกว่า เพราะสมองไม่ได้ “วิ่งเครื่องเปล่า” ตลอดเวลา
งานวิจัยจาก Harvard พบว่าคนที่ทำสมาธิต่อเนื่องมีสมองส่วนโฟกัสและความจำหนาขึ้นชัดเจน และงานวิจัยจาก Yale พบว่า DMN ในนักทำสมาธิทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หมายถึงเสียงในหัวเบาลงจริง
การทำสมาธิจึงไม่ใช่แค่การทำใจให้สงบ แต่คือการฝึกวงจรประสาทของสมอง ทีละลมหายใจ ทีละครั้งที่รู้ตัวแล้วดึงกลับ
ไม่ต่างจากการออกกำลังกาย แต่คราวนี้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นคือสมองของคุณเองครับ
หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี