วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ผมมีคนไข้ผู้ชายอายุ 41 ปีที่มาตรวจสุขภาพประจำปีครับ
เขาไม่มีอาการอะไรเลย ไม่เหนื่อย ไม่ปวดท้อง ตัวไม่เหลือง หน้าตาดูปกติ ทำงานได้เป็นปกติ แค่รู้สึกว่าน้ำหนักขึ้นมาสักสิบกิโลกรัมในห้าปีที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในวิสัยของคนทำงานออฟฟิศ แต่...
ผลตรวจออกมาพบว่าค่าเอนไซม์ตับ ALT สูงกว่าปกติเกือบสองเท่า อัลตราซาวด์ช่องท้องพบว่าตับมีไขมันแทรกอยู่
เขามองผมด้วยหน้าตาสงสัยแล้วถามว่า "ผมป่วยหนักไหมหมอ? ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนะครับ"
ผมบอกเขาว่า "นั่นแหละครับคือปัญหา"
บทที่ 27 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)
ไขมันพอกตับ (MASLD) — โรคเงียบที่แก้ได้ด้วยอาหาร
โรคที่เงียบที่สุดในร่างกาย
ไขมันพอกตับเป็นโรคที่ไม่มีอาการให้รู้สึกในระยะแรกครับ ตับไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด ดังนั้นแม้จะมีไขมันสะสมอยู่เต็มไปหมด ก็ไม่มีทางรู้สึกได้เลยจนกว่าจะเสียหายมากพอที่จะทำให้เกิดอาการ และถึงตอนนั้นมักสายเกินไปที่จะแก้ไขได้แล้ว
ชื่อเดิมของโรคนี้คือ NAFLD (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) แต่ในปี 2023 วงการแพทย์ทั่วโลกได้ตกลงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น MASLD ซึ่งย่อมาจาก Metabolic dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (โรคตับที่มีไขมันสะสมซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ)¹ เพื่อให้สะท้อนกลไกที่แท้จริงของโรคได้ดีขึ้น และแยกออกจากโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์ให้ชัดเจน
ผมจะใช้ชื่อ MASLD ตลอดบทนี้ครับ แต่ถ้าคุณเคยได้ยินแพทย์พูดถึง NAFLD หรือ "ตับอักเสบจากไขมัน" มันคือสิ่งเดียวกัน
ตัวเลขที่น่าตกใจ
MASLD เป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดในโลกครับ คาดว่ามีผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 1,000-1,200 ล้านคน หรือประมาณ 25-30% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก²
ในประเทศไทย การศึกษาพบว่ามีความชุกของ MASLD อยู่ที่ประมาณ 20-25% ของประชากรผู้ใหญ่ และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นทุกปีตามการระบาดของโรคอ้วนและเบาหวาน
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ MASLD กำลังพบมากขึ้นในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ตับมีหน้าที่อะไรบ้าง — เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมมันจึงสำคัญมาก
ก่อนจะพูดถึงว่าไขมันพอกตับทำร้ายอะไรเรา ผมขอเล่าให้เข้าใจก่อนว่าตับทำหน้าที่อะไรบ้างครับ เพราะถ้าเข้าใจตรงนี้จะเข้าใจว่าทำไม MASLD จึงส่งผลต่อทุกส่วนของร่างกาย
ตับคืออวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม และทำหน้าที่มากกว่า 500 อย่างพร้อมกันตลอด 24 ชั่วโมง
หน้าที่หลักที่สำคัญได้แก่ การเผาผลาญและกักเก็บสารอาหาร โดยตับรับกลูโคสส่วนเกินจากกระแสเลือดมาเก็บไว้ในรูปของ Glycogen และแปลงส่วนที่เหลือเป็นไขมัน การผลิตโปรตีนสำคัญหลายร้อยชนิด รวมถึงปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดและ Albumin การกรองและกำจัดสารพิษออกจากเลือด รวมถึงแอลกอฮอล์ ยา และผลิตภัณฑ์เสียจากการเผาผลาญ การผลิตน้ำดีที่ช่วยย่อยไขมัน และการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
เมื่อตับเริ่มมีไขมันสะสมและทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทุกหน้าที่เหล่านี้เริ่มบกพร่อง และผลกระทบก็แผ่ออกไปทั่วร่างกาย
กลไกที่ทำให้ไขมันสะสมในตับ
ตับมีหน้าที่จัดการไขมันในร่างกายครับ แต่เมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง ตับก็เริ่มไม่สามารถจัดการได้ทัน
กระบวนการเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ เมื่อคุณกินน้ำตาลหรือแป้งขัดสีปริมาณมาก กลูโคสที่ได้รับมากเกินความต้องการของร่างกายจะถูกส่งมาที่ตับ ตับแปลงกลูโคสส่วนเกินเป็นไขมันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า De Novo Lipogenesis(การสังเคราะห์ไขมันใหม่จากคาร์โบไฮเดรต) ไขมันที่ผลิตขึ้นใหม่นี้ควรถูกส่งออกจากตับในรูปของ VLDL (ไลโปโปรตีนที่ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ออกจากตับ) แต่ถ้าผลิตเร็วกว่าที่จะส่งออกได้ ไขมันก็เริ่มสะสมในเซลล์ตับ
ภาวะดื้ออินซูลินซึ่งมักเกิดควบคู่กับน้ำหนักเกินและ MASLD ทำให้กระบวนการนี้แย่ลงไปอีก เพราะอินซูลินปกติช่วยควบคุมการสังเคราะห์ไขมันในตับ แต่เมื่อดื้ออินซูลิน การควบคุมนั้นหายไป
MASLD มีกี่ระดับ
โรคนี้ไม่ได้เป็นแบบมีหรือไม่มีครับ แต่มีระดับความรุนแรงที่เป็นต่อเนื่องกัน
ระดับที่ 1: Steatosis หรือ ไขมันพอกตับธรรมดา ตับมีไขมันสะสมมากกว่า 5% ของน้ำหนักตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืด ในระยะนี้ตับยังกลับมาเป็นปกติได้สมบูรณ์ถ้าแก้ไขสาเหตุ
ระดับที่ 2: MASH (Metabolic dysfunction-Associated Steatohepatitis — ตับอักเสบจากไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของการเผาผลาญ) เมื่อมีไขมันสะสมพร้อมกับการอักเสบของเซลล์ตับ ระยะนี้อันตรายกว่ามากเพราะการอักเสบเรื้อรังเริ่มทำลายเซลล์ตับ
ระดับที่ 3: Fibrosis มีพังผืดสะสมในตับ เกิดจากกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของตับที่ทำงานมากเกินไป ในระยะนี้การกลับมาเป็นปกติสมบูรณ์ยากขึ้นมาก แต่ยังชะลอได้
ระดับที่ 4: Cirrhosis หรือ ตับแข็ง เนื้อตับปกติถูกแทนที่ด้วยพังผืดจนตับทำงานได้น้อยลงมากและไม่สามารถฟื้นคืนได้ในส่วนที่เสียหายไปแล้ว นำไปสู่ภาวะตับวาย ความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลสูง และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
ข่าวดีคือระยะแรก ๆ กลับมาปกติได้จริงครับ และแม้แต่ระยะ Fibrosis ก็ยังชะลอและปรับปรุงได้ถ้าจัดการอย่างถูกต้อง
MASLD เชื่อมโยงกับโรคอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ MASLD น่ากลัวกว่าแค่โรคตับคือมันไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวครับ MASLD คือหนึ่งในส่วนประกอบของกลุ่มโรคเมตโบลิก Metabolic Syndrome(กลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่ ไขมันในช่องท้องมาก ความดันสูง น้ำตาลสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ) และมักเกิดร่วมกับโรคอื่น ๆ ในกลุ่มนี้
ผู้ที่มี MASLD มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่ตับปกติประมาณ 1.5-2 เท่า และนั่นคือสาเหตุที่ผู้ป่วย MASLD ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ ไม่ใช่โรคตับ³
ความสัมพันธ์ระหว่าง MASLD และเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ชัดเจนมาก ประมาณ 70-75% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มี MASLD ร่วมด้วย และ MASLD เองก็เพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตด้วย เป็นความสัมพันธ์แบบสองทิศทางที่เสริมกัน
ล่าสุดยังมีงานวิจัยพบว่า MASLD สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด ไม่เฉพาะมะเร็งตับ แต่รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับอ่อนด้วย⁴
ใครเสี่ยง MASLD บ้าง?
ปัจจัยเสี่ยงหลักของ MASLD ที่ทุกคนควรรู้ครับ
น้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ MASLD พบได้ในคนที่น้ำหนักปกติด้วย ซึ่งเรียกว่า Lean MASLD พบประมาณ 10-20% ของผู้ป่วย MASLD ทั้งหมด โดยเฉพาะในคนเอเชียที่มีแนวโน้มสะสมไขมันในช่องท้องและตับมากกว่าคนตะวันตกแม้น้ำหนักไม่เกิน
เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะดื้ออินซูลิน ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงและ HDL ต่ำ อาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูงโดยเฉพาะน้ำอัดลมและน้ำผลไม้กล่อง ชีวิตที่นั่งอยู่กับที่ และการดื่มแอลกอฮอล์แม้ปริมาณน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงได้
ทยาศาสตร์ของการแก้ไข — ยาที่ดีที่สุดคืออาหาร!
นี่คือส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดในบทนี้ครับ เพราะ MASLD เป็นหนึ่งในโรคที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ดีที่สุดโรคหนึ่ง
การลดน้ำหนักคือหัวใจของการรักษา
งานวิจัยพบอย่างสม่ำเสมอว่าการลดน้ำหนักเพียง 5% ลด Fat ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ การลดน้ำหนัก 7-10% ทำให้การอักเสบในตับดีขึ้น และการลดน้ำหนักมากกว่า 10% ทำให้ Fibrosis ดีขึ้นได้ในบางราย⁵
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าต้องผอมมากครับ แค่ลดน้ำหนักจากปัจจุบัน 5-10% ก็เพียงพอที่จะเห็นผลที่ตับจริง ๆ
ฟรุกโตสคือศัตรูตัวฉกาจของตับ
นี่คือสิ่งที่ผมอยากเน้นเป็นพิเศษครับ เพราะหลายคนยังไม่รู้
ฟรุกโตส (Fructose) ต่างจากกลูโคสตรงที่มันสามารถผ่านเข้าตับได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมของอินซูลิน และตับจัดการฟรุกโตสส่วนเกินโดยการเปลี่ยนเป็นไขมันผ่านกระบวนการ De Novo Lipogenesis โดยตรง
แหล่งฟรุกโตสที่พบมากที่สุดในอาหารสมัยใหม่คือ น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง เครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด ขนมหวานและขนมอบ และอาหารสำเร็จรูปหลายชนิดที่ใช้น้ำตาลข้าวโพด หรือ High-Fructose Corn Syrup เป็นสารให้ความหวาน
งานวิจัย meta-analysis ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน พบว่าการลดการบริโภคน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหารโดยเฉพาะฟรุกโตสลดไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญแม้น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนแปลง⁶
โปรตีนและไขมันดีช่วยได้
การกินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดการสังเคราะห์ไขมันใหม่ในตับ และอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูงจากปลาทะเลมีหลักฐานว่าลดไขมันในตับและลดการอักเสบได้⁷
กาแฟ — ของดีที่ไม่คาดคิด
นี่คือหนึ่งในสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดในวรรณกรรมเรื่อง MASLD ครับ หลายงานวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวันสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยง MASLD ได้และการดำเนินก็จะช้าลงด้วย โดยผ่านกลไกหลายอย่างรวมถึงการลดการอักเสบและการยับยั้ง Fibrosis⁸
แต่ต้องเป็นกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลมากหรือครีมหนักนะครับ เพราะถ้าดื่มกาแฟวันละสามแก้วแต่ใส่น้ำตาลแก้วละสองช้อน ประโยชน์ที่ได้จากกาแฟก็ถูกล้มล้างด้วยน้ำตาลที่เพิ่มเข้าไปแล้ว
การออกกำลังกายกับ MASLD — ไม่ต้องวิ่งมาราธอน
งานวิจัยพบผลที่น่าสนใจมากครับ คือการออกกำลังกายลดไขมันในตับได้แม้น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนแปลง
Meta-analysis ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Hepatology รวบรวมงานวิจัย 22 ชิ้น พบว่าการออกกำลังกายลดปริมาณไขมันในตับโดยเฉลี่ย 3.6% ซึ่งมีนัยสำคัญทางคลินิก โดยทั้ง Aerobic Exercise และ Resistance Training ให้ผลดีพอ ๆ กัน⁹
กลไกที่อธิบายได้คือกล้ามเนื้อที่ทำงานดูดซึมกลูโคสออกจากเลือดโดยตรง ทำให้ตับรับภาระน้อยลง และยังเพิ่มการเผาผลาญไขมันในตับเองด้วย
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักครับ การเดินเร็ว 30-45 นาที สัปดาห์ละห้าวัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
ยาและการรักษาทางการแพทย์
จนถึงปี 2024 ยาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA สหรัฐสำหรับรักษา MASH ระดับที่มีพังผืดคือ Resmetirom (ชื่อการค้า Rezdiffra) ซึ่งทำงานโดยกระตุ้นตัวรับ Thyroid Hormone ในตับโดยเฉพาะ มีงานวิจัย Phase 3 ที่แสดงว่าลดไขมันในตับและ Fibrosis ได้อย่างมีนัยสำคัญ¹⁰
ยากลุ่ม GLP-1 agonists เช่น Semaglutide ที่ใช้รักษาเบาหวานและโรคอ้วน มีข้อมูลที่น่าสนใจมากว่าลดไขมันในตับและการอักเสบในตับได้ด้วย
แต่ผมต้องพูดตรง ๆ ว่า ยาเหล่านี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับการเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ใช่แทนที่มัน และสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในระยะแรก การเปลี่ยนอาหารและออกกำลังกายยังคงเป็นยาที่ทรงพลังและปลอดภัยที่สุด
กล่องความรู้: แผนอาหาร 4 สัปดาห์สำหรับตับ
สัปดาห์แรก — ตัดสิ่งที่ทำลายตับออก
เลิกน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิดรวมถึงน้ำผลไม้กล่อง เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า น้ำมะนาว หรือชาไม่หวาน ลดขนมหวานและอาหารแปรรูปสูง และถ้าดื่มแอลกอฮอล์ให้หยุดอย่างน้อยสี่สัปดาห์เพื่อดูผลชัดเจน
สัปดาห์ที่สอง — เพิ่มสิ่งที่ดีต่อตับ
กินปลาทะเลน้ำลึกอย่างน้อยสัปดาห์ละสามมื้อ เพิ่มผักใบเขียวและผักสีสดในทุกมื้อ กินถั่วและเมล็ดพืชเป็นของว่างแทนขนมกรุบกรอบ และถ้าชอบกาแฟให้ดื่มแบบไม่หวานวันละสองแก้ว สำคัญระวังผลข้างเคียงจากกาแฟเช่นใจสั่น และหัวใจเต้นผิดจังหวะนะครับ
สัปดาห์ที่สาม — ปรับสัดส่วนคาร์โบไฮเดรต
ลดข้าวขาวลงครึ่งหนึ่งและเพิ่มผักและโปรตีนแทน ถ้ากินข้าวให้เลือกข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่แทน หลีกเลี่ยงอาหารแป้งขัดสีอย่างขนมปังขาวและก๋วยเตี๋ยวขาวในปริมาณมาก และลองกินผักก่อนเสมอตามที่อธิบายในบทเบาหวาน
สัปดาห์ที่สี่ — ประเมินและปรับ
ตรวจสอบว่าน้ำหนักเปลี่ยนแปลงอย่างไร สดชื่นขึ้นหรือไม่ และนำผลไปคุยกับแพทย์เพื่อวางแผนระยะยาวกลับมาที่คนไข้ผมคนนั้น
คนไข้อายุ 41 ปีที่ผมเล่าถึงตั้งแต่ต้นบท เขาเข้าใจสถานการณ์แล้วและถามผมตรง ๆ ว่า "แล้วผมต้องทำอะไรครับ?"
ผมบอกเขาว่าไม่มีสูตรสำเร็จครับ แต่มีหลักการง่าย ๆ สามอย่าง
หนึ่ง หยุดเติมสิ่งที่ทำลายตับเข้าไปก่อน โดยเฉพาะน้ำตาลและน้ำอัดลม
สอง เริ่มเดินหลังอาหารเย็น 20-30 นาทีทุกวัน หรือจะเดินหลังอาหารทุกมื้อ 10 นาทีก็ได้
สาม กลับมาพบผมในสามเดือนเพื่อตรวจเอนไซม์ตับซ้ำ
สามเดือนต่อมาเขากลับมา น้ำหนักลดไป 4.5 กิโลกรัม ค่า ALT กลับมาใกล้เคียงปกติ และที่เขาบอกผมที่ทำให้ผมยิ้มคือ "ผมรู้สึกดีขึ้นมากครับหมอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกไม่ดียังไง"
นั่นคือสิ่งที่น่าทึ่งของ MASLD ครับ เมื่อตับฟื้นตัว พลังงาน สมาธิ และความรู้สึกโดยรวมดีขึ้นในแบบที่คุณจะรู้สึกได้ แม้ก่อนหน้านั้นจะไม่รู้ว่าตัวเองแย่อยู่ก็ตาม
สรุปบทที่ 27
MASLD หรือไขมันพอกตับเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในโลกแต่ไม่มีอาการในระยะแรก ตับมีสี่ระดับความรุนแรงตั้งแต่ไขมันสะสมธรรมดาจนถึงตับแข็ง โดยระยะแรกกลับมาปกติได้สมบูรณ์ MASLD สัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งหลายชนิด ฟรุกโตสจากน้ำตาลและเครื่องดื่มหวานคือสาเหตุสำคัญที่หลายคนมองข้าม การลดน้ำหนักเพียง 5-10% มีผลชัดเจนต่อตับ และการออกกำลังกายลดไขมันในตับได้แม้น้ำหนักไม่เปลี่ยน
ทำได้เลยวันนี้
หนึ่ง — นับว่าวันนี้ดื่มเครื่องดื่มรสหวานกี่ขวดหรือกี่แก้ว รวมถึงน้ำผลไม้กล่องด้วย แล้วตั้งใจลดลงครึ่งหนึ่งในสัปดาห์นี้ และแทนที่ด้วยน้ำเปล่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อตับได้มากที่สุดในเวลาสั้นที่สุด
สอง — ถ้ายังไม่เคยตรวจค่าเอนไซม์ตับ ALT AST และทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ให้แจ้งแพทย์ขอตรวจในครั้งถัดไป โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักเกินหรือมีไตรกลีเซอไรด์สูง
สาม — เพิ่มปลาทะเลในอาหารสัปดาห์นี้อีกหนึ่งมื้อ และลองเปลี่ยนของว่างหนึ่งอย่างจากขนมกรุบกรอบมาเป็นถั่วต้มหรือถั่วอบไม่ใส่เกลือมาก ทำได้วันนี้เลยโดยไม่ต้องรอ
เอกสารอ้างอิงบทที่ 27
1. Rinella ME, Lazarus JV, Ratziu V, et al. A multisociety Delphi consensus statement on new fatty liver disease nomenclature. Journal of Hepatology. 2023;79(6):1542–1556.
2. Younossi ZM, Koenig AB, Abdelatif D, Fazel Y, Henry L, Wymer M. Global epidemiology of nonalcoholic fatty liver disease — meta-analytic assessment of prevalence, incidence, and outcomes. Hepatology. 2016;64(1):73–84.
3. Targher G, Byrne CD, Lonardo A, Zoppini G, Barbui C. Non-alcoholic fatty liver disease and risk of incident cardiovascular disease: a meta-analysis. Journal of Hepatology. 2016;65(3):589–600.
4. Simon TG, Roelstraete B, Khalili H, Hagström H, Ludvigsson JF. Mortality in biopsy-confirmed nonalcoholic fatty liver disease. Gut. 2021;70(7):1375–1382.
5. Vilar-Gomez E, Martinez-Perez Y, Calzadilla-Bertot L, et al. Weight loss through lifestyle modification significantly reduces features of nonalcoholic steatohepatitis. Gastroenterology. 2015;149(2):367–378.
6. Chiu S, Sievenpiper JL, de Souza RJ, et al. Effect of fructose on markers of non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD): a systematic review and meta-analysis of controlled feeding trials. European Journal of Clinical Nutrition. 2014;68(4):416–423.
7. Yan JH, Guan BJ, Gao HY, Peng XE. Omega-3 polyunsaturated fatty acid supplementation and non-alcoholic fatty liver disease: a meta-analysis of randomized controlled trials. Medicine. 2018;97(37):e12271.
8. Kennedy OJ, Roderick P, Buchanan R, Fallowfield JA, Hayes PC, Parkes J. Systematic review with meta-analysis: coffee consumption and the risk of cirrhosis. Alimentary Pharmacology and Therapeutics. 2016;43(5):562–574.
9. Golabi P, Locklear CT, Austin P, et al. Effectiveness of exercise in hepatic fat mobilization in non-alcoholic fatty liver disease. World Journal of Gastroenterology. 2016;22(27):6318–6327.
10. Harrison SA, Bedossa P, Guy CD, et al. A phase 3, randomized, controlled trial of resmetirom in NASH with liver fibrosis. New England Journal of Medicine. 2024;390(6):497–509.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี