542.jpg
วัดใจหลักนิติรัฐ! อดีตผู้พิพากษา ชี้ปม ป.ป.ช. ยกคำร้องหุ้นศักดิ์สยาม สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

วัดใจหลักนิติรัฐ! อดีตผู้พิพากษา ชี้ปม ป.ป.ช. ยกคำร้องหุ้นศักดิ์สยาม สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความระบุว่า คดีตรวจสอบ ป.ป.ช.: เมื่อความคุ้มกันตามกฎหมาย อาจขึ้นอยู่กับคำถามว่า "ได้แสดงเหตุผลอันสมควรแล้วหรือยัง?”

การเมืองไทยและแวดวงกระบวนการยุติธรรมกำลังก้าวเข้าสู่หมุดหมายครั้งสำคัญ เมื่อผู้นำฝ่ายค้านพร้อมสมาชิกรัฐสภาได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 วรรคหนึ่ง (1) เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้แต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ขึ้นมาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งสิ้น 13 ราย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560


คดีนี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทหรือเกมการเมืองทั่วไป หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของ "หลักนิติรัฐ" (Rule of Law) ในสังคมไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การพิสูจน์ขอบเขตอำนาจและเงื่อนไขของ "มาตรา 41 วรรคสอง" แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วย "ความคุ้มกันทางกฎหมาย" ขององค์กร ป.ป.ช. เอง

ชนวนเหตุ: ปมยกคำร้องบัญชีทรัพย์สิน ท่ามกลางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

หัวใจสำคัญที่นำไปสู่การยื่นตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ เกิดจากกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ "ยกคำร้อง" ในคดีตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ความน่าสนใจในทางกฎหมายอยู่ตรงที่ ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะมีมติดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วว่า นายศักดิ์สยามยังคงเป็น "เจ้าของหุ้นที่แท้จริง" ของห้างหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการถือครองหุ้นส่วนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อผลลัพธ์ของสององค์กรออกมาในทิศทางที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง สังคมจึงเกิดคำถามคำโตว่า เหตุใดองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตอย่าง ป.ป.ช. จึงมองเห็นข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง? 

ความคุ้มกันของ ป.ป.ช. ไม่ใช่ความคุ้มกันแบบไร้เงื่อนไข

ในความเข้าใจของประชาชนทั่วไป หลายคนอาจมองว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่มี "เกราะทองคำ" หรือมีความคุ้มกันทางกฎหมายในระดับสูงจนแทบจะไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือตรวจสอบกลับได้เลย

แต่ในความเป็นจริง หากเราพิจารณาเนื้อหาของ มาตรา 41 วรรคสอง อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะพบว่ากฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มกันแบบไร้ขอบเขตหรือปราศจากเงื่อนไข (Absolute Immunity) แต่อย่างใด โดยบทบัญญัติดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า:

"ในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ กรรมการไต่สวน หัวหน้าพนักงานไต่สวน พนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการมีความเห็น มติ คำสั่ง ในการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว และได้กระทำไปโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง"  
จากตัวบทกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า "เกราะคุ้มกัน" ของ ป.ป.ช. จะทำงานก็ต่อเมื่อการใช้อำนาจนั้นผ่านเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการพร้อม ๆ กัน คือ:

1.ต้องได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว 

2. ต้องได้กระทำไปโดยสุจริต 

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความคุ้มกันไม่ได้ติดตัวบุคคลมาเพียงเพราะเขาดำรงตำแหน่งเป็น "กรรมการ ป.ป.ช." แต่ความคุ้มกันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ "การใช้อำนาจในแต่ละมติหรือคำสั่งนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผลที่สมควรและความสุจริตอย่างแท้จริง" เท่านั้น 

ปมคาใจ: "เหตุผลอันสมควร" กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทีหลัง

ในการยื่นคำร้องของฝ่ายค้านครั้งนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เรื่อง ป.ป.ช. มีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ เพราะในทางกฎหมาย ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบและมีมติอยู่แล้ว

แต่คำถามใจกลางความขัดแย้งคือ เหตุผลที่ ป.ป.ช. นำมาใช้ในการยกคำร้องนั้น มีน้ำหนักและตรรกะเพียงพอที่จะนับว่าเป็น "เหตุผลอันสมควร" ตามมาตรา 41 วรรคสอง หรือไม่? 

หากย้อนดูข้อเท็จจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และได้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยระบุเหตุผลว่า: "ไม่ปรากฏพฤติการณ์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง"

ป.ป.ช. ได้ให้น้ำหนักและสาระสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า นายศักดิ์สยามได้มีการยื่นฟ้องนายศุภวัฒน์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีให้โอนหุ้นคืนตนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ว่า นายศักดิ์สยามไม่ติดใจให้นายศุภวัฒน์โอนสิทธิเงินลงหุ้น (มูลค่า 119,500,000 บาท) คืน และยอมรับว่านายศุภวัฒน์ เป็นผู้มีสิทธิถือหุ้นและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างถูกต้อง (ทั้ง ๆ ที่ผู้รับโอนหุ้นเป็นลูกน้องตนกินเงินเดือนหลักหมื่นบาท) และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 

แต่ในทางนิติศาสตร์ เหตุการณ์การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและการมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถนำมากล่าวอ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในอดีต (ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน) ได้แล้ว ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วอีกด้วย 

จุดนี้เองที่ทำให้นักกฎหมายและสังคมตั้งคำถามตามมาว่า การนำเอาข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นสาระสำคัญในการพิจารณา จะสามารถนำมาลบล้าง สลับด้าน หรือหักล้างข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุดที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วได้จริงหรือ?

ตรรกะที่ขัดแย้ง หรือ "ตรรกะวิปริต" ทางกฎหมาย?

คำว่า "แสดงเหตุผลอันสมควร" เป็นหลักการควบคุมการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (Principle of Reasoned Decisions) เพื่อไม่ให้เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการตามหลักกฎหมายปกครอง:

1.มีข้อเท็จจริงรองรับ: การมีความเห็น มติ หรือคำสั่งนั้น ต้องมีพยานหลักฐาน ข้อมูล หรือพฤติการณ์ในสำนวนรองรับอย่างเพียงพอ ไม่ใช่คิดไปเอง หรือใช้ความรู้สึก

2. มีข้อกฎหมายอ้างอิง: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าอาศัยอำนาจตามกฎหมาย มาตราใด หรือระเบียบข้อไหนในการออกคำสั่งนั้น

3. มีตรรกะที่สมเหตุสมผล (Rationality): ข้ออ้างและเหตุผลในการนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับข้อกฎหมายต้องเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น เหตุใดจึงเชื่อพยานปากนี้มากกว่าปากนั้น หรือเหตุใดพฤติกรรมนี้จึงเข้าข่ายทุจริต
สรุปสั้น ๆ: คือการทำงานแบบ "มีที่มาที่ไป มีหลักฐานอ้างอิง และอธิบายได้ตามหลักวิชาการกฎหมาย" ไม่ใช่การลงมติหรือออกคำสั่งไปตามอำเภอใจ

เมื่อนำคำวินิจฉัยของสององค์กรมาวางเทียบกัน หัวใจของข้อวิจารณ์จึงพุ่งตรงไปที่ความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่าง "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" กับ "มติของ ป.ป.ช." 

• ฝั่งศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยชี้ขาดว่า นายศักดิ์สยามคือ "เจ้าของหุ้นที่แท้จริง" 

• ฝั่ง ป.ป.ช.: มีมติยกคำร้อง โดยมองว่าไม่มีเจตนาปกปิด

คำถามเชิงตรรกะที่ตามมาคือ ในทางกฎหมาย เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลคนเดียวกันจะสามารถอ้างได้ว่า ในขณะที่ตนเองยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ตนเองเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมิใช่เจ้าของหุ้น ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลสูงสุดในคดีรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดแล้วว่าคุณคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง? 

นี่ไม่ใช่เรื่องของการฝักใฝ่หรือมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของ "ความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะทางกฎหมาย" (Legal Logic) เพราะหากข้อสรุปที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองนี้จะสามารถดำรงอยู่ร่วมกันในระบบนิติรัฐไทยได้ ป.ป.ช. ย่อมต้องมีคำอธิบายที่ทรงพลัง มีหลักการ และหนาแน่นเพียงพอที่จะตอบสังคมให้ได้ว่า เหตุใดผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงตามคำวินิจฉัยของศาล ถึงยังสามารถอ้างได้ว่าตนไม่ใช่เจ้าของหุ้นได้?

หากท้ายที่สุดแล้ว ป.ป.ช. ไม่มีคำอธิบายที่มีน้ำหนักเพียงพอรองรับ มติยกคำร้องดังกล่าวก็อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคมและนักนิติศาสตร์ว่าเป็นเพียงเหตุผลที่ปรุงแต่งขึ้น หรือเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า “ตรรกะวิปริต” ที่ทำลายระบบนิติรัฐและมาตรฐานการตรวจสอบของประเทศ 

4 ประเด็นท้าทายที่ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" พึงหาคำตอบ

เมื่อประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา และเรื่องราวเดินหน้าไปสู่กระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ ปมสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อชี้ชะตากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 13 ราย คงหนีไม่พ้นคำถามเชิงลึกเหล่านี้:

1.เหตุผลที่ใช้ประกอบมติยกคำร้อง เป็นเหตุผลที่วิญญูชนจะยอมรับว่าเป็น "เหตุผลที่สมควร" หรือไม่? 

2. กระบวนการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวน เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลตามหลักสากลหรือไม่? 

3. ป.ป.ช. ได้นำข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเคารพต่อแดนอำนาจของศาลเพียงใด? 

4. และท้ายที่สุด การใช้ดุลพินิจทั้งหมดในคดีนี้ อยู่ภายใต้กรอบแห่ง "ความสุจริต" (Good Faith) ปราศจากอคติ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่? 

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้คือ "ใช่" คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมได้รับเกราะคุ้มครองตามมาตรา 41 วรรคสอง อย่างสมบูรณ์และสง่างาม 

แต่หากคำตอบออกมาเป็น "ไม่ใช่" บทคุ้มกันที่เคยคิดว่าเป็นเกราะทองคำก็อาจจะพังทลายลง และไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความผิดไปได้ 

บทสรุป: การทดสอบหลักนิติรัฐในระบอบประชาธิปไตย

คดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการตรวจสอบการทำงานของบุคคลกลุ่มหนึ่ง หรือเป็นเพียงเรื่องของอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง หากแต่เป็นการวางบรรทัดฐานครั้งสำคัญให้กับรัฐธรรมนูญไทย มันคือคำถามตัวโต ๆ ที่ส่งตรงไปยังองค์กรอิสระทุกองค์กรในประเทศว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ "องค์กรที่มีอำนาจล้นพ้นและได้รับความคุ้มกันจากกฎหมาย จะต้องแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) และสามารถอธิบายเหตุผลแห่งการใช้อำนาจของตนให้สังคมตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด" 

เพราะหากองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบผู้อื่น กลับไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ด้วยตรรกะและเหตุผลอันสมควรเสียเอง รากฐานความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบย่อมสั่นคลอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top