542.jpg
เขมร ลาว เรียงหน้าเคลมอาหารไทย อัษฎางค์ ตีแผ่กลยุทธ์เพื่อนบ้าน หลังถูกเคลม ส้มตำ-ข้าวเหนียวมะม่วง

เขมร ลาว เรียงหน้าเคลมอาหารไทย อัษฎางค์ ตีแผ่กลยุทธ์เพื่อนบ้าน หลังถูกเคลม ส้มตำ-ข้าวเหนียวมะม่วง

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.27 น.

วันนี้ 20 มิถุนายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อ อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว มักจะหยิบยกเมนูอาหารไทยหลายรายการมาเคลมว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จนเกิดกระแสถกเถียงเรื่องต้นกำเนิดและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอย่างไม่จบสิ้น โดยมีข้อความทั้งหมดว่า"เขมร-ลาว เรียงหน้าเคลมอาหารไทย #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

คนจำนวนมากในไทย พม่า ลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่บนแหลมอินโดจีนอาจมีประเพณี ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาร่วมกัน ก่อนเส้นพรมแดนสมัยใหม่จะชัดเจนในปลายศตวรรษที่ 19


อัษฎางค์

โดยเฉพาะลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ประเทศลาว) กับอีสานฝั่งไทย (ประเทศไทย) มีรากวัฒนธรรม ภาษา และอาหารร่วมกันมานาน

ดังนั้นคำว่า “ethnically Lao” อาจพอพูดได้ในแง่รากวัฒนธรรม “ลาว-อีสาน”

แต่ถ้าใช้เพื่อสรุปว่า “ไม่ใช่อาหารไทย” อันนี้ผิด เพราะอีสานคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย และอาหารอีสานก็คืออาหารไทยภูมิภาคหนึ่งเช่นกัน

สรุปทีละเมนูได้แบบนี้

อัษฎางค์

ส้มตำ: มีรากร่วมลาว-อีสานชัดเจน แต่ส้มตำไทยก็เป็นพัฒนาการในประเทศไทย

ส้มตำแบบลาว/อีสาน มักผูกกับปลาร้า/ปาแดก รสจัด เค็มหมัก กลิ่นแรงกว่า ขณะที่ “ส้มตำไทย” แบบภาคกลางใส่น้ำปลา มะนาว น้ำตาลปี๊บ ถั่วลิสง กุ้งแห้ง รสหวานเปรี้ยวเค็มเผ็ดที่บาลานซ์กว่า Serious Eats อธิบายว่า som tam Thai แบบภาคกลางเป็นเวอร์ชันที่ทำให้คำว่า “som tam” กลายเป็นที่รู้จักกว้างในไทย ส่วน Bon Appétit ระบุว่าเมนูนี้เป็นหลักในอาหารไทย แต่ “น่าจะ” มีรากจากลาวและเข้ามาไทยผ่านอีสาน

อีกจุดสำคัญคือ “มะละกอ” ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของลาวหรือไทย แต่มีถิ่นกำเนิดในเมโสอเมริกา/แถบเม็กซิโก-อเมริกากลาง แล้วค่อยแพร่กระจายสู่โลกเขตร้อนภายหลัง เพราะฉะนั้นการเคลมว่าส้มตำเป็นของชาติใดชาติหนึ่งแบบบริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น จึงไม่แม่นนัก

ลาบ: ฝั่งลาวมีน้ำหนักมากที่สุด แต่ลาบไทยอีสานก็เป็นอาหารไทยโดยสมบูรณ์

ลาบเป็นเมนูที่ลาวมีสิทธิพูดได้มากที่สุด เพราะรากลาว-อีสานชัดมาก Bon Appétit ระบุว่าลาบมีต้นทางในลาว อีสานของไทย และกลุ่มม้ง ขณะที่ Serious Eats จัดลาบเป็นหนึ่งในหมวดสลัดสำคัญของอาหารไทย โดยอธิบายว่าลาบพบเด่นในภาคอีสานของไทยและลาว ใช้เนื้อสับหรือเนื้อบด คลุกมะนาว น้ำปลา พริกป่น สมุนไพร และข้าวคั่ว

ดังนั้นพูดว่า “ลาบมีรากลาว” ได้ แต่พูดว่า “ลาบไม่ใช่อาหารไทย” ไม่ได้ เพราะลาบอีสานอยู่ในวิถีอาหารไทยมานาน และไทยยังมีลาบของภาคเหนือ(ลาวล้านนา) อีกสายหนึ่งที่รส เครื่องเทศ และวัฒนธรรมต่างจากลาบลาว/ลาบอีสานด้วย

ข้าวเหนียวมะม่วง: ลาวเคลมได้อ่อนที่สุด

ลาวมีวัฒนธรรมข้าวเหนียวเข้มข้นมากจริง IRRI ระบุว่าข้าวเหนียวคิดเป็นประมาณ 90% ของการผลิตข้าวในลาว และ “ข้าวเหนียว” เป็นวิถีชีวิตของชาวลาว แต่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” แบบที่โลกรู้จัก คือข้าวเหนียวมูนกะทิ กินกับมะม่วงสุก ราดหัวกะทิ โรยถั่ว/งา เป็นของหวานไทยที่ผูกกับไทยชัดมาก Epicurious อธิบายว่า mango sticky rice หรือ khao niaow ma muang เป็นของหวานไทยที่นิยมมาหลายศตวรรษ และได้รับความนิยมมากในไทยช่วงฤดูมะม่วง

เขมร: ก็เคลมข้าวเหนียวมะม่วง

สื่อหรือเพจวัฒนธรรมกัมพูชา” นำเสนอข้าวเหนียวมะม่วงในฐานะของหวานดั้งเดิมของกัมพูชา”

ข้อเท็จจริงคือ หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีวัฒนธรรมกินข้าวเหนียวกับผลไม้ตามฤดูกาล แต่รูปแบบที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก มีพัฒนาการและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยชัดเจน อีกทั้งอ้างหลักฐานจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์และตำราแม่ครัวหัวป่าก์ พ.ศ. 2451

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ “กินข้าวเหนียวกับมะม่วง” กับ “ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทย” ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งหมด

กัมพูชา ลาว ไทย หรือหลายพื้นที่ในภูมิภาคนี้ อาจมีข้าวเหนียว มีมะม่วง มีกะทิ และมีการกินของหวานคล้ายกันได้ เพราะภูมิภาคนี้ใช้วัตถุดิบใกล้กัน แต่การมีวัตถุดิบเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเป็น “ต้นตำรับ” ของเมนูที่โลกจำได้ในชื่อ Thai mango sticky rice

กัมพูชาหรือลาว อาจมีขนมที่ใช้ข้าวเหนียว มะม่วง และกะทิคล้ายกันได้ เพราะเป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมของภูมิภาค แต่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ในรูปแบบที่โลกรู้จัก คือข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก เป็นอัตลักษณ์ของอาหารไทยอย่างชัดเจน มีหลักฐานทางวัฒนธรรมไทยและการยอมรับในระดับสากลมากกว่ากัมพูชาอย่างเทียบกันไม่ได้
สรุป

อาหารเหล่านี้สะท้อนรากวัฒนธรรมร่วมของลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะลาวและอีสานไทย แต่การบอกว่า “เป็นของลาว ไม่ใช่ของไทย” เป็นการสรุปแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ เพราะอีสานคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย และอาหารอีสานก็คืออาหารไทยภูมิภาคหนึ่ง

ขณะที่ข้าวเหนียวมะม่วงแบบข้าวเหนียวมูนกะทิกับมะม่วงสุก เป็นของหวานไทยที่มีหลักฐานและการยอมรับในระดับสากลชัดเจนกว่าเมนูอื่นๆ กัมพูชาและลาว ไม่ได้เพียงนำเสนอว่า “มีของหวานลักษณะคล้ายกัน” แต่กำลังพยายามแปะอัตลักษณ์กัมพูชาหรือลาวลงบนเมนูที่โลกจดจำในฐานะของหวานไทย ทั้งที่หลักฐานความเป็นต้นตำรับของ “ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทย” อยู่ฝั่งไทยชัดเจนกว่า ทั้งในตำราอาหาร วัฒนธรรมการกิน และการยอมรับระดับนานาชาติ"

โพสต์ดังกล่าวของ เอ็ดดี้ กลายเป็นชนวนให้ชาวเน็ตเข้ามาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยมีความเห็นแตกออกเป็นหลายฝั่ง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนข้อมูลของเจ้าตัว และกลุ่มที่มองประเด็นวัฒนธรรมร่วมในมุมมองที่ต่างออกไป เช่น

"ไปดูส้มตำลาวออริจินอลสิรร 4ดาวมีแค่มะละกอกับปลาร้า. ตำถั่วก็มีแค่ถั่วโรยมานิดนึง"

"มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเพราะในฝั่งลาวเองก็มีเมนูของหวานที่ใช้ข้าวเหนียวมูนกินคู่กับผลไม้ หรือที่เรียกกันว่า ข้าวเหนียวหมากม่วงซึ่งทำกินกันในครัวเรือนมานานเช่นกัน ทำให้คนลาวจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า เมนูนี้เป็นวัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค ไม่ควรถูกผูกขาดว่าเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงคนเดียว"

"ตำหลวงพระบางใส่กะปินำเข้าจากแม่กลอง"

"คนลาวที่รู้จักก็ก็บอกนะว่าลาวกินข้าวเหนียวกับมะม่วงจริง แต่ไม่ได้มูนกับกะทิเหมือนไทย พึ่งมากินแบบมูนกะทิ กันตอนยุคหลังๆที่ไทยทำแล้วมีชื่อเสียง"

"บอกตรงๆ อาหารลาว ไม่อร่อยเลย จืดชืดดด แม้แต่ปลาทอดยังเหม็นคาว จืด กินไม่ลง"

อัษฎางค์

อัษฎางค์

อัษฎางค์

อัษฎางค์

อัษฎางค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top