วันนี้ 31 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชำแหละกรณีคดี ฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง โดยวิเคราะห์ถึงช่องโหว่ของกติกาที่เอื้อต่อการจัดตั้งคะแนน และตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมว่าต้องใช้มาตรฐานเดียวในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นสีไหน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "ต่างฝ่ายต่างฮั้ว? เมื่อกติกาเลือก สว. เอื้อให้ "การจัดตั้งคะแนน" กลายเป็นเกมที่ทุกสีเล่นได้
การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดที่น่าสนใจและเข้มข้นอย่างยิ่งในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 เพราะจากเดิมที่คำว่า “ฮั้ว สว.” เคยถูกใช้เป็นอาวุธในการกล่าวหากลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่ง วันนี้กลับเกิดปรากฏการณ์ที่อีกฝ่ายย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงท้าทายว่า “ถ้าการรวมกลุ่มของพวกผมเรียกว่าฮั้ว แล้วการรวมกลุ่มของพวกคุณเรียกว่าอะไร?” คำถามนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองแบบฟ้องแก้เกี้ยวเพื่อเอาตัวรอด หากแต่นำสังคมกลับไปสู่การฉุกคิดในคำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ปัญหาแท้จริงอยู่ที่ “คน” หรืออยู่ที่ “กติกา” หรือ “ทั้งคนทั้งกติกา”?
.jpg)
และหากกติกาออกแบบมาให้การจัดตั้งคะแนนมีประสิทธิผลได้สูง ใครก็ตามที่สามารถสร้างเครือข่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ย่อมมีแรงจูงใจที่จะใช้วิธีเดียวกันทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกเป็น สว. ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ได้ดี เพราะหากสมัคร อาจตกตั้งแต่รอบแรก (ระดับอำเภอ) โดยเหตุที่ไม่ได้ไปร่วมจัดตั้งคะแนน
การกล่าวหาว่า “อีกฝ่ายฮั้ว แต่พวกเราไม่ได้ฮั้ว” จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง แต่เป็นเพียงสงครามภาษาทางการเมือง สิ่งที่สังคมและกระบวนการยุติธรรมควรถามจริงๆ คือ พฤติการณ์แบบใดกันแน่ที่เรียกว่า “ฮั้ว” อันเป็นการผิดกฎหมาย และหลักฐานแบบใดจึงจะเพียงพอในการพิสูจน์ความผิด?
1.ก่อนจะถามว่าใครฮั้ว ต้องถามเสียก่อนว่า “กติกานี้ทำให้ฮั้วได้ง่ายหรือยาก?” รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ สว. 200 คนมาจากการ “เลือกกันเอง” ของบุคคลจาก 20 กลุ่ม ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและเห็นชอบในการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตำแหน่งที่สำคัญ มิใช่การเลือกโดยประชาชนโดยตรงเหมือน ส.ส.หลักการดังกล่าวฟังดูงดงามในเชิงทฤษฎี แต่เมื่อพิจารณา “กลไกการเลือก” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จะพบว่าเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง และเอื้อให้เกิดการวางกลยุทธ์อย่างมหาศาล:
เป็นการ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มผู้สมัคร 20 กลุ่ม ผ่านกระบวนการเลือก 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ในแต่ละระดับจะมีขั้นตอนการเลือกสองรอบ คือ เลือกกันเองในกลุ่มเดียวกัน และเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน หรือที่เรียกว่า เลือกไขว้ และแต่ละระดับจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน เมื่อคะแนนเป็นสิ่งที่ผู้สมัครต้องเลือกกันเองเป็นชั้นๆ “การจัดตั้งหรือการประสานคะแนน” (Block Voting) จึงกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางการเมืองสูงยิ่ง [????] เพราะการมีเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมากที่พร้อมใจกันลงคะแนน ย่อมเปลี่ยนผลการเลือกได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้สมัครอิสระที่ลงคะแนนโดยไม่มีเครือข่ายรองรับ
2. กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ฮั้ว แต่โครงสร้างกติกาเปิด “พื้นที่สีเทา” สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน: “ความมีมูลค่าทางการเมืองของการรวมกลุ่ม” ไม่เท่ากับ “กฎหมายอนุญาตให้ทำผิด” ในทางตัวบทกฎหมาย มาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ได้กำหนดโทษทางอาญาอย่างหนักต่อผู้ที่กระทำการเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สิน ผลประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ การจัดเลี้ยง การหลอกลวง ข่มขู่ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม นั่นหมายความว่า คำว่า “ฮั้ว” ในภาษาทางการเมือง นั้นมีขอบเขตกว้างกว่า “ความผิดตามกฎหมาย” การที่ผู้สมัครรู้จักกัน นัดพบปะ พูดคุย หรือลงขันจัดกิจกรรมภาคประชาชน อาจเป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานและการเคลื่อนไหวทางการเมือง (Political Mobilization)
แต่ถ้าการรวมกลุ่มนั้นพัฒนาไปสู่การจัดตั้งโต้โผ (แกนนำ) การให้เงินหรือประโยชน์ตอบแทน การจัดที่พัก รถรับส่ง หรือการมีผู้สนับสนุนทางการเงินอยู่เบื้องหลังเพื่อแลกกับการลงคะแนน นั่นจึงจะข้ามเส้นไปสู่ความผิดตามกฎหมาย
ดังนั้น “การรวมกลุ่ม” จึงไม่เท่ากับ “การฮั้ว” แต่การรวมกลุ่มก็อาจกลายเป็นพยานแวดล้อมสำคัญที่ กกต. ต้องเข้าไปสืบสวนหาหลักฐานเชิงลึกต่อไป
3. กฎหมายเปิดให้ “แนะนำตัว” แต่ไม่ได้เปิดให้ “จัดการคะแนน” การพิจารณาว่าผู้สมัคร สว. สามารถทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ จำเป็นต้องอ่าน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ประกอบกับ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และ แนวคำพิพากษาศาลฎีกา เพราะตัวกฎหมายไม่ได้ห้ามผู้สมัครติดต่อหรือสื่อสารกันโดยเด็ดขาด หากแต่อยู่ภายใต้กรอบของ “การแนะนำตัว” ที่ต้องไม่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หัวใจสำคัญอยู่ที่ มาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. สว. พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครแนะนำตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด โดยภายหลังมีการแก้ไขระเบียบให้แนะนำตัวทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อสาธารณะได้ ดังนั้น “การบอกว่าตนเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ หรือผลงานอะไร” จึงอยู่ในแก่นของการแนะนำตัว
แต่เสรีภาพนี้มิได้หมายความว่าผู้สมัครจะกระทำการใดๆ ก็ได้ เพราะมาตรา 36 ต้องอ่านประกอบกับ มาตรา 60, 62 และมาตรา 77 ที่ห้ามการกระทำเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สิน ประโยชน์ จัดเลี้ยง หลอกลวง หรือข่มขู่
ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางเส้นแบ่งเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5217/2562 เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนคะแนนระหว่างผู้สมัครว่า การติดต่อผู้สมัครคนอื่นเพื่อขอหรือแลกเปลี่ยนคะแนนกัน มิใช่เพียงการแนะนำตัวตามมาตรา 36 หากแต่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด และอาจเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จึงต้องแยกให้ชัดว่า:
อยู่ในกรอบ: การพบปะ บอกเล่าประวัติ และประสบการณ์ของตนเองเพื่อให้ผู้สมัครอื่นรู้จัก
หลุดกรอบเข้าขั้นทุจริต: การตกลงกันว่า “ใครจะเลือกใคร” “ใครเลือกใครแล้วจะได้รับคะแนนตอบแทน” หรือการจับคู่และแลกเปลี่ยนคะแนนกัน
แม้ต่อมาศาลปกครองกลางจะมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับ "วิธีการแนะนำตัว" ในระเบียบ กกต. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการจับคู่หรือแลกเปลี่ยนคะแนนกลายเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต เพราะข้อจำกัดเกี่ยวกับ “วิธีแนะนำตัว” กับข้อห้ามเกี่ยวกับ “การสมยอมจัดสรรคะแนน” เป็นคนละประเด็นกัน และศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. 2567 ก็ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
สรุปเส้นแบ่งทางกฎหมายได้อย่างกระชับว่า:
กฎหมายเปิดให้ผู้สมัครบอกว่า “ฉันเป็นใคร” แต่ไม่ได้เปิดให้ผู้สมัครตกลงว่า “ใครจะเลือกใคร” การแนะนำตัวจึงเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ขณะที่การตกลง จับคู่ แลกคะแนน หรือจัดสรรคะแนน เป็นการสมยอมและกระทำผิดกฎหมาย มิอาจนำคำว่า “การแนะนำตัว” มาใช้เป็นเกราะกำบังให้กับการจัดการคะแนนได้โดยอัตโนมัติ!
.jpg)
4. กติกาเองเคยตระหนักถึงปัญหา “การสมยอม”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาการจัดตั้งหรือการสมยอมไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากวิวาทะระหว่าง “ส้ม” กับ “น้ำเงิน” แต่เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในธรรมชาติของระบบ “เลือกกันเองและเลือกไขว้” มาตั้งแต่ต้น หากย้อนดูเอกสารและรายงานของ กกต. จะพบว่า กติกาการเลือก สว. เคยพยายามออกแบบมาตรการรับมือกรณีคะแนนผิดปกติ เช่น กรณีที่มีผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้รับคะแนนเลยในสัดส่วนที่กำหนด กติกาในบางช่วงเคยกำหนดให้ “สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีการสมยอมกัน” และสั่งให้มีการเลือกใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานข้อเสนอเชิงนโยบายของ กกต. เองก็เคยบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ระบบเลือกไขว้แบบนี้ อาจไม่สามารถป้องกันการสมยอมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง
ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำว่า วิกฤตความน่าเชื่อถือของการเลือก สว. ในปัจจุบัน มิใช่เรื่องของความชั่วร้ายตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็น ความบกพร่องเชิงโครงสร้าง (Structural Defect) ของระบบกติกานั่นเอง
5. จำแนกพฤติกรรม: “ฮั้ว” จริงๆ คืออะไร? เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ตกเป็นเหยื่อของการสาดโคลนทางการเมือง สังคมต้องจำแนกพฤติการณ์ออกเป็น 3 ระดับ:
ระดับที่หนึ่ง — การพบปะหรือรวมตัว: สิทธิในการจัดชุมนุมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้สมัครจะพบกัน แนะนำตัว ทานอาหาร หรือเสวนากันย่อมทำได้ ไม่ใช่ความผิดโดยอัตโนมัติ
ระดับที่สอง — การประสานคะแนน: เริ่มเข้าสู่พื้นที่สีดำ เช่น การบอกกล่าวหรือนัดแนะว่าจะลงคะแนนให้ใครเพื่อให้กลุ่มของตนผ่านเข้ารอบ แม้ไม่มีเรื่องเงินทองมาเกี่ยวข้อง แต่นี่คือจุดที่ทำให้ระบบการเลือกกันเองเสียเจตนารมณ์ และเป็นการฮั้วซึ่งผิดกฎหมาย
ระดับที่สาม — การจัดเครือข่ายโดยมีผลประโยชน์หรือการข่มขู่จูงใจ: นี่คือพื้นที่ความผิดทางกฎหมายอย่างร้ายแรง หากมีนายทุน/พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง มีการจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก จัดเลี้ยง หรือให้สัญญาว่าจะให้ประโยชน์ เพื่อแลกกับโพยลงคะแนน
คำถามที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจึงไม่ใช่คำถามลอย ๆ ว่า “กลุ่มนี้ฮั้วหรือไม่?” แต่คือ “กลุ่มนี้ทำอะไร มีหลักฐานอะไร และสิ่งที่ทำนั้นผิดกฎหมายมาตราใด?”
6. วิวาทะระหว่าง “ศุภชัย” กับ “นันทนา” และพยานหลักฐานใหม่
ในคดีฮั้ว สว. ที่มีข้อกล่าวหาเรื่อง “138 สว. สีน้ำเงิน” ค้างอยู่ในชั้น กกต. นายศุภชัย ใจสมุทร (สส.บัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย) ได้ออกมารุกกลับระลอกสองเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่าตนไม่ได้ปกป้อง สว. คนใด แต่เป็นการ ออกมาปกป้องพรรคภูมิใจไทยและสมาชิก 9 คนที่ถูกขุดเรื่องเก่ามากล่าวหา
พร้อมกันนี้ นายศุภชัยได้เปิด "หลักฐานชิ้นสำคัญ" หักล้างข้ออ้างเรื่องการ "ลงขัน" ของ สว.นันทนา นันทวโรภาส โดยชี่เป้าไปที่การจัดประชุมผู้สมัคร 300 คน ณ ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ว่าไม่ได้เกิดจากเงินของผู้สมัคร แต่มี "หิรัญ ฟ้าเดียวกัน" เป็นทั้งเป็นคนจอง และคนจ่าย
การเปิดชื่อตัวละครและเส้นทางการเงินเช่นนี้ ย้ายคดีจาก “ข้อสงสัยทางการเมือง” ไปสู่ “ข้อเท็จจริงทางคดี” ทันที! และ กกต. สามารถใช้ พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 41 ขึ้นมาชี้ว่า กกต. มีหน้าที่สืบสวนไต่สวนได้เองโดยไม่ต้องรอผู้ร้อง หรือที่เรียกกันว่ามีอำนาจ “หยิบยก” เรื่องขึ้นมาทำเองได้ ตามที่นายศุภชัยระบุ
หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริง ย่อมข้ามเส้นจากเสรีภาพการแนะนำตัวตามมาตรา 36 เข้าสู่ความผิดตาม มาตรา 77 เรื่องการรับประโยชน์จากบุคคลภายนอก ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่สามารถปฏิเสธลอย ๆ ได้อีกต่อไป แต่มีภาระต้องนำเอกสารการลงขันและใบเสร็จรับเงินมาแสดงต่อสาธารณะและ กกต. เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เช่นกัน
7. บทสรุป: กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องไม่มีสี เสรีภาพต้องมีบรรทัดฐาน เมื่อมองจากระยะไกล คดีฮั้ว สว. อาจดูเหมือนสงครามตัวแทนระหว่าง “สีน้ำเงิน” กับ “สีส้ม” แต่ในทางกฎหมายและนิติรัฐ คำตอบควรเรียบง่ายและตรงไปตรงมา:
กติกาเปิดช่อง: ต้องยอมรับว่ากติกาการเลือก สว. 2561 เอื้อให้เกิดการจัดตั้งคะแนนได้ง่าย
มาตรฐานเดียวกัน: หากการจัดตั้งคะแนนของฝ่ายหนึ่งถูกเรียกว่า "ฮั้ว" การประสานคะแนนของอีกฝ่ายก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ (Double Standards)
ยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก: ไม่ว่าจะเป็น สว. สีใด กกต. ต้องทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และรวดเร็ว นำพยานหลักฐานเรื่องการตกลง การจ่ายเงิน การให้ประโยชน์ หรือการสั่งการ มาพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล
คดีฮั้ว สว. ไม่ควรจบลงด้วยคำถามชวนแตกแยกว่า "ส้มฮั้วหรือน้ำเงินฮั้ว?" แต่ควรจบลงด้วยหลักนิติธรรมที่ว่า "ใครทำผิดกฎหมายต้องถูกลงโทษ และใครบริสุทธิ์ต้องได้รับการปกป้อง" โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน... เพราะกฎหมายที่ดีต้องไม่มีสี และกระบวนการยุติธรรมก็ต้องไม่มีสีเช่นเดียวกัน
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 31/7/69 #เลือกสว67 #ฮั้วสว #ศุภชัยใจสมุทร #นันทนานันทวโรภาส #กกต #มาตรา41 #กฎหมายการเลือกตั้ง #การเมืองไทย #นิติรัฐนิติธรรม #สวสีน้ำเงิน #สวสีส้ม #พุ่มไม้ทางการเมือง #วัสติงสมิตร"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี