วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
546.jpg
ยิงโจรเข้าบ้าน ผิดเสมอ จริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ หลักป้องกันสิทธิผ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

ยิงโจรเข้าบ้าน ผิดเสมอ จริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ หลักป้องกันสิทธิผ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.11 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ยิงโจรเข้าบ้าน “ผิดเสมอ” จริงหรือ? ชำแหละหลักป้องกันสิทธิผ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อสังเกตของปรมาจารย์ และภาระหน้าที่ชั้นสอบสวน  "เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย แต่สิทธิในการป้องกันก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้แก้แค้น"

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการควบคุมอาวุธปืน โดยระบุในทำนองว่า หากมีคนร้ายเข้ามาในบ้านแล้วเจ้าของบ้านยิง


คนร้าย "ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น" และต่อมาได้ขยายความว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าของบ้านก็ต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในชั้นศาล 
ก่อให้เกิดความสับสนทางกฎหมายอย่างกว้างขวาง 

1.จุดเริ่มต้นต้องอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 

ในทางกฎหมายอาญา การถามเพียงว่า “โจรเข้าบ้านหรือไม่?” ไม่สามารถใช้ตัดสินได้ทันทีว่าเจ้าของบ้านยิงได้หรือไม่ได้

เพราะประมวลกฎหมายอาญาวางหลักการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ว่า “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” (มาตรา 68)

หลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ:

1)มีสิทธิที่จะป้องกัน (สิทธิของตนเองหรือผู้อื่น)

2)มีการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย

3)เป็นภยันตรายที่ “ใกล้จะถึง” 

4)จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ

5)กระทำไป “พอสมควรแก่เหตุ”

คำถามทางกฎหมายที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่ "โจรเข้าบ้านหรือไม่" แต่คือ:

• “ในขณะที่ตัดสินใจใช้กำลัง ภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองนั้นใกล้จะถึงเพียงใด?”

• “การใช้กำลังนั้นจำเป็นและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่?”

การสรุปตัดบทว่า "ยิงโจรเข้าบ้านก็ผิดอยู่ดี" จึงเป็นคำอธิบายที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมาย 

2. ฎีกา 7940/2551 — บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย และเจ้าของบ้าน "ไม่จำต้องหนี" 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2551 เป็นบรรทัดฐานที่ตรงกับข้อถกเถียงนี้อย่างยิ่ง:

• ข้อเท็จจริง: ผู้ตายถืออาวุธมีดยาวเดินเข้ามาในบ้านของจำเลย

• ดุลพินิจของศาล: การรุกล้ำเข้ามาพร้อมอาวุธมีดถือเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิป้องกันตนเอง

ศาลฎีกาวางหลักการเกี่ยวกับ “เคหสถาน” ไว้ชัดเจนว่า บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย ไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำผิดกฎหมาย และเจ้าของบ้านไม่จำต้องถูกบังคับให้หลบหนีออกจากบ้านของตนเอง 

การดำเนินคดีแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาตามสถานการณ์:

• ช่วงแรก (ชอบด้วยกฎหมาย): จำเลยยิงผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหา จำเลยจึงยิงอีก 2 นัดจนผู้ตายล้มลง ศาลเห็นว่าการยิง 3 นัดแรกเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุในภาวะเช่นนั้น

• ช่วงหลัง (เกินสมควรแก่เหตุ): หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว จำเลยเดินเข้าไปยิงซ้ำอีก 2 นัด ศาลเห็นว่าภัยหมดไปแล้ว การยิงซ้ำเป็นการเกินสมควรแก่เหตุ จึงลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 69 

3. “ไม่ต้องหนี” ไม่ได้หมายความว่า “ยิงได้ไม่จำกัด” 

การแยกแยะประเด็นนี้ให้ชัดเจนคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะ:

• สิทธิที่จะไม่หนี เป็นเรื่องหนึ่ง

• สิทธิในการป้องกัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

• ขอบเขตของการป้องกัน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ข้อสรุปสำคัญทางกฎหมายสามารถสรุปได้ว่า:

ไม่ต้องหนี ไม่ได้หมายความว่า ต้องยิง

มีสิทธิป้องกัน ไม่ได้หมายความว่า มีสิทธิฆ่า

เริ่มต้นยิงป้องกันโดยชอบ ไม่ได้หมายความว่า จะชอบด้วยกฎหมายทุกนัดหลังจากนั้น

4. ข้อสังเกตเชิงนิติศาสตร์ของ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และการชำแหละมาตรา 69  
(มาตรา69: ถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้)

ใน ฎีกา 620/2532 (ผู้ตายถือมีดทำครัวเข้ามาในห้อง จำเลยยิง 5 นัด) ศาลวินิจฉัยว่าเป็น "การกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน" ตามมาตรา 69

ทว่า ในหมายเหตุท้ายฎีกา ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย (ผู้ล่วงลับ)  ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างลึกซึ้งว่า การจำแนกตามมาตรา 69 ต้องแยกโครงสร้างทางกฎหมายให้ชัดเจนระหว่าง 2 กรณี:

• 1) การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ: ภยันตราย "ยังมีอยู่จริง" ในขณะกระทำ แต่ใช้วิธีการหรืออาวุธที่รุนแรงเกินสัดส่วน/ความจำเป็น

• 2) การป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน: ภัย "ยังมาไม่ถึง" หรือ "ได้ผ่านพ้นไปแล้ว" แต่ผู้กระทำเข้าใจว่ากำลังป้องกัน ทั้งที่ไม่มีภัยให้ป้องกันแล้ว
เมื่อนำข้อสังเกตนี้กลับมาจับกับ ฎีกา 7940/2551 (ยิงซ้ำอีก 2 นัดหลังล้มลง) คำถามเชิงนิติศาสตร์คือ:
การที่ผู้ตาย "ล้มลงนอนหงาย" เท่ากับ "ภยันตรายหมดสิ้นลงแล้ว" หรือไม่?

• หากภัยยังมีอยู่ (เช่น ล้มแล้วแต่ยังกำมีดแน่น และพยายามจะลุกขึ้นมาแทง): การยิงซ้ำจะเป็นเรื่อง "ภัยยังมี แต่ตอบโต้เกินสัดส่วน (เกินสมควรแก่เหตุ)"

• หากภัยหมดไปแล้ว (เช่น สลบ หมดสติ อาวุธหลุดมือ หมดสภาพ): การเดินเข้าไปยิงซ้ำจะกลายเป็นเรื่อง "ไม่มีภัยเหลืออยู่แล้ว แต่ยังใช้กำลังต่อ" ซึ่งโครงสร้างทางกฎหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

5. "เส้นเวลาของการป้องกัน" (Timeline of Defense) 

เพื่อความเข้าใจง่าย สิทธิในการป้องกันมิใช่สิทธิถาวร แต่เป็นสิทธิที่มี "จุดเริ่มต้น" และ "จุดสิ้นสุด" ตามสถานการณ์จริง:

1)ก่อนภัยใกล้จะถึง: ยังไม่มีสิทธิป้องกันตามมาตรา 68

2)เมื่อภัยใกล้จะถึง: สิทธิในการป้องกันเกิดขึ้นตามมาตรา 68

3)ขณะภัยกำลังเกิดขึ้น: ใช้กำลังได้เท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุ

4)เมื่อภัยลดลง: ความจำเป็นในการใช้กำลังลดลงตามสัดส่วน

5)เมื่อภัยสิ้นสุด: สิทธิในการป้องกัน "ยุติลง"

ดังนั้น “จำนวนกระสุน” ไม่ใช่หัวใจ แต่ “จังหวะของภัย” คือหัวใจ 
ยิง 1 นัดอาจผิดได้ ยิง 4 นัดอาจไม่ผิดเลย หรือยิง 3 นัดแรกชอบด้วยกฎหมาย แต่นัดที่ 4–5 กลายเป็นความผิดได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปในทุกเสี้ยววินาที

6.มิติชั้นสอบสวน: การป้องกันโดยชอบไม่จำเป็นต้องไปจบที่ศาลเสมอไป 

คำอธิบายที่ว่า "ยิงแล้วอย่างไรก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา และต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล" แม้จะมีเจตนาเตือนสติเรื่องความเสี่ยงของการใช้อาวุธปืน แต่ในทางนิติศาสตร์ ถือเป็นการข้ามขั้นตอนสำคัญและสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยนว่า ศาลคือด่านเดียวที่จะตัดสินความบริสุทธิ์ได้ 

แท้จริงแล้ว กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีการกลั่นกรองตั้งแต่ชั้นสอบสวนและอัยการ โดย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 กำหนด “ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา”

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุยิงผู้บุกรุก พนักงานสอบสวนไม่ได้มีหน้าที่แค่หาทางเอาผิด แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงรอบด้าน—ทั้งกล้องวงจรปิด บาดแผล อาวุธ ลำดับและจังหวะการยิง—ว่าขณะเกิดเหตุเป็นการป้องกันสิทธิจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและพอสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 68 หรือไม่ 

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่าเป็นการป้องกันโดยชอบ ข้อเท็จจริงย่อมถูกบันทึกในสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณา "สั่งไม่ฟ้อง" คดีย่อมยุติได้ตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้อง โดยประชาชนผู้สุจริต ไม่จำเป็นและไม่ควรต้องหลุดไปรับภาระสู้คดีในชั้นศาล 

ต้องแยกให้ชัดระหว่าง "ถูกสอบสวน" กับ "เป็นผู้ผิด" และ "เข้าสู่กระบวนการ" กับ "ต้องขึ้นศาล" หลักที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ "ยิงโจรแล้วต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาล" แต่คือ "ยิงโจรแล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรมตั้งแต่ชั้นสอบสวน" เพื่อให้คดีที่ไม่ควรไปถึงศาล ได้ยุติลงตั้งแต่ชั้นสอบสวนอย่างแท้จริง 

ตัวอย่างคดีที่สั่งไม่ฟ้องในชั้นสอบสวนและอัยการ ทั้งในและต่างประเทศ:

• คดีร้านทองเมืองตาก (ไทย, 2565): เจ้าของร้านทองใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้กลุ่มคนร้ายที่บุกปล้นร้านและใช้อาวุธปืนยิงใส่ตนก่อน จนคนร้ายเสียชีวิต พนักงานสอบสวนและอธิบดีอัยการภาค 6 มีคำสั่ง "ไม่ฟ้อง" เนื่องจากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่าเป็นการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 68 ป.อ. คดีย่อมยุติลงตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้อง โดยเจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องหลุดไปสู้คดีในชั้นศาล 

• คดี Sarah McKinley (สหรัฐฯ, 2012): หญิงสาวใช้อาวุธปืนลูกซองยิงคนร้ายที่พยายามพังประตูบุกรุกเข้ามาในบ้านพร้อมอาวุธมีดยามวิกาลจนเสียชีวิต อัยการเขต (District Attorney) พิจารณาเทปบันทึกเสียง 911 และจุดเกิดเหตุ แล้วมีคำสั่ง "ไม่ตั้งข้อหา" ทันทีตามหลัก Castle Doctrine โดยเห็นว่าเป็นสิทธิป้องกันตนเองในเคหสถานโดยชอบ ไม่ต้องส่งตัวขึ้นศาล 

• คดี Richard Osborn-Brooks (อังกฤษ, 2018): ชายชราวัย 78 ปี ใช้อาวุธมีดทำครัวต่อสู้ป้องกันตัวจากผู้บุกรุกที่มีขู่ใช้อาวุธจนคนร้ายเสียชีวิต สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักร (CPS) ตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้วมีคำสั่ง "ปล่อยตัวโดยไม่ตั้งข้อหา" เพราะเป็นการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นในภาวะคับขันตามกฎหมาย 

ทั้งหมดนี้คือหลักประกันทางกฎหมายที่ยืนยันตรงกันว่า ชั้นสอบสวนและอัยการคือ "ด่านกลั่นกรองความจริง" ที่มีหน้าที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้สุจริตซึ่งกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ต้องแบกรับภาระสู้คดีในชั้นศาลโดยไม่จำเป็น ✨

ดังนั้น คำพูดของคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ที่ขัดกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวมานี้ เช่น ยิงโจรเข้าบ้าน ผิดหรือไม่ผิดเสมอ หรือแม้จะเข้าข่ายป้องกันสิทธิ ก็ต้องไปขึ้นศาล ล้วนเป็นคำพูดที่ห่างไกลจากหลักกฎหมายยิ่งนัก

7. บทสรุป: “บ้านไม่ใช่เขตปลอดกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่เขตที่เจ้าของบ้านหมดสิทธิ” 

จากการวิเคราะห์ทั้งหมด ข้อสรุปทางกฎหมายที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายคือ:

คนร้ายบุกรุกบ้าน ไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านมีใบอนุญาตให้ฆ่าหรือแก้แค้นตามใจชอบ

คนร้ายบุกรุกบ้าน ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านหมดสิทธิป้องกันตัว จนต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอไป

 ถ้อยคำที่ว่า "ยิงโจรเข้าบ้านก็ผิดอยู่ดี และต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล" เป็นการอธิบายที่ตัดรอนสิทธิป้องกันตัวตาม ป.อ. มาตรา 68 และข้ามขั้นตอนการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ในชั้นสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131

ส่วนการโต้ตอบว่า "โจรเข้าบ้านยิงได้เลย" ก็รัดกุมไม่เพียงพอเช่นกัน เพราะหากยิงโดยภัยยังไม่ใกล้จะถึง หรือยิงซ้ำขณะภัยหมดไปแล้ว ก็ยังมีความผิดตามกฎหมาย เพียงแต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ และถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 69

หลักกฎหมายที่แท้จริงอยู่ตรงกลาง — ระหว่างสิทธิของผู้สุจริตที่จะปกป้องชีวิตและเคหสถานของตน โดยมีกระบวนการสอบสวนทำหน้าที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์เพื่อคุ้มครองสิทธิ กับหน้าที่ของกฎหมายที่ไม่ยินยอมให้การป้องกันสิทธิกลายเป็นการลงโทษหรือแก้แค้น ครับ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top