533.jpg
พระราชทานทุนสร้างชีวิต เอ็ดดี้ เปิดทุน ม.ท.ศ. พระมหากรุณาธิคุณที่เปลี่ยน คนรับ ให้เป็น ผู้สร้าง ประโยชน์แก่แผ่นดิน

พระราชทานทุนสร้างชีวิต เอ็ดดี้ เปิดทุน ม.ท.ศ. พระมหากรุณาธิคุณที่เปลี่ยน คนรับ ให้เป็น ผู้สร้าง ประโยชน์แก่แผ่นดิน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เกี่ยวกับทุน ม.ท.ศ. ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ไปถึงคนซึ่งสังคมมองไม่เห็น โดยมีข้อความว่า"“ทุน ม.ท.ศ.” ไม่ใช่เพียงให้ทุนเรียน แต่สร้างเส้นทางชีวิตทั้งระบบ บทความชุด “พระราชกรณียกิจที่ไปถึงคนซึ่งสังคมมองไม่เห็น” ตอนที่ 2 #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

______________________________________________


พระองค์ไม่ได้เพียงพระราชทานทุน แต่ทรงเปิดทางให้เด็กสร้างอนาคต จากเด็กที่เกือบไม่มีโอกาสเรียนต่อ สู่กำลังของบ้านเกิดเรื่องราวของทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ที่คนไทยยังรู้จักไม่มากพอ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เริ่มขึ้นในห้องสอบ และไม่ได้เกิดจากความสามารถของเด็กเพียงอย่างเดียว เด็กสองคนอาจมีสติปัญญาใกล้เคียงกัน ขยันไม่ต่างกัน และมีความฝันไม่เล็กไปกว่ากัน แต่คนหนึ่งมีครอบครัวคอยสนับสนุน ขณะที่อีกคนต้องกังวลว่า เมื่อจบมัธยมต้นแล้วจะมีเงินเรียนต่อหรือไม่ บางคนไม่ได้แพ้เพราะเรียนไม่เก่ง แต่แพ้ตั้งแต่ยังไม่มีโอกาสลงสนาม บางคนต้องเลิกเรียนทั้งที่มีความสามารถ เพราะครอบครัวไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายได้ บางคนต้องเลือกสาขาที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แทนสาขาที่ตรงกับความถนัด และบางคนต้องออกไปทำงานก่อนที่ศักยภาพของตนเองจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ นี่คือเหตุผลที่ “ทุนการศึกษา” อาจมีความหมายมากกว่าเงินสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียน เพราะสำหรับเด็กคนหนึ่ง ทุนอาจหมายถึงประตูที่เปิดออก ก่อนที่ข้อจำกัดทางฐานะจะปิดเส้นทางชีวิตของเขาลงอย่างถาวร โครงการทุนการศึกษาพระราชทาน รัชกาลที่ 10 หรือ ทุน ม.ท.ศ. คือ มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งมอบโอกาสให้เด็กเรียนดี ยากจน ต่อเนื่องจนจบปริญญาตรีโดยไม่มีภาระผูกพันต้องใช้ทุนคืน

เอ็ดดี้

เมื่อปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษา โดยนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินที่มีผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้สร้างโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคงแก่เยาวชนไทยผู้ประพฤติดีและมีความสามารถ ให้ได้ศึกษาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนสำเร็จปริญญาตรีตามความสามารถของแต่ละคน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จึงมีการจัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” หรือ ม.ท.ศ. เพื่อทำให้การดำเนินงานมีระบบและมีความต่อเนื่องในระยะยาว สิ่งที่คนทั่วไปอาจยังไม่ทราบคือ ทุน ม.ท.ศ. ไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงการมอบเงินให้เด็กคนหนึ่ง แล้วปล่อยให้เขาเดินต่อไปตามลำพัง แต่เป็นการสร้างเส้นทางชีวิตทั้งระบบมีกลไกคณะกรรมการในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ค้นหา คัดเลือก และกลั่นกรองเยาวชนจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ หลังจากได้รับทุนแล้ว ยังมีระบบติดตามดูแลตลอดระยะเวลาการศึกษา ตั้งแต่ผลการเรียน การดำรงตน การพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ไปจนถึงการติดตามการทำงานและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมภายหลังสำเร็จการศึกษา

ดังนั้น คำว่า “พระราชทานทุน” จึงอธิบายโครงการนี้ได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้มีเฉพาะเงินทุน แต่มีทั้งคนดูแล ระบบติดตาม กระบวนการพัฒนา และเครือข่ายที่ประคับประคองเด็กคนหนึ่งจากช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายไปจนถึงวันที่สามารถประกอบอาชีพและยืนอยู่ได้ด้วยตนเองการคัดเลือกนักเรียนทุนก็ไม่ได้พิจารณาจากความยากจนเพียงอย่างเดียว เพราะความขาดแคลนทางฐานะโดยลำพังไม่ได้รับประกันว่า ผู้รับทุนจะสามารถใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หลักเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกรุ่นที่ 17 กำหนดองค์ประกอบสำคัญสามด้าน ได้แก่ ผลการเรียนที่ดี ความประพฤติที่ดี และความพร้อมที่จะเข้ารับการฝึกและพัฒนาศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับทั้งสามด้านอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนฐานะทางครอบครัวใช้เป็นเงื่อนไขสนับสนุนในการพิจารณาเปรียบเทียบนี่ทำให้ทุน ม.ท.ศ. แตกต่างจากการสงเคราะห์เฉพาะหน้า เพราะจุดหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็ก “ผ่านพ้นความลำบากไปหนึ่งปี” แต่อยู่ที่การทำให้เขามีความรู้ ความสามารถ วินัย และความรับผิดชอบเพียงพอที่จะดูแลตนเอง ครอบครัว และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ในระยะยาวในเชิงนโยบายสาธารณะ นี่คือการลงทุนใน “การเคลื่อนย้ายทางสังคม” การเคลื่อนย้ายทางสังคม หมายถึงการทำให้คนคนหนึ่งไม่ต้องถูกกำหนดอนาคตไว้ล่วงหน้าด้วยฐานะของครอบครัวหรือสถานที่ที่เขาเกิดลูกของครอบครัวที่มีรายได้น้อยไม่จำเป็นต้องมีโอกาสทางชีวิตน้อยตามไปด้วย เด็กจากอำเภอห่างไกลไม่ควรถูกจำกัดให้เลือกได้เฉพาะอาชีพที่มีอยู่ใกล้บ้าน และเด็กที่พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน ไม่ควรถูกตัดสินว่าไม่มีวันเติบโตเป็นแพทย์ วิศวกร ครู นักวิชาชีพ หรือข้าราชการที่มีคุณภาพได้ ทุนไม่ได้ทำให้ทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ช่วยไม่ให้ความแตกต่างของจุดเริ่มต้นกลายเป็นคำพิพากษาตลอดชีวิต

ข้อมูลถึงปี 2567 ระบุว่า โครงการมีนักเรียนผู้ได้รับทุนจากทั่วประเทศแล้ว 16 รุ่น รวม 2,564 คน และมีการจัดสรรเงินทุนพระราชทานสะสมกว่า 894 ล้านบาท ส่วนข้อมูลเมื่อปลายปี 2568 ระบุว่า มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว 1,222 คน โดยร้อยละ 89 มีงานทำทั้งในภาครัฐและเอกชน และร้อยละ 67 กลับไปทำงานในภูมิภาคหรือภูมิลำเนาของตนเองตัวเลขหลังสุดมีความหมายมากกว่าเรื่องการมีงานทำ เพราะการที่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากกลับไปทำงานในภูมิภาค หมายความว่า ความรู้และโอกาสที่เด็กได้รับไม่ได้ไหลรวมเข้าสู่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังโรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานราชการ ธุรกิจ และชุมชนในพื้นที่ซึ่งเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้นมา เด็กคนหนึ่งได้รับทุนไปเรียนแพทย์ ประโยชน์ไม่ได้จบลงที่การมีแพทย์เพิ่มขึ้นหนึ่งคน แต่อาจหมายถึงประชาชนในจังหวัดหนึ่งเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นเด็กคนหนึ่งเรียนจบครูแล้วกลับไปสอนในบ้านเกิด ผลของทุนไม่ได้อยู่เพียงที่ชีวิตของครูคนนั้น แต่อยู่ในเด็กอีกหลายรุ่นที่จะได้รับความรู้จากเขา เมื่อคนหนึ่งได้รับโอกาสแล้วนำความรู้กลับไปพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ทุนการศึกษาจึงไม่ได้สร้างเพียงบัณฑิตหนึ่งคน แต่สามารถสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านคนคนนั้นได้เส้นทางของทุนยังไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับปริญญาตรีเสมอไป เมื่อปลายปี 2568 มีนักเรียนทุนที่สำเร็จการศึกษาและเข้ารับราชการได้รับการคัดเลือกให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโททั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการพระราชทานทุนระดับปริญญาเอกเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดทางให้ผู้มีความสามารถ พัฒนาตนเองไปได้ไกลยิ่งขึ้นตรงนี้ยิ่งทำให้เห็นว่า แนวคิดของโครงการไม่ได้อยู่ที่การพาเด็กให้ “เรียนจบสักใบหนึ่ง” แต่เป็นการวางเส้นทางให้ผู้ที่มีศักยภาพสามารถเติบโตต่อไป และกลับมาทำหน้าที่ในระดับที่สร้างประโยชน์แก่ประเทศได้มากขึ้น
แน่นอนว่า ทุนจำนวนหลักพันไม่อาจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กทั้งประเทศได้เพียงลำพัง

เอ็ดดี้

การพัฒนาการศึกษายังต้องอาศัยโรงเรียนที่มีคุณภาพ ครูที่เพียงพอ ระบบแนะแนว การเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนนโยบายที่ทำให้ครอบครัวไม่ต้องเลือกระหว่างการส่งลูกเรียนกับการหารายได้เพื่อความอยู่รอด แต่คุณค่าของทุน ม.ท.ศ. อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า การให้โอกาสทางการศึกษาที่มีประสิทธิผล ไม่ควรจบลงด้วยการส่งเงินให้ผู้รับทุนเท่านั้นต้องมีการค้นหาเด็กที่มีศักยภาพ มีการกลั่นกรองอย่างเป็นระบบ มีผู้ติดตามดูแล มีการฝึกทักษะนอกห้องเรียน และมีการเชื่อมความสำเร็จของผู้รับทุนกลับไปสู่ประโยชน์ของส่วนรวมนี่คือความแตกต่างระหว่าง “การแจกทุน” กับ “การสร้างคน” การแจกทุนอาจช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาหนึ่ง แต่การสร้างคนต้องมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเด็ก เส้นทางระหว่างเรียน การพัฒนาความคิดและความรับผิดชอบ ไปจนถึงบทบาทที่เขาจะกลับมามีต่อสังคมหลังสำเร็จการศึกษาคำว่า “พระองค์ไม่ได้เพียงพระราชทานทุน แต่พระราชทานอนาคต” จึงไม่ได้หมายความว่า ความสำเร็จถูกมอบให้แก่เด็กโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร
ไม่มีใครสามารถพระราชทานความขยัน ความอดทน หรือความสำเร็จแทนเด็กคนหนึ่งได้

สิ่งที่พระราชทานคือโอกาส เครื่องมือ และเส้นทาง ซึ่งช่วยให้เด็กที่มีความสามารถแต่มีข้อจำกัด ได้ใช้ความเพียรของตนเองสร้างอนาคตขึ้นมาและบางที การให้เกียรติศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่งอย่างแท้จริง ก็ไม่ใช่การทำให้เขาต้องรอรับความช่วยเหลือไปตลอดชีวิต แต่คือการมอบโอกาสให้เขาสามารถยืนขึ้น ดูแลตนเอง ดูแลครอบครัว และกลายเป็นผู้มอบโอกาสให้แก่คนอื่นต่อไป พระราชกรณียกิจนี้จึงไม่ได้ไปถึงเพียงเด็กที่ขาดทุนทรัพย์ แต่ไปถึงศักยภาพที่อาจถูกความยากจนบดบัง ไปถึงความฝันที่เกือบต้องยุติลงกลางทาง และไปถึงชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศซึ่งวันหนึ่งจะได้รับประโยชน์จากเด็กเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาส ประเทศไม่ได้เพียงมีผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้นหนึ่งคน แต่อาจได้ครูหนึ่งคน แพทย์หนึ่งคน วิศวกรหนึ่งคน ข้าราชการที่ดีหนึ่งคน หรือประชาชนที่พร้อมใช้ความรู้ตอบแทนบ้านเกิดของตนเอง นี่คือการพระราชทานที่ไม่ได้จบลงในวันที่รับทุน แต่ดำเนินต่อไปตลอดเส้นทางชีวิตของผู้ได้รับโอกาส และส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกหลายคนในสังคม"

เอ็ดดี้

หลังจากที่โพสต์ของ นายอัษฎางค์ ยมนาค ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและแชร์เนื้อหาดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก เช่น

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"

"ขอทรงพะเจริญยิ่งยืนนานเพคะ"

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน"

"ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานสาธุ"

"ดิฉันก็เพิ่งทราบว่ามีทุนนี้อยู่ในประเทศไทยด้วย ทั้งๆที่พระองค์ท่านพระราชทานมาตั้งแต่ปี 2,552 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปิดทองหลังพระจริงๆ พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงรักประชาชนของพระองค์ท่านจริงๆ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน "

"สาธุ ทรงพระเจริญ"

"ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"

"ทรงพระเจริญ"

"ทรงพระเจริญค่ะ"

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top