วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เมื่อ 8 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “สยามเมืองยิ้มกำลังถูกอะไรกลบ?”
โดยข้อความระบุว่า “สยามเมืองยิ้มกำลังถูกอะไรกลบ?”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ผมประเมินว่า “สยามเมืองยิ้ม” ถูกกระแทกด้านภาพลักษณ์ค่อนข้างแรงในช่วงสั้น ๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ภาพประเทศไทยในสายตาชาวโลก “พัง” หรือกลายเป็นประเทศอันตรายไปแล้ว
สิ่งที่น่ากังวลกว่าข่าวร้ายแต่ละข่าว คือมันกำลังเกิด “การต่อเรื่อง” ในสื่อต่างประเทศ
เหตุฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซียและการพบศพครอบครัวไทยอีก 3 คนถูกนำเสนอในสื่อฮ่องกง มาเลเซีย และสื่อภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นว่าผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับการฆ่าถึง 5 คน และเหตุเกิดในชลบุรี–พัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก นายกฯ อนุทินเองยอมรับต่อสาธารณะว่าคดีนี้กระทบชื่อเสียงประเทศไทยและความเชื่อมั่นในพัทยา พร้อมกล่าวขอโทษชาวรัสเซียและสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
พอมาถึงวันนี้ เหตุยิงที่โรงเรียนทำให้ภาพยิ่งหนักขึ้น เพราะ Reuters ไม่ได้รายงานเพียงว่า “เกิดเหตุยิงในโรงเรียน” แต่จัดเรื่องนี้เข้าไปในบริบทของ “เหตุยิงรุนแรงที่เกิดซ้ำในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา” โดยย้อนไปถึงโคราชปี 2020, หนองบัวลำภูปี 2022, สยามพารากอนปี 2023 และเหตุอื่น ๆ พร้อมชี้ว่าไทยมีปืนในมือพลเรือนในอัตราสูงที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามข้อมูล Small Arms Survey ที่ Reuters ใช้อ้างอิง
The Guardian ใช้กรอบที่แรงขึ้นอีกขั้นว่าเหตุครั้งนี้ “สะเทือนประเทศที่กำลังดิ้นรนรับมือกับความรุนแรงจากอาวุธปืน” และพูดถึงระดับการครอบครองปืนของไทย ขณะที่ AP ส่งเรื่องนี้ออกไปทั่วโลกด้วยหัวเรื่องนักเรียนยิงคนที่โรงเรียนและที่บ้านรวมอย่างน้อย 7 ศพ
ตรงนี้คือจุดที่ผมว่าอันตรายต่อภาพลักษณ์ที่สุด
ข่าวต่างประเทศเริ่มไม่ได้เห็นว่า
“Thailand had a terrible incident.”
แต่เริ่มสร้าง narrative ว่า
“Thailand has a gun-violence problem.”
สองประโยคนี้ต่างกันมากครับ
เหตุการณ์ครั้งเดียวถูกมองเป็นโศกนาฏกรรม แต่เมื่อสำนักข่าวระดับ Reuters สามารถเขียน chronology ของเหตุยิงในไทยย้อนหลังหลายปีต่อท้ายข่าววันนี้ได้ทันที เหตุใหม่จะถูกตีความผ่านเหตุเก่าทันที และสยามพารากอนก็ถูกดึงกลับมาอยู่ในความทรงจำของผู้ชมต่างประเทศอีกครั้ง
ถ้ามองในเชิง “Country Brand” ผมจะแยกผลกระทบของคำว่า Land of Smiles ออกเป็นสามชั้น
* ภาพ “คนไทยเป็นมิตรและมีน้ำใจ” ยังไม่ได้ถูกทำลายโดยตรง เพราะไม่มีหลักฐานว่าชาวต่างชาติเริ่มมองคนไทยโดยรวมว่าโหดร้ายหรือเป็นภัย
* ภาพ “ประเทศไทยเที่ยวสบาย ผ่อนคลาย ไม่ต้องกังวลมาก” ถูกกระทบชัดขึ้น โดยเฉพาะคดีรัสเซีย เพราะเหยื่อเป็นชาวต่างชาติและเกิดใกล้พัทยา
* ภาพ “ประเทศไทยค่อนข้างปลอดภัย” ถูกกระทบหนักที่สุด เพราะเหตุโรงเรียนทำให้คำถามเปลี่ยนจากอาชญากรรมเฉพาะรายไปสู่เรื่องปืน ความปลอดภัยสาธารณะ และความสามารถของระบบในการป้องกันเหตุรุนแรง
และปฏิกิริยาของชาวต่างชาติที่ผมหาได้ก็สะท้อนความแตกแยกนี้ค่อนข้างดี
ในชุมชนชาวต่างชาติหลังคดีรัสเซีย มีคนตั้งคำถามตรง ๆ ว่า “ชื่อเสียงของไทยในฐานะประเทศปลอดภัยเป็นความจริงหรือเป็นการตลาด?”
แต่หลายคนที่อาศัยในไทยมานานกลับโต้ว่า จากประสบการณ์ของตน ไทยยังรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าหลายเมืองในตะวันตก กล่าวคือ คดีนี้ทำให้คน “ตั้งคำถาม” แต่ยังไม่ได้ทำให้ฉันทามติเปลี่ยนเป็น “Thailand is dangerous.”
น่าสนใจกว่านั้นคือ มีชาวรัสเซียที่อาศัยในไทยมาสามปีให้ความเห็นหลังพิธีไว้อาลัยสองพี่น้องว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนความเห็นว่าไทยโดยรวมยังปลอดภัย แต่ยอมรับว่าชาวรัสเซียบางส่วนที่ติดตามคดีกำลังมองไทยว่าอันตรายขึ้น และตัวเขาเองก็จะระมัดระวังมากขึ้น นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของคำว่า “ความเชื่อมั่นลดลง แต่ยังไม่พัง”
ส่วนเหตุโรงเรียนวันนี้ ปฏิกิริยาในชุมชนชาวต่างชาติเริ่มโยงไปถึง “gun control” โดยตรง มีคนตั้งคำถามว่าทำไมหลังเหตุสยามพารากอนแล้วปัญหายังเกิดซ้ำ และมีความเห็นทำนองว่าไม่คาดคิดว่าจะเห็น school shooting ลักษณะนี้นอกสหรัฐฯ คอมเมนต์เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างจากโซเชียล ไม่ใช่ผลสำรวจความคิดเห็น แต่มีประโยชน์ในการดูว่า narrative กำลังก่อตัวไปทางไหน
อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงอีกด้านที่สำคัญมากเพื่อไม่ให้เราพูดเกินจริงว่า “โลกมองไทยเป็นประเทศอันตรายแล้ว”
ณ วันที่ 7 สิงหาคม สหรัฐฯ ยังจัดประเทศไทยระดับ 1 “Exercise Normal Precautions” และระบุว่าไทยโดยทั่วไปเป็นจุดหมายที่ปลอดภัย โดยเตือนเพิ่มเฉพาะบางพื้นที่ เช่น ชายแดนและจังหวัดชายแดนใต้ อังกฤษก็ยังไม่ได้เปลี่ยนคำแนะนำเนื่องจากเหตุสองคดีนี้ โดยหน้าคำแนะนำที่ current ณ 7 สิงหาคมยังอัปเดตล่าสุดเมื่อ 30 มิถุนายน และข้อจำกัดหลักอยู่ที่ชายแดนใต้และชายแดนกัมพูชา
ออสเตรเลียต่างออกไป คือ Smartraveller แนะนำ “Exercise a high degree of caution” สำหรับไทยโดยรวมอยู่แล้ว และในหัวข้อความปลอดภัยระบุชัดว่า gun-related violence สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมยกสยามพารากอน 2023 และหนองบัวลำภู 2022 เป็นตัวอย่าง แต่ข้อมูลปัจจุบันของเว็บไซต์ยังอัปเดตล่าสุดตั้งแต่ 3 มิถุนายน จึงไม่ควรบอกว่าระดับคำเตือนนี้เกิดจากเหตุวันนี้
ดังนั้นถ้าถามว่า “เสียหายมากแค่ไหน” ผมให้ภาพประมาณนี้:
“ในระดับข่าวและ perception” = กระทบแรง
“ในระดับภาพความปลอดภัยของประเทศ” = น่ากังวลและกำลังสะสม
“ในระดับนักท่องเที่ยวหยุดเดินทางหรือยกเลิกทริป” = ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอให้สรุป
“ในระดับทำลายแบรนด์ Land of Smiles ระยะยาว” = ยังไม่ถึงจุดนั้น
สิ่งที่ผมกังวลจริง ๆ จึงไม่ใช่การที่ต่างชาติจะพูดว่า “คนไทยไม่ยิ้มแล้ว”
แต่คือคำว่า “Land of Smiles” จะถูกเติมประโยคใหม่ไว้ข้างหลังว่า
“Beautiful, friendly — but watch your safety.”
ถ้าข่าวแบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะและแต่ละครั้งถูกสื่อต่างประเทศนำกลับไปเชื่อมกับโคราช หนองบัวลำภู สยามพารากอน และปัญหาปืนเหมือนที่ Reuters ทำในวันนี้ ภาพจำ “ความรุนแรงเป็นเหตุผิดปกติ” อาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “ความรุนแรงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย”
นั่นจะสร้างความเสียหายต่อ “สยามเมืองยิ้ม” มากกว่าข่าวสะเทือนขวัญหนึ่งคดีเสียอีกครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี