วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569
6 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภาพหนึ่งมุมของบังเกอร์ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของแนวรบ อย่าใช้คำว่า “ห่วงทหาร” เป็นใบอนุญาตทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพ #อัษฎางค์ยมนาค| #อ่านเกมอำนาจ
______________________________________________
ภาพถ่ายเพียงชุดเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีการทุจริตหรือก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน หากยังไม่ทราบว่าภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อใด เป็นสภาพระหว่างก่อสร้างหรือสภาพหลังส่งมอบ และบังเกอร์นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภัยคุกคามระดับใด
คำถามที่สำคัญกว่าคือ ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบกำลังตรวจสอบเพื่อค้นหาความจริง หรือกำลังสื่อสารเพื่อให้สังคมตัดสินไปก่อนที่ความจริงจะได้รับการตรวจสอบ
การยื่นเรื่องให้กรรมาธิการตรวจสอบเป็นสิ่งที่ทำได้ และสมควรทำอย่างยิ่ง หากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของทหารหรือการใช้เงินงบประมาณ
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ ขณะที่เอกสารต้นทางยังไม่ได้รับการตรวจสอบ หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้เข้าชี้แจง และยังไม่มีผลตรวจสอบทางวิศวกรรม กลับมีการนำภาพเพียงบางส่วนออกสู่สาธารณะ พร้อมถ้อยคำในลักษณะว่า “ส่อทุจริต” และถึงขั้นพูดติดตลกว่า เพียงแค่จามบังเกอร์ก็อาจถล่มได้
นี่ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถาม แต่เป็นการวางกรอบให้สังคมเกิดภาพจำไปแล้วว่า กองทัพสร้างบังเกอร์ไม่ได้มาตรฐาน ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า และอาจมีการทุจริต ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่ทันเริ่มต้นอย่างครบถ้วน
ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการการทหารไม่ใช่เพียงเวทีสำหรับนำภาพมาประกอบคำกล่าวหา แต่เป็นกลไกที่มีอำนาจเรียกเอกสาร เรียกหน่วยงานเข้าชี้แจง ลงพื้นที่ตรวจสอบ และรับฟังผู้เชี่ยวชาญ ก่อนสรุปข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ
การอ้างว่าห่วงใยทหารแนวหน้า จึงต้องพิสูจน์ด้วยกระบวนการตรวจสอบที่รอบคอบ ไม่ใช่สร้างกระแสให้สังคมลงโทษกองทัพไปก่อน แล้วค่อยตามหาหลักฐานมารองรับในภายหลัง
ตรวจสอบกองทัพได้เต็มที่ แต่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใช้ภาพเพียงมุมเดียวสร้างข้อสรุปทั้งระบบ
เพราะในพื้นที่การเมือง ภาพหนึ่งภาพอาจใช้สร้างคะแนนนิยมได้ทันที แต่ในพื้นที่แนวรบ การเปิดเผยข้อมูลโดยขาดบริบทอาจทำลายทั้งความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจ และความปลอดภัยของผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง
______________________________________________
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนนำภาพบังเกอร์ในพื้นที่จังหวัดตราดเผยแพร่ต่อสาธารณะว่า การตรวจสอบความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของทหารแนวหน้าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก่อนนำข้อมูลออกเผยแพร่ ควรสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ครบถ้วนเสียก่อน โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งในกลไกของรัฐสภา ซึ่งสามารถประสานขอข้อมูลผ่านช่องทางราชการได้โดยตรง
กองทัพบกเห็นว่า การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนโดยยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่การตำหนิบุคคลหรือหน่วยงานอย่างรุนแรง จากกระแสที่เกิดขึ้น มีประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่ากองทัพได้รับงบประมาณมาเพื่อสร้างบังเกอร์โดยเฉพาะ แต่กลับก่อสร้างสิ่งที่ไม่ได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม กองทัพบกชี้แจงว่า บังเกอร์ชั่วคราวที่ปรากฏในภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับปรุงที่ตั้งทางยุทธวิธีในพื้นที่แนวรบจังหวัดตราด ก่อนเกิดการปะทะรอบที่สอง โดยงานดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะบังเกอร์หรือหลุมบุคคล แต่ครอบคลุมทั้งเครื่องกีดขวาง ศูนย์สื่อสาร พื้นที่ดำรงชีพ ห้องครัว ห้องน้ำ และองค์ประกอบอื่นที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของกำลังพลในสนามรบ
งบประมาณที่ได้รับจึงไม่ได้เสนอขอมาเพื่อสร้างบังเกอร์เป็นการเฉพาะตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจ แต่เป็นงบประมาณสำหรับปรับปรุงองค์ประกอบของที่ตั้งทางยุทธวิธีโดยรวม
การดำเนินงานในขณะนั้นต้องทำอย่างเร่งด่วนภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อให้หน่วยมีความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้จะประเมินว่าการใช้อาวุธในพื้นที่จังหวัดตราดอาจไม่รุนแรงเท่าพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 แต่กองกำลังในทุกพื้นที่ยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวย
สาระสำคัญของคำชี้แจงจึงไม่ใช่การปฏิเสธสิทธิของฝ่ายการเมืองในการตรวจสอบกองทัพ แต่เป็นการทักท้วงว่า การตรวจสอบที่รับผิดชอบควรเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน เพราะหากตั้งคำถามต่อสาธารณะจากภาพเพียงส่วนเดียว ความห่วงใยต่อทหารอาจกลับกลายเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อผู้ปฏิบัติงานเสียเอง
ทั้งนี้ ล่าสุด นายอัษฎางค์ โพสต์ข้อความอีกว่า ตรวจสอบกองทัพ หรือ เปิดจุดอ่อนให้ข้าศึกรู้?
ประวัติศาสตร์เสียกรุงเตือนเราว่า ข้าศึกภายนอกน่ากลัว แต่คนในที่เปิดทางให้ข้าศึกรู้จุดอ่อนของบ้านเมือง อาจอันตรายยิ่งกว่า และครั้งหนึ่งถึงขั้นมีขุนนางเป็นไส้ศึกเปิดทางให้ข้าศึก #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
”สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของกรรมาธิการ” ไม่เท่ากับ “สิทธิในการนำข้อมูลทั้งหมดออกแถลงต่อสาธารณะ“
กรณีบังเกอร์ชายแดนจังหวัดตราด ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า สิ่งก่อสร้างได้มาตรฐานหรือใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าหรือไม่ แต่ยังมีคำถามอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันว่า การตรวจสอบของฝ่ายการเมืองควรดำเนินไปถึงจุดใด จึงจะไม่กลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลทางยุทธวิธีต่อสาธารณะในระหว่างที่สถานการณ์ชายแดนยังมีความเปราะบาง
กรรมาธิการการทหารย่อมมีสิทธิตรวจสอบงบประมาณ เรียกเอกสาร เชิญผู้บังคับบัญชามาชี้แจง และลงพื้นที่เพื่อดูว่าสิ่งก่อสร้างมีความปลอดภัยต่อกำลังพลจริงหรือไม่ อำนาจเรียกเอกสารและบุคคลมาชี้แจงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง
แต่สิทธิในการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดทุกอย่างที่ได้รับจากพื้นที่แนวรบจะสามารถนำออกมาแถลงต่อสาธารณะได้ทั้งหมด
ที่ตั้งของหน่วย รูปแบบที่กำบัง ระดับความแข็งแรง จุดอ่อนของสิ่งก่อสร้าง เส้นทางเข้าออก จำนวนที่ตั้ง ระบบสื่อสาร ตลอดจนสภาพภูมิประเทศโดยรอบ ล้วนสามารถถูกนำมาประกอบกันจนกลายเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าทางการทหารได้
ฝ่ายตรงข้ามอาจไม่จำเป็นต้องได้แผนที่ลับทั้งฉบับ เพราะเพียงภาพถ่าย คำบรรยาย พิกัดโดยประมาณ ลักษณะภูมิประเทศ และคำอธิบายจุดอ่อนของที่มั่น เมื่อถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ก็อาจช่วยให้ประเมินเป้าหมายและวางแผนโจมตีได้แม่นยำขึ้น
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า กรรมาธิการควรตรวจสอบกองทัพหรือไม่ แต่คือข้อมูลใดควรตรวจสอบในห้องประชุมปิด ข้อมูลใดควรจำกัดผู้เข้าถึง และข้อมูลใดสามารถเปิดเผยต่อประชาชนได้โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของทหารในพื้นที่
ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การตรวจสอบโดยผู้แทนประชาชน” กับ “การเปิดเผยรายละเอียดทางยุทธการต่อสาธารณะ”
ที่ตั้งทางทหารในสนาม และระดับการป้องกัน เป็นความลับทางทหาร ผู้ใดเปิดเผยมีโทษหนัก
กฎหมายอาญามาตรา 122–124 ก็กำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือข้าศึก การได้มาซึ่งความลับ และการทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับเพื่อความปลอดภัยของประเทศไว้ด้วยโทษที่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อการกระทำนั้นทำให้ข้าศึกได้เปรียบหรือเป็นประโยชน์ต่อรัฐต่างประเทศ
ฝ่ายการเมืองต้องไม่ใช้คำว่า “ตรวจสอบ” เป็นใบอนุญาตนำรายละเอียดของแนวรบออกสร้างกระแสทางการเมือง
เพราะในสนามการเมือง ภาพบังเกอร์อาจใช้สร้างคะแนนนิยมได้ภายในหนึ่งวัน
แต่ในสนามรบ ข้อมูลเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นจุดที่ทหารของเราใช้ป้องกันชีวิตของตนเอง
ตรวจสอบได้ แต่อย่าเปิดแนวรบให้ข้าศึก
อย่าลืมว่า ม.122 - 124 มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์การรบ ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ในสภาวะดังกล่าว ผู้ใดเปิดเผยทางสื่อสาธารณะมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
ถ้ามีประชาชนไทยคนใดเดินไปกล่าวโทษสถานีตำรวจ ความเดือดร้อนจะมาเยือน
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี