วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 1 กรกฏาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "ผมมีทุกอย่างขนาดนี้ ผมไม่มีสิทธิ์เศร้า คนอื่นลำบากกว่าผมตั้งเยอะ ผมมันอ่อนแอเองที่เป็นแบบนี้"
ผมจับมือเขาแล้วบอกว่า สิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ใช่ความผิดของเขาเลย มันคือโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคของสมองที่แท้จริง และมันรักษาได้!
บทที่ 12
โรคซึมเศร้า: โรคของสมอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
"ทุกคนบอกให้ฉันเข้มแข็ง ให้คิดบวก ให้มองโลกในแง่ดี ราวกับว่าฉันเลือกที่จะเศร้าได้ ถ้าฉันเลือกได้ ฉันคงเลือกหายจากมันไปนานแล้ว" ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยยี่สิบเก้าปี ชายที่มีทุกอย่าง แต่ไม่มีความสุข
ผมขออนุญาตเล่าเรื่องคนไข้ชายคนหนึ่ง เพราะเรื่องของเขาอาจช่วยให้ใครหลายคนเข้าใจโรคนี้มากขึ้น เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อายุสี่สิบต้นๆ มีกิจการของตัวเอง มีบ้านหลังใหญ่ มีครอบครัวที่อบอุ่น ในสายตาคนนอก เขาคือคนที่มีทุกอย่างที่คนเราอยากมี
แต่วันที่เขามานั่งตรงหน้าผม เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "หมอครับ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร ผมมีทุกอย่าง แต่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ตื่นมาทุกเช้าผมรู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนแบกของหนัก ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไร"
เขาเล่าต่อว่า สิ่งที่เคยทำให้เขามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นงานที่เคยรัก ลูกที่เคยเล่นด้วยอย่างสนุก งานอดิเรกที่เคยชอบ ตอนนี้ไม่มีอะไรทำให้เขารู้สึกอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างจืดชืดไปหมด เขานอนไม่หลับ กินไม่ลง น้ำหนักลด สมาธิหายไป และเริ่มมีความคิดว่าถ้าตัวเองหายไปจากโลกนี้ ทุกคนอาจจะสบายขึ้น
สิ่งที่ทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าอาการ คือความรู้สึกผิด เขาบอกว่า "ผมมีทุกอย่างขนาดนี้ ผมไม่มีสิทธิ์เศร้า คนอื่นลำบากกว่าผมตั้งเยอะ ผมมันอ่อนแอเองที่เป็นแบบนี้"
ผมจับมือเขาแล้วบอกว่า สิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ใช่ความผิดของเขาเลย มันคือโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคของสมองที่แท้จริง และมันรักษาได้!
ซึมเศร้าไม่ใช่แค่ความเศร้า
ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า คือการคิดว่ามันเป็นแค่ความเศร้าหรืออารมณ์ไม่ดีที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ ความเศร้าเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ เราเศร้าได้เมื่อเจอเรื่องผิดหวัง สูญเสีย หรือเสียใจ และความเศร้าแบบนี้จะค่อยๆ จางหายไปตามเวลา นั่นคือความเศร้าธรรมดา แต่โรคซึมเศร้าต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือภาวะที่สมองทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอารมณ์เศร้าหมองหรือความรู้สึกว่างเปล่า ที่ยาวนานต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์ขึ้นไป และรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต โดยหลายครั้งไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์เลวร้ายมากระตุ้นเลยด้วยซ้ำ
ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่สามารถสั่งให้ตัวเองหายได้ด้วยการคิดบวกหรือความเข้มแข็ง เหมือนที่คนเป็นเบาหวานไม่สามารถสั่งให้น้ำตาลในเลือดลงด้วยกำลังใจ เพราะมันคือความผิด
ปกติของการทำงานในสมองจริงๆ เกิดอะไรขึ้นในสมองของผู้ป่วยซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ซับซ้อน เกิดจากหลายปัจจัยมาประกอบกัน ทั้งสารเคมีในสมอง การทำงานของวงจรสมอง พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม
ในด้านสารเคมี จำได้ไหมครับที่เราคุยกันในบทที่ 3 เรื่องสารสื่อประสาท ในผู้ป่วยซึมเศร้า มีความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทหลายตัว โดยเฉพาะเซโรโทนินที่เกี่ยวกับอารมณ์และความสงบ โดพามีนที่เกี่ยวกับแรงจูงใจและความสุข รวมถึงสารตัวอื่นๆ ความไม่สมดุลนี้ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และแรงจูงใจโดยตรง
ในด้านวงจรสมอง จำเรื่องเครือข่ายสมองในบทที่ 2 ได้ไหมครับ ในผู้ป่วยซึมเศร้า เครือข่ายเหล่านี้ทำงานผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะเครือข่ายที่เรียกว่า Default Mode Network ที่ทำงานตอนเราคิดถึงตัวเอง มักทำงานมากเกินไปในผู้ป่วยซึมเศร้า ทำให้จมอยู่กับความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเองวนซ้ำไปมา ขณะที่สมองส่วนหน้าที่ควบคุมอารมณ์และเหตุผลกลับทำงานลดลง
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า ความเครียดเรื้อรังและฮอร์โมนความเครียดที่สูงนานๆ ส่งผลทำให้สมองส่วนความจำอย่างฮิปโปแคมปัสที่เราคุยกันในบทที่ 1 หดเล็กลงได้ และการอักเสบในร่างกายก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับซึมเศร้าด้วย
ทั้งหมดนี้ยืนยันสิ่งเดียวกัน ซึมเศร้าคือโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงในสมองจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของจิตใจที่อ่อนแอ
อาการที่มากกว่าความเศร้า
โรคซึมเศร้าแสดงออกได้หลากหลาย และหลายอาการไม่ใช่เรื่องอารมณ์โดยตรง ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็น ผมอยากให้รู้จักอาการเหล่านี้
ด้านอารมณ์ ผู้ป่วยจะรู้สึกเศร้าหมอง ว่างเปล่า สิ้นหวัง หรือบางคนรู้สึกชาไปหมดไม่รู้สึกอะไรเลย หงุดหงิดง่าย และที่เป็นแกนสำคัญของโรคคือ การหมดความสนใจหรือความสุขในสิ่งที่เคยชอบ
สิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุขกลับไม่รู้สึกอะไร
ด้านความคิด มักมีความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า รู้สึกผิด โทษตัวเอง มองอนาคตมืดมน สมาธิและความจำแย่ลง ตัดสินใจลำบาก และในรายที่รุนแรง อาจมีความคิดอยากตายหรือทำร้ายตัวเอง
ด้านร่างกาย ซึ่งหลายคนคาดไม่ถึงว่าเกี่ยวกับซึมเศร้า ได้แก่ ความผิดปกติของการนอน ทั้งนอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป ความอยากอาหารเปลี่ยน กินมากขึ้นหรือน้อยลงจนน้ำหนักเปลี่ยน อ่อนเพลียไม่มีแรงทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนัก เชื่องช้าลง และมีอาการปวดเมื่อยตามตัวที่หาสาเหตุไม่พบ หลายคนมาหาหมอด้วยอาการทางกายเหล่านี้ก่อน โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุคือซึมเศร้า
กล่องความรู้
ซึมเศร้าไม่ใช่ความเศร้าธรรมดาที่หายได้เอง แต่คือภาวะที่สมองทำงานผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์ แกนสำคัญของโรคคือ หมดความสุขในสิ่งที่เคยชอบ ร่วมกับอาการทางกายที่หลายคนคาดไม่ถึง เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย และปวดเมื่อยที่หาสาเหตุไม่พบ
เมื่อความคิดอยากตายเข้ามา
ผมอยากพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยความระมัดระวัง เพราะมันคือส่วนที่อันตรายที่สุดของโรคนี้ และเป็นเรื่องที่เราไม่ควรหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง
ในผู้ป่วยซึมเศร้าที่รุนแรง ความคิดอยากตายหรือความรู้สึกว่าอยากหายไปจากโลกนี้ เป็นอาการหนึ่งของโรค ไม่ใช่ความขี้ขลาดหรือความเห็นแก่ตัว สมองที่ป่วยทำให้ผู้ป่วยมองไม่เห็นทางออก รู้สึกว่าความทุกข์นี้จะไม่มีวันจบ และคิดว่าการหายไปคือทางเดียวที่จะหยุดความเจ็บปวด
สิ่งที่ผมอยากบอกคนที่กำลังรู้สึกแบบนี้คือ ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างสิ้นหวังนั้น เป็นอาการของโรค ไม่ใช่ความจริง และอาการนี้รักษาได้ ความมืดที่คุณเห็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของชีวิตคุณ มันคือหมอกที่โรคสร้างขึ้น และหมอกนี้จางหายได้ด้วยการรักษา
ถ้าคุณกำลังมีความคิดแบบนี้ ขอให้บอกใครสักคน คนในครอบครัว เพื่อน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่มีคนพร้อมรับฟังตลอดเวลา การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความกล้าหาญที่สุดอย่างหนึ่งที่คนเราทำได้และถ้าคุณมีคนใกล้ตัวที่พูดทำนองนี้ ขอให้รับฟังอย่างจริงจัง อย่าตัดสิน อย่าบอกให้เขาเข้มแข็ง แต่จงอยู่เคียงข้าง รับฟัง และพาเขาไปพบแพทย์
บางครั้งการที่มีใครสักคนรับฟังอย่างเข้าใจ คือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตรอด
รักษาได้ และหายได้
ข่าวดีที่สำคัญที่สุดของบทนี้คือ โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ และผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมากหรือหายเป็นปกติได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสมการรักษาหลักมีสองเสาหลักที่มักใช้ร่วมกัน
เสาแรกคือการใช้ยา ยาต้านซึมเศร้าทำงานโดยช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะเซโรโทนิน ช่วยให้อารมณ์ค่อยๆ ดีขึ้น สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ยาต้านซึมเศร้าไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที มักต้องใช้เวลาสองถึงสี่สัปดาห์กว่าจะเห็นผล จึงต้องอดทนและกินต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองแม้รู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะอาจทำให้กลับมาเป็นซ้ำ และยานี้ไม่ใช่ยาเสพติด ไม่ได้ทำให้ติด อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
เสาที่สองคือการทำจิตบำบัด การพูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและจัดการกับความคิดและอารมณ์ของตัวเอง ปรับมุมมองความคิดด้านลบ และเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหา การบำบัดแบบนี้ได้ผลดีมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยา
ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมากหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป ยังมีทางเลือกการรักษาอื่นๆ ที่แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณา สิ่งสำคัญคือ ไม่มีใครต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว เพราะมีทางรักษาเสมอ
สิ่งที่ช่วยได้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันมีส่วนช่วยการฟื้นตัวได้จริง แม้จะไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษา แต่เป็นตัวเสริมที่มีคุณค่า
การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนมากว่าช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ เพราะช่วยหลั่งสารสื่อประสาทที่ดีต่ออารมณ์อย่างที่เราคุยกันในบทที่ 3 แม้แค่การเดินวันละครึ่งชั่วโมงก็มีผล การโดนแสงแดดยามเช้าช่วยปรับเซโรโทนินและนาฬิกาชีวิต การนอนหลับให้เป็นเวลา การกินอาหารที่มีประโยชน์
การไม่แยกตัวอยู่คนเดียว แม้โรคจะทำให้อยากหลบหนีผู้คน แต่การรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ไว้ใจช่วยได้มาก การลดแอลกอฮอล์ซึ่งหลายคนใช้กลบความทุกข์แต่กลับทำให้แย่ลง และการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวันที่ทำได้จริง เพื่อค่อยๆ สร้างความรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรได้
ผมอยากย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วย ไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษา การบอกผู้ป่วยซึมเศร้าให้แค่ออกกำลังกายหรือคิดบวกโดยไม่พาไปรักษา ก็เหมือนบอกคนกระดูกหักให้แค่เดินเยอะๆ แล้วจะหาย
ถ้าคนที่คุณรักเป็นซึมเศร้า
หลายคนมีคนที่รักเป็นซึมเศร้า แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ผมอยากให้แนวทางสั้นๆ ที่ช่วยได้จริง
สิ่งที่ควรทำคือ รับฟังโดยไม่ตัดสิน อยู่เป็นเพื่อนโดยไม่ต้องพยายามแก้ปัญหาให้ บอกให้เขารู้ว่าคุณอยู่ตรงนี้และเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ช่วยสนับสนุนให้เขาไปพบแพทย์และไปรักษาต่อเนื่อง อดทนกับการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา
สิ่งที่ไม่ควรพูดคือ ประโยคที่ฟังดูหวังดีแต่ทำร้ายใจ เช่น คิดบวกสิ เข้มแข็งหน่อย คนอื่นลำบากกว่าตั้งเยอะ อย่าคิดมาก เพราะคำเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองผิดที่ป่วย และยิ่งโดดเดี่ยว แทนที่จะพูดแบบนั้น ลองเปลี่ยนเป็น ฉันอยู่ตรงนี้นะ มีอะไรให้ช่วยไหม หรือเพียงแค่บอกว่า ฉันเข้าใจว่ามันยากสำหรับเธอ
การดูแลคนซึมเศร้าก็เหนื่อยล้าได้เช่นกัน ดังนั้นคนที่ดูแลก็ต้องดูแลใจตัวเองด้วย อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว
สรุปบทที่ 12
โรคซึมเศร้าคือโรคของสมองที่แท้จริง ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความเศร้าธรรมดา เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท การทำงานผิดปกติของวงจรสมอง ร่วมกับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม อาการมีทั้งด้านอารมณ์ ความคิด และร่างกาย โดยแกนสำคัญคือการหมดความสุขในสิ่งที่เคยชอบ ในรายรุนแรงอาจมีความคิดอยากตายซึ่งเป็นอาการของโรคที่รักษาได้ โรคนี้รักษาหายได้ด้วยยาและจิตบำบัด ร่วมกับการดูแลตัวเองและกำลังใจจากคนรอบข้าง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการที่สุดคือความเข้าใจ ไม่ใช่คำว่าให้เข้มแข็ง
ทำได้เลยวันนี้
ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นซึมเศร้า โดยเฉพาะถ้ารู้สึกเศร้าหมองหรือหมดความสุขในสิ่งที่เคยชอบต่อเนื่องเกินสองสัปดาห์ วันนี้ขอให้กล้าที่จะปรึกษาแพทย์หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 การก้าวเท้าออกไปขอความช่วยเหลือคือก้าวที่กล้าหาญที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการหาย
และถ้าคุณสบายดี วันนี้ลองส่งข้อความสั้นๆ ไปหาใครสักคนที่คุณนึกถึง เพียงถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม เพราะบางครั้งคนที่ดูเข้มแข็งที่สุด อาจกำลังต่อสู้อยู่เงียบๆ และข้อความเล็กๆ ของคุณอาจมีความหมายมากกว่าที่คิด
หมายเหตุ บทนี้กล่าวถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนเรื่องความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับความคิดเช่นนี้ ขอให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว และมีคนพร้อมช่วยเสมอ
อ่านบทอื่นและฉบับเต็มได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1bPeWnzLf4/?mibextid=wwXIfr
อ้างอิง
1. Otte C, et al. (2016). Major depressive disorder. Nature Reviews Disease Primers, 2, 16065.
2. Malhi GS, Mann JJ. (2018). Depression. The Lancet, 392(10161), 2299–2312.
3. Krishnan V, Nestler EJ. (2008). The molecular neurobiology of depression. Nature, 455(7215), 894–902.
4. Cuijpers P, et al. (2020). Psychological treatment of depression: A meta-analytic database of randomized studies. BMC Psychiatry, 20, 173.
5. World Health Organization. (2023). Depressive disorder (depression). WHO Fact Sheet.
6. Schmaal L, et al. (2016). Subcortical brain alterations in major depressive disorder. Molecular Psychiatry, 21(6), 806–812.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี