533.jpg
เจาะลึก 9 ประเด็นร้อน! หมอวีเคลียร์ชัด โต้ข่าวลือสกัด 'ล้มบัตรทอง 30 บาท'

เจาะลึก 9 ประเด็นร้อน! หมอวีเคลียร์ชัด โต้ข่าวลือสกัด 'ล้มบัตรทอง 30 บาท'

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.20 น.

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลืออย่างหนักในหน้าสื่อต่างๆ และสื่อสังคมออนไลน์ ว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการยกเลิกโครงการพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม "โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค" (บัตรทอง) โดยมีการพาดพิงและนำภาพของ "หมอวี" ไปนำเสนอในลักษณะว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในการล้มล้างโครงการดังกล่าวนั้น

 


ล่าสุด หมอวีได้ออกมาอัดคลิปวิดีโอชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อยุติความเข้าใจผิดโดยได้ทำการสรุปและชี้แจงประเด็นต่างๆ รวมทั้งสิ้น 9 ประเด็นหลัก เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงในมุมมองของคนทำงานที่คลุกคลีกับระบบสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1 การยกเลิก "บัตรทอง" เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

หมอวีได้กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นเพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ทุกคนว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น "ไม่มีใครสามารถล้มได้" และเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากรัฐบาลชุดใดคิดที่จะล้มเลิกโครงการนี้ รัฐบาลนั้นย่อมไม่สามารถอยู่บริหารประเทศต่อไปได้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าตนเป็นแกนนำในการล้มโครงการ โดยระบุว่าตนไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย และการกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อตนเองเลย ข่าวลือที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการบิดเบือนข้อความจากการที่ตนเคยออกมาเตือนถึงวิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาล ว่าหากไม่ได้รับการแก้ไข ระบบอาจจะล้มเหลวในอีก 3 ปี ซึ่งคำเตือนดังกล่าวทำไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหา ไม่ใช่การทำลายระบบแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่ 2 วิกฤตสภาพคล่องโรงพยาบาลและปัญหาสุขภาพของประชาชนที่เกิดขึ้นจริง

เป็นการตั้งคำถามกลับไปยังสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ปัญหาในระบบสาธารณสุขปัจจุบันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะหากไม่มีปัญหา ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยหลายรายต่างสัมผัสได้ถึงวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกจำกัดปริมาณยาจากที่เคยรับสำหรับ 2-3 เดือน ลดเหลือเพียง 2 สัปดาห์เนื่องจากยาไม่เพียงพอ หรือการถูกเปลี่ยนยี่ห้อยาที่ใช้เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา "ขาดสภาพคล่อง" ของโรงพยาบาลรัฐอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีโรงพยาบาลกว่า 400 แห่งจากทั้งหมด 900 กว่าแห่งทั่วประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะตัวแดงหรือติดลบทางบัญชี นอกจากนี้ ปัญหาภาระงานที่หนักอึ้งยังส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาล ทยอยลาออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าวิกฤตในระบบสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและกำลังทวีความรุนแรง

 

ประเด็นที่ 3 จุดยืนสนับสนุน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หมอวีได้ย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของโครงการบัตรทองที่ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร โดยกล่าวยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่ดีเยี่ยม และตนเองในฐานะแพทย์ก็เห็นด้วยและสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้มาโดยตลอด ในอดีตเมื่อครั้งเป็นแพทย์ผ่าตัดหนุ่ม ตนไม่เคยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงพยาบาล แต่เลือกใช้วัสดุทางการแพทย์ที่ดีที่สุดเพื่อรักษาชีวิตและสุขภาพของคนไข้เสมอมา อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป บริบทและปัญหาต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงตาม การเสนอให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ในบางมาตรา จึงเป็นไปเพื่อการอุดช่องโหว่และพัฒนาระบบให้ดีขึ้น ไม่ใช่การล้มล้างโครงการตามที่ถูกใส่ร้าย ส่วนที่มาของข่าวลือนั้น เกิดจากการบิดเบือนข้อมูลในการจัดเสวนาของคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งตนไม่ได้เข้าร่วมงานในวันนั้นด้วยซ้ำ แต่กลับถูกนำภาพไปเชื่อมโยงจนเกิดเป็นประเด็นร้อน

 

ประเด็นที่ 4 ความจำเป็นในการปฏิรูป "ธรรมาภิบาล" ของบอร์ด สปสช.

ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้าน "ธรรมาภิบาล" ในโครงสร้างของคณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แม้หมอวีจะให้ความเคารพในความรู้ความสามารถของผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตถึงการผูกขาดวาระการดำรงตำแหน่ง กรรมการบางท่านเวียนว่ายอยู่ในบอร์ดมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง พ.ร.บ. โดยใช้วิธีการสลับสับเปลี่ยนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ตนสังกัดเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง การผูกขาดเช่นนี้ทำให้ขาดวิสัยทัศน์ใหม่ๆ และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น กรณีการอนุมัติวัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (PCV) ในเด็ก ที่บอร์ดเคยปัดตกโดยอ้างว่า "ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์" ทั้งที่นักวิชาการทั่วประเทศและนานาชาติยืนยันถึงความจำเป็น จนต้องมีการต่อสู้ผลักดันอย่างหนักในวุฒิสภาจึงจะประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการพิจารณาแก้ไขสัดส่วนและวาระการดำรงตำแหน่งของบอร์ดให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ประเด็นที่ 5 งบประมาณสาธารณสุขที่ยังคงไม่เพียงพอ

เป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงบประมาณซึ่งเป็นที่ยอมรับตรงกันจากทุกฝ่ายว่า งบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น "น้อยเกินไป" และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลประชาชนทั้งประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระจนล้มละลาย

 

ประเด็นที่ 6 การตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในโรงพยาบาล

นอกจากการเพิ่มงบประมาณแล้ว หมอวียังเห็นด้วยกับข้อเสนอของชมรมแพทย์ที่เรียกร้องให้มีการ "ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น" ในโรงพยาบาล โดยตนเคยอภิปรายในสภาฯ อย่างตรงไปตรงมาว่า โรงพยาบาลไม่ควรนำงบประมาณที่ควรใช้ดูแลผู้ป่วยไปใช้ในการจัดอีเวนต์ หรือต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่จากกระทรวงที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การตัดลดรายจ่ายส่วนนี้จะช่วยต่อลมหายใจและเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทยได้อีกทางหนึ่ง

 

ประเด็นที่ 7การโจมตีจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์

หมอวีได้ชำแหละถึงเบื้องหลังของข่าวลือ โดยฟันธงว่าวิกฤตความตื่นตระหนกครั้งนี้ เกิดจาก "กลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์" จากการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. อย่างแน่นอน คนกลุ่มนี้พยายามสร้างวาทกรรมและบิดเบือนข้อมูลเพื่อใส่ร้ายผู้ที่ต้องการพัฒนาระบบ ว่าเป็นกลุ่มคนที่จะล้มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ที่แท้จริงคือการรักษาระบบให้อยู่รอด การสาดโคลนเช่นนี้รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

 

ประเด็นที่ 8 วอนแยก "การเมือง" ออกจากสวัสดิการสุขภาพประชาชน

เรื่องของสุขภาพและการบริการประชาชน เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีใดก็ตาม นโยบายนี้คือนโยบายระดับชาติที่ทุกคนต้องร่วมกันปกป้อง ไม่มีนักการเมืองคนใดที่จะกล้าตัดสิทธิประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ฟอกไตฟรี หรือสิทธิ์การรักษาอื่นๆ ประชาชนจึงมั่นใจได้ว่าสิทธิ์เหล่านี้จะยังคงอยู่คู่สังคมไทยและได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

 

ประเด็นที่ 9 ย้ำจุดยืนเดิม วอนประชาชนช่วยสกัดข่าวปลอม

ในประเด็นสุดท้าย หมอวีได้กล่าวย้ำเจตนารมณ์อันแน่วแน่อีกครั้ง เพื่อเป็นการปิดท้ายการชี้แจงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยยืนยันจากก้นบึ้งของหัวใจว่า ตนไม่เคยมีความคิดที่จะล้มล้างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเลยแม้แต่นิดเดียว ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปจนทำให้ประชาชนผู้เจ็บป่วยต้องหวาดวิตกนั้น เป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งเติมขึ้นมาทั้งสิ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ที่ได้รับชมคลิปวิดีโอ ให้ช่วยกันเป็นกระบอกเสียงในการกระจายข้อเท็จจริง และร่วมกันแก้ข่าวที่บิดเบือน เพื่อคืนความสงบสุขและความมั่นใจให้กับสังคมไทย และเพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างสบายใจไร้ความกังวลต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top