วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
เมื่อน้ำลด…ตอก็เริ่มผุด
ยิ่งปัญหาบัตรทองถูกขุดลึกลงไป
ก็ยิ่งมีคนร้อนตัวรีบเปลี่ยนประเด็น
จาก
“ระบบกำลังมีปัญหา”
ให้กลายเป็น
“หมออยากล้มบัตรทอง”
แต่…
ถ้าจะมีใครที่ "ไม่อยาก" ให้บัตรทองล่มที่สุด
ผมเชื่อว่า
คงเป็นหมอ พยาบาล และบุคลากรหน้างาน
ที่ต้องอยู่กับคนไข้ทุกวันนั่นแหละ
วันนี้ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่ง
เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพ
ของดราม่าที่กำลังเกิดขึ้น
และเมื่ออ่านจบ…
คุณอาจเข้าใจมากขึ้นว่า
ใครกำลังพูดอะไร? พูดไปเพื่ออะไร?
และที่สำคัญ…
ใครกันแน่ที่กำลังพยายามเปลี่ยนประเด็น
==================
กาลครั้งหนึ่ง...
มีเรือลำใหญ่อยู่หลายลำ
แล่นอยู่ในมหาสมุทร
ที่มีชื่อว่า "ประเทศไทย"
เรือเหล่านี้มีความพิเศษกว่าเรือลำอื่น
เพราะไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
มาจากไหน
ถ้าคุณเดือดร้อน
ถ้าคุณเจ็บป่วย
ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ
คุณมีสิทธิ์ขึ้นเรือลำนี้ได้
ไม่มีการแบ่งชนชั้น
ไม่มีการถามก่อนว่า
“มีเงินไหม”
เรือเหล่านี้จึงกลายเป็นความหวัง
ของผู้คนทั้งแผ่นดิน
และใช่ครับ…
เรือในนิทานเรื่องนี้
ก็คือโรงพยาบาลของรัฐ
ที่กำลังช่วยดูแลผู้ป่วยในระบบบัตรทองของคนไทยนั่นเอง
==================
บนเรือแต่ละลำ
มีต้นหนและลูกเรืออยู่มากมาย
คนเหล่านี้
คือคนที่ต้องอยู่กับผู้โดยสารทุกวัน
และเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ
ทุกชีวิตบนเรือลำนี้
แต่พวกเขา
ไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ
ไม่ได้เป็นคนออกกฎ
ไม่ได้เป็นคนกำหนดว่า
เรือแต่ละลำจะได้เงินเท่าไร
และไม่ได้เป็นคนถือกุญแจคลังเงิน
หน้าที่ของพวกเขามีเพียงอย่างเดียว
คือ...
พาเรือและผู้โดยสารทุกคน
ให้รอดไปถึงฝั่งให้ได้
==================
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผู้โดยสารจำนวนมากอาจไม่เคยรู้
ทุกครั้งที่มีคนเจ็บป่วยบนเรือ
ทุกครั้งที่เครื่องมือเสีย
ทุกครั้งที่ต้องซื้อยา
ทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์
ทุกครั้งที่เรือชำรุดจนต้องซ่อม
ต้นหนไม่มีสิทธิ์พูดว่า
“รอเงินมาก่อนนะ”
เพราะคนป่วยรอไม่ได้
ชีวิตคนรอไม่ได้
ต้นหนจึงต้องใช้ทรัพยากรและเงินสำรองของเรือไปก่อน
เพื่อซื้อยา ซ่อมเครื่องมือ
และประคองทุกอย่างไม่ให้หยุดลง
แล้วค่อยส่งใบเบิกกลับไปยัง
“คลังกลาง”
==================
คลังกลางแห่งนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่ง
ไม่เคยออกเรือ
ไม่เคยเจอคลื่น
ไม่เคยอยู่กลางพายุ
ไม่เคยเห็นผู้โดยสารหอบเหนื่อยอยู่ตรงหน้า
ไม่เคยต้องตัดสินใจว่า
ยาที่เหลืออยู่ไม่มาก
จะเอาไปช่วยใครก่อน
แต่คลังกลางกลับเป็นผู้ถือกุญแจเงินทั้งหมด
ทุกปี...
คลังกลางจะได้รับเงินก้อนใหญ่มาก
เพื่อจัดสรรกลับไปให้เรือแต่ละลำ
เมื่อเรือลำใดช่วยผู้โดยสารไปแล้ว
จ่ายเงินไปแล้ว
ซื้อยาไปแล้ว
ซ่อมเครื่องมือไปแล้ว
เรือลำนั้นจึงส่งใบเบิกกลับไป
โดยหวังว่า
คลังกลางจะคืนเงินให้ครบ
เพื่อให้เรือยังเดินต่อได้
==================
แต่หลายปีผ่านไป...
ต้นหนจากเรือหลายลำ
เริ่มพบปัญหาเหมือนกัน
เงินที่จ่ายไปจริง
กับเงินที่ได้คืน
ไม่เท่ากัน
บางครั้งได้เงินกลับมาไม่ครบ
บางครั้งได้เงินช้ามาก
บางครั้งค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นไปแล้วนานมาก
แต่เงินยังไม่มา
เรือหลายลำจึงต้องนำเงินสำรองของตัวเองออกมาใช้
ปีแล้วปีเล่า
เงินสำรองของเรือค่อยๆ หมด
เครื่องมือเริ่มเก่า
เรือเริ่มผุ
แต่ผู้โดยสาร…
กลับเพิ่มขึ้นทุกปี
==================
แต่ถึงอย่างนั้น...
ก็ยังไม่มีต้นหนคนไหน
ปล่อยผู้โดยสารทิ้งไว้กลางทะเล
ต่อให้เรือเริ่มผุ
ไม้กระดานเริ่มแตก
เครื่องยนต์เริ่มเก่า
พวกเขาก็ยังพยายามซ่อม
ด้วยทุกอย่างที่พอหาได้
บางลำถึงขั้น
เอาเทปมาพันไม้ที่ผุ
ทั้งที่รู้ดีว่า...
มันไม่ใช่การซ่อมที่ดี
แต่มันคือสิ่งเดียว
ที่ยังพอทำให้เรือแล่นต่อได้
จนกว่าจะมีใครสักคน
ยอมซ่อมมันอย่างจริงจัง
==================
ต้นหนจากเหลือหลายลำ
ส่งจดหมายไปที่คลังกลาง
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ขอเพียงให้ใครสักคน
ลงมาดูเรือด้วยตาตัวเอง
มาดูว่า…
เรือลำนี้ต้องรับผู้โดยสารมากขึ้นทุกปี
มาดูว่า…
เครื่องมือหลายชิ้น ถูกใช้งานจนเกินอายุ
มาดูว่า…
เงินที่จ่ายจริง มากกว่าเงินที่ได้รับคืนแค่ไหน
และมาดูว่า…
ทุกวันนี้ เรือหลายลำกำลังประคองตัวอย่างไร
ต้นหนไม่ได้ขอเงินเพื่อตัวเอง
พวกเขาขอเพียง…
“ช่วยทำให้เรือยังเดินต่อได้”
“ช่วยให้ผู้โดยสารที่เจ็บป่วย ยังได้รับการรักษา”
แต่คำตอบที่ได้
คือ
“พวกคุณบริหารกันไม่ดีเอง”
“พวกคุณไม่ประหยัดเอง”
“พวกคุณใช้เงินกันไม่เป็น”
ทั้งที่เรือหลายลำ
ขาดทุนเป็นสิบล้าน เป็นร้อยล้าน
ทั้งที่ต้นหนจากทั่วทุกสารทิศ
ส่งสัญญาณเตือนเหมือนกัน
คลังกลางกลับยังยืนยันว่า
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจัดสรรเงิน
แต่อยู่ที่เรือและต้นหนเอง
==================
ยิ่งไปกว่านั้น...
ในขณะที่เงินสำหรับซ่อมเรือ
ซื้อยา
และดูแลผู้โดยสาร
ยังไม่เพียงพอ
คลังกลางกลับเดินหน้า
ใช้เงินเพิ่มโครงการใหม่
แม้บางโครงการ
จะมีข้อถกเถียงและเสียงคัดค้าน
ถึงความเร่งด่วนและความจำเป็น
เช่น
โครงการฮอร์โมนสำหรับผู้ข้ามเพศ
ทั้งที่เรือหลายลำ
ยังขาดเงินสำหรับภารกิจพื้นฐาน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า
ใครควรหรือไม่ควรได้รับการดูแล
เพราะผู้โดยสารทุกคน
ล้วนสมควรได้รับการรักษา
แต่คำถามคือ…
ในวันที่เงินมีจำกัด
ใครเป็นคนตัดสิน
ว่าเงินก้อนใดควรไปที่ไหนก่อน
และเหตุใด
เรือที่กำลังรับผู้โดยสารทุกวัน
จึงยังต้องควักเงินของตัวเอง
เพื่อประคองเรือให้แล่นต่อไป
==================
ต้นหนส่งจดหมายอีก
อธิบายอีก
ชี้แจงอีก
ร้องขออีก
แต่ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม
สุดท้าย...
ต้นหนจึงต้องหันไปขอให้หน่วยงานอื่น
ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ
เข้ามาดูว่า
จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับระบบนี้กันแน่
เพราะถ้าปล่อยไว้อีก
คนที่จะเดือดร้อนที่สุด
ไม่ใช่ต้นหน
ไม่ใช่ลูกเรือ
แต่คือผู้โดยสารทุกคน
ที่อยู่บนเรือเหล่านั้น
==================
หลังจากนั้น...
เมื่อมีผู้ตรวจสอบเข้ามาดู
หลายอย่างที่เคยถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรม
ก็เริ่มถูกเปิดเผย
ทั้งการจัดสรรงบประมาณ
หลักเกณฑ์การจ่ายเงิน
และกลไกการบริหารภายใน
แต่แม้ความจริงจะเริ่มปรากฎ
และแม้ว่าผู้ตรวจสอบจะมีอำนาจเพียงใด
การแก้ไขกลับไม่ได้เกิดขึ้นทันที
เพราะคลังกลางแห่งนี้
ถูกออกแบบไว้ให้มีอำนาจบริหารของตัวเอง
มีกฎหมายรองรับ
มีกลไกหลายชั้นเฉพาะ
และมีโครงสร้างที่ซับซ้อน
จนการเข้าไปตรวจสอบ เปลี่ยนแปลง
หรือปฏิรูประบบ
ทำได้ยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
หลายคนเพิ่งรู้ในวันนี้ว่า
แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ก็ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบนี้ได้ตามต้องการ
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า…
ทำไมปัญหาที่สะสมมาหลายปี
จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขเสียที
==================
เมื่อความจริงเริ่มถูกเปิดเผย
เรื่องของคลังกลาง
เริ่มกลายเป็นข่าวใหญ่
ผู้คนเริ่มเปิดข้อมูล
เริ่มดูตัวเลข
และเริ่มตั้งคำถาม
ว่าเหตุใด
คลังกลางที่ได้รับเงินก้อนใหญ่ทุกปี
จึงยังปล่อยให้เรือหลายลำ
ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง
ทำไมคนที่ไม่เคยออกเรือ
ไม่เคยเผชิญคลื่น
ไม่เคยเห็นผู้โดยสารกำลังเจ็บป่วยตรงหน้า
จึงเป็นผู้ตัดสินว่า
ทรัพยากรที่เรือต้องใช้
“มากเกินไป”
และเมื่อน้ำลด…
ตอก็เริ่มผุด
==================
แทนที่บทสนทนาของสังคม
จะเดินหน้าต่อด้วยคำถามว่า
“ระบบมีปัญหาตรงไหน”
“เงินไปถึงเรือครบหรือไม่”
“ทำไมเรือหลายลำถึงขาดทุนมหาศาล”
“แล้วเราจะซ่อมระบบนี้อย่างไรเพื่อให้เรือเดินต่อได้”
ยิ่งมีคนขุดลึกไปมากเท่าไหร่
กลายเป็นยิ่งมีบางคนเริ่มร้อนตัว
และพยายามเบี่ยงบทสนทนา
จาก “ปัญหาของระบบ”
ให้กลายเป็น
“ปัญหาของคนที่ออกมาพูด”
อยู่ๆก็เริ่มชักนำสังคมด้วยคำถามว่า
“ต้นหนอยากล้มเรือ”
“ต้นหนไม่อยากให้คนจนขึ้นเรือ”
ทั้งที่ต้นหน
ไม่เคยบอกเรียกร้องให้ปิดเรือ
ไม่เคยบอกให้หยุดช่วยผู้โดยสาร
สิ่งที่ต้นหนพูดมาตลอดคือ
“ช่วยซ่อมเรือที”
“ช่วยส่งทรัพยากรมาให้พอ”
“ช่วยแก้ระบบคลังกลางก่อนที่เรือจะไปต่อไม่ไหว”
==================
ลองคิดดูดีๆ นะครับ
ถ้าคุณเป็นต้นหน
คุณจะอยากให้เรือล่มจริงหรือ
เรือลำนี้คือที่ที่คุณทำงาน
คือที่ที่คุณช่วยชีวิตผู้คนมาตลอด
และถ้ามันจม
คุณก็ไม่ได้ยืนดูอยู่บนชายฝั่ง
คุณจมไปพร้อมกับผู้โดยสารนั่นแหละ
==================
เพราะฉะนั้น
คนที่ตะโกนว่า
“เรือกำลังรั่ว”
อาจไม่ใช่คนที่อยากให้เรือล่ม
แต่คือคนที่กำลังพยายามรักษาเรือ
ไม่ให้มันจมต่างหาก
เพราะคนที่อยู่บนเรือทุกวัน
ย่อมรู้ก่อนใครว่า
รอยรั่วอยู่ตรงไหน
ทรัพยากรที่มีนั้นพอหรือไม่
และเรือลำนี้ยังไปต่อได้อีกนานแค่ไหน
สุดท้ายแล้ว...
คนที่ควรได้รับการปกป้อง
ไม่ใช่ต้นหน
ไม่ใช่คลังกลาง
แต่คือ...
ผู้โดยสารนับล้านคน
ที่ยังต้องพึ่งเรือลำนี้
==================
ถ้าเรารักเรือลำนี้จริง
การปฏิเสธว่ามันไม่มีปัญหา
ก็ไม่ได้ทำให้รอยรั่วหายไป
การโจมตีคนที่ออกมาเตือน
ปั่นข่าวว่า "ต้นหนอยากล้มเรือ"
ไม่ได้ช่วยให้เรือแข็งแรงขึ้นแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่จะช่วยเรือลำนี้ได้จริง
คือการยอมรับว่า
ระบบกำลังมีปัญหา
เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบ
แก้ไขสิ่งที่ผิด
ปฏิรูปสิ่งที่ไม่ทำงาน
และทำให้ทรัพยากร
ไปถึงคนที่กำลังช่วยผู้โดยสารอยู่จริงๆ
==================
เพราะการปฏิรูปบัตรทอง
ไม่ใช่การล้มบัตรทอง
แต่มันคือการช่วยกันซ่อมเรือ
ก่อนที่วันหนึ่ง…
ประชาชนทุกคน
จะไม่มีเรือให้ขึ้นอีก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี