วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
7 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปิดกฎหมาย: คดีสินบนทองคำหนัก 246 บาท เมื่อ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เริ่มทำงาน...จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ในกระบวนการยุติธรรมไทย [????????] กับคดีที่สังคมสปอตไลต์จับจ้องมากที่สุดอย่าง "คดีสินบนทองคำหนัก 246 บาท"
เมื่อ คณะผู้ไต่สวนอิสระ ที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา ได้นัดหมายผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย ซึ่งนำโดย นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีต รอง ผบ.ตร. กับพวก เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ณ ศาลฎีกา สนามหลวง
หลายคนเห็นภาพข่าวแล้วอาจเข้าใจไปว่านี่คือ "การขึ้นศาล" หรือ "การเริ่มพิจารณาคดี" แล้ว... แต่ในความเป็นจริง "ยังไม่ใช่" ครับ! นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแจ้งข้อกล่าวหาภายใต้ "กลไกพิเศษ" ที่กฎหมายดีไซน์มาเพื่อแก้ทางมวยล้มต้มคนดูโดยเฉพาะ!
เหตุใดจึงไม่ใช่ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน?
โดยปกติแล้ว หากข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองถูกกล่าวหาว่าทุจริต หน่วยงานหน้าเสื่อที่จะเข้ามาจัดการย่อมเป็น คณะกรรมการ ป.ป.ช.
แต่ความพีกของคดีนี้คือ... ผู้ถูกกล่าวหาดันเป็น "กรรมการ ป.ป.ช." เสียเอง!
หากปล่อยให้ ป.ป.ช. ไต่สวนกรรมการในองค์กรตัวเอง ย่อมหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Conflict of Interest) และความโปร่งใสได้ยาก รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 จึงได้เปิดระบบเซฟตี้คัต ตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" จำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน (ในคดีนี้ตั้งมา 9 คน) ขึ้นมาทำหน้าที่แทน
ส่องโปรไฟล์ "ซูเปอร์บอร์ด" 9 อรหันต์ (ตามมาตรา 50 และ 51)
บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ได้ กฎหมายกำหนดคุณสมบัติและสเปกไว้สูงลิบลิ่ว ต้องเป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับบิ๊กเนมของประเทศ เและต้องมีคุณสมบัติที่สะท้อนถึงความเป็นที่สุดในสายวิชาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น:
- สายตุลาการและอัยการ: ต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า อธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีอัยการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (ซึ่งในองค์คณะชุดนี้ บางท่านปัจจุบันเป็นรองประธานศาลฎีกา บางท่านเป็นผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งระดับท็อปอย่างผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มาก่อน) รวมถึงอดีตรองอัยการสูงสุด
- สายบริหารราชการแผ่นดิน: ต้องเคยเป็นอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอื่นของรัฐ
- สายวิชาการ: ต้องดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ของมหาวิทยาลัยในไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ (สอดคล้องกับศาสตราจารย์ด้านกฎหมายชั้นผู้ใหญ่ในองค์คณะชุดนี้)
- สายวิชาชีพและเอกชน: เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 ปี หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัด (ด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี) มาไม่น้อยกว่า 10 ปี
การคัดสรรบุคคลที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้มาถึง 9 ท่าน จึงเป็นการรวมตัวของระดับ "ครูบาอาจารย์และปรมาจารย์" เพื่อให้กระบวนการไต่สวนมีความศักดิ์สิทธิ์ เที่ยงธรรม และกดดันขั้นสุดชนิดที่หาจากบอร์ดไหนไม่ได้อีกแล้วครับ!
คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอำนาจเพียงใด?
ตาม มาตรา 53 กำหนดให้คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอำนาจเต็มหน้าตักเช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยอนุโลม ไม่ว่าจะเป็น:
รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เรียกพยานบุคคลมาไต่สวน
เด็ดสุดคือ มาตรา 55: มีอำนาจสั่งให้ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหา แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อนำมาตรวจสอบแบบขุดรากถอนโคน!
เปิดสิทธิ "ผู้ถูกกล่าวหา" ในกระบวนการลับ
แม้ฝั่งผู้ไต่สวนจะมีดาบอาญาสิทธิ์ในมือ แต่กฎหมายไทยก็ยังคงให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้อย่างเป็นธรรมตามหลักสากล โดยกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาในขั้นตอนนี้จะเป็น "ความลับ" เพื่อไม่ให้เกิดกระแสสังคมกดดัน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิดังนี้:
สิทธิเสนอพยานหลักฐาน เพื่อหักล้างข้อกล่าวหา (ข้อ 46 ของข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562)
สิทธินำทนายความเข้าฟังการชี้แจงข้อกล่าวหาหรือการให้ปากคำ (ข้อ 48)
บันทึกจากห้องสอบสวน: ในนัดแรกนี้ "บิ๊กโจ๊ก" ได้ใช้เวลาอธิบายแจกแจงอย่างละเอียด และได้นัดยื่นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอีกครั้งใน วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนที่องค์คณะจะนัดไต่สวนอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 27 สิงหาคม 2569
จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น
หลังจากรับฟังคำชี้แจงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว คณะผู้ไต่สวนอิสระจะจัดทำรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็น ซึ่งต้องมีสาระสำคัญตามที่ข้อ 49 กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีเหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย
• หากเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้สั่งยุติเรื่อง และคำสั่งเป็นที่สุด
(• หากเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกา)
• หากเห็นว่ามีพฤติการณ์เป็นความผิดอาญา ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล (มาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560)
แล้วดำเนินการ
1.รายงานผลการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อประธานศาลฎีกาโดยเร็ว
2.แจ้งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงให้ประธานรัฐสภาทราบ (ข้อ 52 ของข้อกำหนด)
แกะกล่องไทม์ไลน์สายฟ้าแลบ (หลังอัยการสูงสุดรับเรื่อง)
หากคณะผู้ไต่สวนอิสระชี้มูลความผิดอาญา และส่งสำนวนให้ อัยการสูงสุด (อสส.) กฎหมายจะสั่ง "สับสปีด" ทันที โดยไม่มีการยืดเยื้อ:
Day 0: อัยการสูงสุดได้รับสำนวน
ภายใน 60 วัน: อสส. ต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กรณีจำเป็น: อสส. ขอขยายเวลาต่อประธานศาลฎีกาได้อีกไม่เกิน 30 วัน
รวมเวลาสูงสุดไม่เกิน 90 วันต้องฟ้องให้เสร็จ!
ในขณะที่กระบวนการ ป.ป.ช. ปกติ อสส. มีเวลาพิจารณาสูงสุดถึง 180 วัน
ท้ายที่สุด... ยังเป็นผู้บริสุทธิ์
การปรากฏตัวและรับทราบข้อกล่าวหาของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีต รอง ผบ.ตร. กับพวกในวันนี้ เป็นเพียง กระดานแรก ที่คณะผู้ไต่สวนอิสระเปิดริบบิ้น ของมหากาพย์กฎหมายชิ้นประวัติศาสตร์
ภายใต้หลัก Presumption of Innocence (การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์) ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิรวบรวมพยานหลักฐานมาหักล้างอย่างเต็มที่ในชั้นไต่สวน และตราบใดที่ศาลฎีกาฯ ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ทุกคนยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายครับ มาร่วมติดตามกันต่อในเดือนสิงหาคมนี้ว่า "ทองคำหนัก 246 บาท" จะนำพาทิศทางคดีนี้ไปจบลงที่ตรงไหน!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/7/69
#คดีสินบนทองคำ #บิ๊กโจ๊ก #คณะผู้ไต่สวนอิสระ #ศาลฎีกา #กฎหมายน่ารู้ #ปปช #กระบวนการยุติธรรม #วัสติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี