วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ระบุว่า โรคจิตเวช เยอะขึ้นไหม
ตัวเลขก็บอกว่า เยอะขึ้น ที่เจอในฐานะหมอ ก็เยอะขึ้น คือ เหมายประการ ส่วนหนึ่ง คือสภาพสังคม บอกว่า รักษาพวกนี้ ไม่ง่าย ใช้หลายประการ ยา สังคม จิตบำบัด
หลายคนหาย หายคนเป็น ๆ หาย ๆ หลายคนเรื้อรัง โครที่พบได้เรื่อย ๆคือ ไบโพล่า อารมณ์สองขั้ว เดี๋ยวเศร้าเจียนตาย เดี๋ยวดีใจเหมือนโลกให้รางวัล และก็โรคจิตเภท shizophrenia ที่มีอาการหลอนเป็นอาหารหลัก หูแว่วประสาทหลอน ระแวง ใช้ชีวิตไม่ปกติสุข เสีย function การทำงาน รักษายาก คนไข้เหนื่อย ครอบครัวเหนื่อย หมอก็เหนื่อย
เราเห็นเยอะขึ้น ในสังคม มันสะท้อนอะไร คนป่วย หรือ สังคมป่วย หรือก็ทั้งสอง เหนี่ยวนำกันไปเหมือนขั้วแม่เหล็ก การรักษาไม่ง่ายด้วยการใช้ยา ต้องติดตามต่อเนื่อง แต่มีวิจัยนึง ใช้อาหารประเภทนึงบรรเทาอาการ นั่นคือ อาหารคีโต หรือ Ketogenic diet
อาการบรรเทาอาการโรคจิตเวช งานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial (RCT)ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Schizophrenia Bulletin ใช้อาหารคีโต (Ketogenic Diet) ซึ่งเป็นรูปแบบการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก อาจช่วยเสริมการรักษาได้ แม้ไม่ได้ รักษาให้หายขาด แต่กินทุกวันง่ายกว่ายา
มารู้จัก อาหารคีโตเจนิกกันดีกว่า
อาหารคีโตเจนิก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "คีโต" เป็นรูปแบบการรับประทานอาหารที่ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมาก พร้อมเพิ่มสัดส่วนของไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
เมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ตับจะเปลี่ยนไขมันให้กลายเป็น **คีโตนบอดี (Ketone Bodies) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองแทนน้ำตาลกลูโคส โดยเฉพาะสำหรับสมอง
อาหารคีโตถูกนำมาใช้รักษาโรคลมชักที่ดื้อต่อยามานานเกือบหนึ่งศตวรรษ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มศึกษาว่า การเปลี่ยนแปลงด้านเมแทบอลิซึมนี้อาจช่วยบรรเทาโรคทางจิตเวชได้เช่นกัน
การทดลองแบบสุ่มครั้งแรกในผู้ป่วยโรคจิตเวช
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (University of California, San Francisco: UCSF) ได้ดำเนินการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมเป็นครั้งแรก เพื่อศึกษาผลของอาหารคีโตเจนิกในผู้ป่วยโรคจิตเภทและโรคไบโพลาร์ชนิดที่ 1
การศึกษาครั้งนี้มีอาสาสมัครทั้งหมด 58 คน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่รับประทานอาหารคีโตเจนิกภายใต้การดูแลของทีมวิจัย
กลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ
การทดลองดำเนินเป็นเวลา 1 เดือน และหลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งเลือกที่จะรับประทานอาหารคีโตต่อเนื่องอีกหลายเดือน
สุขภาพกาย สิ่งที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมที่รับประทานอาหารคีโตเจนิกมีการเปลี่ยนแปลงด้านเมแทบอลิซึมที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่
ความไวต่ออินซูลินดีขึ้น
ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น
น้ำหนักตัวลดลง
สุขภาพเมแทบอลิซึมโดยรวมดีขึ้น
เอ สุขภาพกาย มันเกี่ยวกับจิตเหรือ เกี่ยวครับ เพราะ เนื่องจากผู้ป่วยโรคจิตเวชมักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยกลุ่มนี้สั้นกว่าประชากรทั่วไปด้วย
อาการทางจิตเวชก็ดีขึ้น
โรคจิตที่สุขภาพจิตดีขึ้น เป็นผลการรักษาที่หมอ คนไข้ และ ครอบครัวพึงปรารถนา
ได้แก่
อาการหลงผิดและประสาทหลอนลดลง
อาการด้านอารมณ์ดีขึ้น
ความรุนแรงของโรคโดยรวมลดลง
การตรวจวัด พบว่า ภาวะ ketosis ในร่างกาย มีผล ทำให้ การเปลี่ยนแปลงระบบ เมตาโบลิซึม ในร่างกาย และทำให้ทราบว่า ร่างกาย การเผาผลาญ มันมีผลต่อสมองได้เช่นกัน
สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารคีโตต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน ยังพบว่าความสามารถด้านสมาธิ ความสนใจ และการวางแผนตัดสินใจ (Executive Function) มีแนวโน้มดีขึ้นอีกด้วย
มันก็น่าสังสัย
เหตุใดอาหารคีโตจึงอาจส่งผลต่อสมอง?
กลไกไม่ทราบทั้งหมด แต่เชื่อว่า มันเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไมโทคอนเดรีย ทำให้เซลล์สมองผลิตพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ ยังลดการอักเสบของระบบประสาท ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายชนิด
แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องกับศาสตร์แขนงใหม่ที่เรียกว่า **Metabolic Psychiatry** หรือ "จิตเวชศาสตร์ด้านเมแทบอลิซึม"
ใหม่มาก กลไลจิตเวช จากการเผาผลาญ
ลึกกว่าสารสื่อประสาทที่เราเข้าใจ
ในอดีต หากมีอาการทางจิตเวช หมอ ก็บอกว่า สมองมีสารสื่อประสาท ไม่สมดุล ไม่ว่่าจะ เซโรโทนิน หรือ โดปามีน
Metabolic Psychiatry เปลี่ยนแนวคิด โดยเสนอ ปัจจัย ด้านการเผาผลาญพลังงาน การทำงานของไมโทคอนเดรีย ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และการอักเสบเรื้อรัง อาจมีบทบาทสำคัญเช่นกัน
เราต้องเข้าใจว่า การรักษา โรค มีอะไรที่รักษาได้ เราก็บูรณาการให้หมด และสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตร เช่น โภชนาการ นี่ก็สำคัญ พร้อมด้วย การปรับ เมแทบอลิซึม และสุขภาพจิต
แม้ว่ายารักษาโรคจะยังคงเป็นหัวใจหลักของการรักษาโรคจิตเภทและโรคไบโพลาร์ แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาในอนาคต
เราคงไม่อยากกินยาเป็นอาหารอย่างเดียวน่า จะต้องเสริม อาหารเป็นยาด้วย
ผศ นพ สุรัตน์ ตันประเวช
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี