เลขาธิการศาลยุติธรรม ออกหนังสือด่วนที่สุด ให้ศาลทั่วประเทศพิจารณาคดี “พืชกระท่อม”ตามกฎหมายเเก้ไขใหม่ หลังบังคับใช้ วันนี้เป็นวันแรกให้ปลดล็อคพืชกระท่อม จากยาเสพติด ประเภท 5 มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ จำหน่าย หรือผลิต ส่งออก นำเข้า ไม่ผิด สั่งระงับการพิจารณา ให้จำหน่ายคดี-หรือยกฟ้องนิรโทษโทษเก่า ถ้าคดีถึงที่สุดให้ถือว่าไม่เคยต้องโทษจำคุก ไม่ต้องคุมประพฤติ ถ้ายังถูกจำคุกให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา จำเลยระหว่างฝากขัง หรือระหว่างพิจารณา เเต่ไม่คืนค่าปรับ
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.64 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยกรณี ผลบังคับใช้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค.เป็นวันแรก เกี่ยวกับพืชกระท่อม โดยให้ถือว่าประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อมได้อย่างเสรี หรือจะบริโภคก็สามารถทำได้ ว่าเรื่องนี้ นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ศย016/ว903 เรื่องข้อพิจารณาเกี่ยวกับพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ลงวันที่ 18 ส.ค.65 ที่จัดทำโดย สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม ความว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2564 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพ .ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ในสาระสำคัญคือยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และยกเลิกความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมพ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 พ.ค.64 ซึ่งมาตรา 2ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด90วันนับ แต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.64 การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวมีข้อพิจารณาดังนี้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘รมว.ยธ.’ปล่อยตัวนักโทษกระท่อม1,038คน ปลดล็อคเสรีมีไว้ครอบครองซื้อขายได้)
(1) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษโดยไม่กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5และการยกเลิกบทบัญญัติความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมทำให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปถือว่าบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2วรรคสอง ให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
(2) ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลในความผิดฐานดังกล่าวพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(5) ศาลจึงไม่อาจขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ในระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาลได้ดังนั้น หากผู้ต้องหาในความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมอยู่ระหว่างฝากขังไม่มีเหตุที่จะขังผู้ต้องหาอีกต่อไปได้ต้องยกเลิกการฝากขังปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือตรวจคืนหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว (ถ้ามี) หรือหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง
(3) สำหรับคดีความผิดฐานดังกล่าวที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง จำเลยที่ได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ดังนั้นหากเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษและคุมประพฤติหากจำเลยชำระค่าปรับแล้วถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่อาจขอคืนค่าปรับได้ แต่หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกกักขังแทนค่าปรับ ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยเนื่องจากไม่มีโทษปรับอันจะกักขังแทนค่าปรับต่อไปได้ หรือหากจำเลยอยู่ระหว่างการคุมประพฤติเมื่อถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นจึงไม่มีโทษจำคุกที่ศาลจะรอการลงโทษและคุมประพฤติได้จำเลยจึงพ้นจากการคุมประพฤติ ต้องยกเลิกการคุมประพฤติทั้งนี้หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกจำคุกในการกระทำความผิดฐานอื่นด้วยก็จะต้องมีการแก้ไขหมายจำคุกหรือหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมที่ได้แก้ไขตามกฎหมายนี้
(4) คดีความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีเหตุที่จะขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว
ทั้งนี้หากมีกรณีที่ศาลอุทธรณ์ต้องอ่านคำพิพากษาในคดีความผิดฐานดังกล่าวที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ อาจนำระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลสูงในคดีอาญาและคดีแพ่งที่ศาลสูงโดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564 มาใช้ในการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเพื่อลดขั้นตอนการส่งคำพิพากษาไปอ่านที่ศาลชั้นต้น
โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการตามเเนวปฏิบัตินั้นหากมีคดีอยู่ที่ศาลยุติธรรม ศาลก็จะมีอำนาจพิจารณาสั่งจำหน่ายคดีได้ตามกฎหมายที่เเก้ไขใหม่ ส่วนคดีที่ยังไม่ได้มีการยื่นฟ้อง หรือคดีที่ตัดสินเเล้ว ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการประสานงานกัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี