546.jpg
กรมชลฯเร่งมือระบายน้ำเพิ่ม  ‘เจ้าพระยา’ล้น  กทม.ระวัง7เขตนอกคันกั้นนํ้า

กรมชลฯเร่งมือระบายน้ำเพิ่ม ‘เจ้าพระยา’ล้น กทม.ระวัง7เขตนอกคันกั้นนํ้า

วันเสาร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลฯเร่งมือระบายน้ำเพิ่ม

‘เจ้าพระยา’ล้น

กทม.ระวัง7เขตนอกคันกั้นนํ้า

ดุสิต-พระนคร-สัมพันธวงศ์เสี่ยง

ปทุมธานีเตรียมรับน้ำ2เขื่อน

ปภ.ย้ำน้ำท่วมกระทบ18จว.

ชัยภูมิ-โคราชอ่วมท่วมสูง

ปภ.ชี้น้ำท่วม 31 จังหวัด กระทบชาวบ้าน 229,220ครัวเรือน ตาย 7 ศพ ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ 18 จังหวัด เร่งระบายน้ำเพิ่ม เตือนปชช.รับมือ โฆษกรบ.เปิดโปรแกรม นายกฯ-ครม. ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม “บิ๊กป้อม” รุดตรวจอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรที่โคราช ขณะผู้ว่าฯ กทม. สั่ง 7 เขต ชุมชนริมเจ้าพระยา รับมือน้ำเพิ่มสูง ปทุมฯ สั่งพร้อมรอรับมวลน้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานว่า อิทธิพลพายุโซนร้อน‘เตี้ยนหมู่’ เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากใน 31จังหวัด 193 อำเภอ 981 ตำบล 6,827 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 229,220ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 7 ราย (ลพบุรี 6 ราย และเพชรบูรณ์ 1 ราย) สูญหาย 1 ราย (เพชรบูรณ์ 1 ราย)


ปภ.ระบุน้ำยังท่วมอีก18จังหวัด

ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 13 จังหวัด (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก บุรีรัมย์ นครปฐม ยโสธร สุรินทร์ เลย ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และปราจีนบุรี)ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม 18 จังหวัด ดังนี้ จ.สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา

เร่งระบายน้ำเพิ่มเตือนปชช.รับมือ

ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ อยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ ขณะที่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้เตรียมพร้อมรับมือแล้ว ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

โฆษกฯชี้นายกฯลงพื้นที่ต่อเนื่อง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ครม.หาเวลาที่เหมาะสมหมุนเวียนกันลงพื้นที่ตรวจราชการ และติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นำคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.นครราชสีมา พร้อมกับตรวจการสร้างอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร

ขณะที่นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.ชัยนาทในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ส่วนนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องวันที่ 3 ตุลาคม ที่ จ.อ่างทอง และสิงห์บุรี นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 30 กันยายน-2 ตุลาคมนี้ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ สุโขทัย และเพชรบูรณ์นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงานลงพื้นที่ จ.ลพบุรี และในวันที่ 5 ตุลาคม หลังจากประชุม ครม.ก็จะลงตรวจราชการ จ.นครปฐม รวมถึงวันที่ 8 ตุลาคม ลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ติดตามสถานการณ์น้ำภาคกลาง โดยการเตรียมการรับนายกฯ หรือ ครม.ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน

บิ๊กป้อมยันน้ำไม่ท่วมถึงกทม.แน่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกรุงเทพมหานคร แจ้งเตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือน้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น ว่า คาดว่าน้ำจะไม่ท่วม กทม.จากการลงพื้นที่ ปริมาณน้ำ 2,700-2,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เจ้าหน้าที่เตรียมเครื่องสูบน้ำพร้อมระบายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้น้ำท่วม กทม.ได้ ยืนยันว่าทำทุกอย่างอยู่แล้ว

เมินตอบสื่อถามเรื่องการลงพื้นที่

อย่างไรก็ดี พล.อ.ประวิตรปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมตามพื้นที่ต่างๆ ว่าได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ รวมถึงปฏิเสธตอบคำถามกรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ ว่าไม่ประกาศแจ้งบริเวณอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร จ.นครราชสีมา อย่างตรงไปตรงมาว่าจะกลายพื้นที่เสี่ยง

ต่อมาเวลา 14.00 น.พล.อ.ประวิตร พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำพร้อมกับมอบถุงยังชีพ บริเวณก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร จ.นครราชสีมา

‘เอนก’ลุยตรวจแก้มลิงบึงชำอ้อ

ขณะเดียวกัน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดย ดร.เอนก เผยว่า ตั้งใจมาเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ เนื่องจากเป็นจุดรับน้ำเหนือมาแต่ไหนแต่ไร และได้นำถุงยังชีพมามอบให้ โดยหลายอย่างเป็นนวัตกรรมของกระทรวงฯ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการจัดกิจกรรมช่วยเหลือภายหลังน้ำลดลง โดยจะให้นักศึกษาด้านช่าง เข้าช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์การเกษตร ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ดร.เอนก และคณะยังเดินทางต่อไปยัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เพื่อติดตามผลงานด้านบริหารจัดการน้ำของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.)โดยรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าเยี่ยมชมนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำของชุมชน เริ่มที่การบริหารจัดการน้ำแม่น้ำป่าสัก และคลองระพีพัฒน์ จากนั้นได้เยี่ยมชมแก้มลิงร่องสวนปาล์มน้ำมัน พร้อมกันนี้ได้เดินทางไปยังอบต.บึงชำอ้อ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำด้วยเทคโนโลยีโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศและระดับน้ำอัตโนมัติ

‘อัศวิน’จี้7เขตนอกแนวกั้นเฝ้าระวัง

ด้านพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงสถานการณ์น้ำเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ว่า จากสถานการณ์น้ำที่กรมชลประทาน รายงานข้อมูล ประกอบกับการตรวจวัดปริมาณน้ำที่ไหล่ผ่านกรุงเทพมหานคร เฉลี่ย 2,950 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปากคลองตลาด อยู่ที่ระดับ 1.55 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง ยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 1.45 เมตร จึงยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา ส่วนในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร มีฝนตกปานกลางถึงหนัก สูงสุดที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซอย 26 เขตบางแค วัดได้ 99.0มม.มีการเร่งระบายน้ำแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่อาจเพิ่มระดับสูงขึ้นตามที่ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)ประเมินจากปริมาณฝนที่ตกสะสมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำป่าสัก ในช่วงวันที่ 1-5 ตุลาคมนี้ จึงขอให้ชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ใน 7 เขต ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เขตดุสิตเขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์ เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน

กรมชลฯยัน4เขื่อนหลักรับน้ำได้อีก

นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 50,982 ล้านลบ.ม.สามารถรับน้ำได้อีก25,140 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 12,659 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 51% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 5,963 ล้าน ลบ.ม.สามารถรับน้ำได้อีก 12,212 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ในเกณฑ์ 2,666 ลบ.ม./วินาที และมีปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Ct.19จ.อุทัยธานี ในอัตรา 392 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ด้วยการตัดยอดน้ำเข้าระบบคลองชลประทาน ทั้งสองฝั่งรวม 376 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในเกณฑ์ 2,784 ลบ.ม./วินาที

ให้ปชช.ท้ายเขื่อนรับมือน้ำเพิ่มสูง

ทั้งนี้ จากปริมาณฝนตกหนักใน อ.ลำสนธิ และ อ.ไชยบาดาล จ.ลพบุรี ส่งผลให้เขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 1,207 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา (C.29A) อยู่ในอัตราประมาณ 2,950 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งได้แจ้งเตือนถึงผลกระทบบริเวณดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องมือให้ปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา จึงขอแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด

วัดพนัญเชิงตั้งบังเกอร์ป้องกันน้ำ

ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร กำลังทหาร พร้อมด้วยพระสงฆ์ สามเณรกว่า 50 รูป และเจ้าหน้าที่ของวัดดังกล่าว ได้ช่วยกันติดตั้งบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมแบบสำเร็จรูป สูง 2.5 เมตร กว้าง 1.2 เมตร เป็นระยะทาง 700 เมตร ในแนวฐานเขื่อนถาวรซึ่งก่อด้วยอิฐตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา และแม้น้ำป่าสัก ด้านหน้าและท้ายวัด นอกจากนี้ได้เตรียมกระสอบทรายไว้หนุนเพิ่มเติม โดยพระเมธีวราภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดและรองเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงเผยว่า ได้ขอกำลังทหารมาช่วยติดตั้งบังเกอร์ เพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งคาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

ปทุมรับมวลน้ำ3,200ลบ.ม./วินาที

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ได้ขับเรือนำถุงยังชีพแจกจ่ายให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา ใน ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ยกของขึ้นที่สูง เตรียมรับมวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักฯ ที่จะปล่อยลงมากว่า 3,200 ล้าน ลบ.ม./วินาที โดยจะกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำนอกคันกั้นน้ำ อ.สามโคก และ อ.เมืองปทุมธานี โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า เป็นห่วงผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากระดับน้ำสูงขึ้นจากวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา 50-60 เซนติเมตร จึงเร่งสำรวจและเตรียมการเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภัยชาวบ้าน จุดไหนเป็นจุดบอด เราได้เตรียมแบริเออร์ กระสอบทราย ไปกั้นเสริมไว้

ชัยภูมิน้ำเริ่มลดแต่ยังขัง25ชุมชน

ส่วนที่ จ.ชัยภูมิ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วม ว่ามีพื้นที่ได้รับความเสียหายรวม 16 อำเภอ 108 ตำบล 1,145 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมืองชัยภูมิ เขตเศรษฐกิจใจกลางเมือง โดยสถานการณ์น้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังมี 25 ชุมชน ที่น้ำยังท่วมขัง รวมถึงสถานที่ราชการหลายแห่ง แต่ภาพรวมถือว่าระดับน้ำลดลง 10-20 เซนติเมตร แต่ถนนหลายเส้นทางยังสัญจรผ่านไปมาไม่ได้ ขณะที่ถนนรอบเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ น้ำลดลงจนสัญจรได้บ้างแล้ว

ขณะที่ผู้ที่จะใช้เส้นทางแยกบ้านกุดตุ้ม-ดอนกู่-บ้านค่าย จ.ชัยภูมิ ทางหลวงชนบท 3016ชัยภูมิ ใช้รถยนต์เดินทางไปยัง อ.จัตุรัส ไม่ได้ เนื่องจากน้ำไหลแรงบนถนนหมายเลข 225 ชัยภูมิ-นครสวรรค์ ช่วงหลัก กม.ที่ 231-232จนถนนได้รับความเสียหาย ซึ่งทางเทศบาลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งเข้าซ่อมแซมแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่และจิตอาสา อีกส่วนหนึ่งได้นำถุงยังชีพไปมอบให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

น้ำลำเชียงไกรทะลักถนนมิตรภาพ

นายถนอม แกกสันเทียะผอ.หมวดบำรุงทางหลวงชนบท อ.คง แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการติดตามผลกระทบของโครงข่ายทางหลวงชนบทซึ่งเกิดจากสถานการณ์น้ำท่วม พบว่าผิวทาง สาย นม.1046 แยก ทล.2–บ้านสะแทด ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา หลัก กม.ที่ 0+500-6+000 ระดับน้ำสูงประมาณ 50-70 เซนติเมตร รถเล็กยังสามารถสัญจรได้ รวมทั้งผิวทางสาย นม.แยกทางหลวงหมายเลข 2-อ.โนนสูง มุ่งหน้าบ้านหนองหัวฟาน ต.หนองหัวฟาน อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา หลัก กม.ที่ 1+000-4+200 ระดับน้ำสูงประมาณ 40 เซนติเมตร-1 เมตร รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ เบื้องต้นได้ติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือผู้ใช้เส้นทางแล้ว

น้ำชีไหลท่วมหลายจุดที่ขอนแก่น

วันเดียวกัน นายกานต์ ทองเสน รักษาการนายอำเภอมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า น้ำจากแม่น้ำชี ได้ไหลเข้าพื้นที่บ้านโจดหมู่ 7 ต.กุดเค้า และบ้านชีวังแคน หมู่ 13 ต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรี อย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 70 เซนติเมตร ภายใน 17 ชั่วโมง และมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลจากเขาภูเม็ง ผ่านลำห้วยต่างๆ ในพื้นที่ และอ่างเก็บน้ำห้วยยาง สู่ที่ลุ่มต่ำ ทำให้บริเวณชุมชนหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายเกิดน้ำล้นตลิ่งเอ่อเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว

นายกานต์ เปิดเผยด้วยว่า ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนใน อ.มัญจาคีรี และพื้นที่ใกล้เคียง ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำชี ให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำล้นตลิ่ง โดยขอให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง ไปในพื้นที่ปลอดภัยซึ่งกำหนดไว้ เพื่อป้องกันอันตราย

เขตรอยต่อจ.ชัยภูมิท่วมสูง2เมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริเวณบ้านชีท่าวังเวิน ต.โนนทอง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นอำเภอรอยต่อรับน้ำจาก จ.ชัยภูมิ มีน้ำท่วมสูง 1-2 เมตร ส่วนในพื้นที่เกษตรน้ำท่วม 3-4 เมตร ทางกู้ภัยได้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว โดยพบว่ามีผู้อพยพที่ครอบครัวมีทารกฝาแฝดชายวัยเพียง 2 เดือน ติดอยู่ในบ้านกับมารดา เจ้าหน้าที่ได้พาทั้งคู่นั่งเรือออกมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ทางจังหวัดขอนแก่น ได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเร่งระบายน้ำลงสู่เส้นทางน้ำต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top