วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอแนะ 7 แนวทางลดฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพจากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ภายใต้ทุนอุดหนุนโครงการขับเคลื่อนนโยบายชี้นำสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่า สถานการณ์มลพิษอากาศเลวร้ายในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการคือแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศและสภาพอุตุนิยมวิทยา ทั้งนี้บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 สอนเราว่า การลดการเดินทางในช่วงล็อกดาวน์ช่วยให้มลพิษอากาศลดลงได้ถึงร้อยละ 20 จึงน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5ในวิถีชีวิตใหม่
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนรถยนต์ในจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่เราสามารถลดระดับมลพิษหลายชนิดลงได้โดยการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงและมาตรฐานการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ โดยจากการศึกษาเพื่อระบุ สัดส่วนแหล่งที่มาของ PM2.5 พบว่า 4 แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ 1.การจราจรทางบก สัดส่วนอาจสูงถึง 43% 2.ฝุ่นทุติยภูมิ ที่แขวนลอยในบรรยากาศ 20-30% 3.การเผาชีวมวล 15-25% 4.ฝุ่นดินละเอียด 8-17%
“เมื่อพิจารณาเฉพาะฝุ่นที่มาจากการจราจรทางบก ผลการศึกษาของ TDRI ปี 2564 สอดคล้องกับการศึกษาของ AIT ปี 2563 พบว่า PM2.5 มาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ 43%รถบรรทุกขนาดเล็ก ปิคอัพ 30% และรถประจำทาง 17% รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีมาตรฐานไอเสีย Pre-Euro + Euro 1 ปล่อย PM2.5 มากถึง 55% ของแหล่งกำเนิดที่มาจากการขนส่งทางถนน
เนื่องจากจำนวนรถบรรทุกที่มีอายุมากกว่า 20 ปี และอายุมากกว่า15 ปี เป็นสัดส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกทั้งหมด อีกทั้งเป็นรถที่มีมาตรฐานไอเสียต่ำ ปล่อย PM2.5 สูง ดังนั้นแนวทางลดฝุ่น PM2.5 ควรเน้นในการปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ควบคู่กับคุณภาพเชื้อเพลิง และลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมือง”รศ.วงศ์พันธ์ ระบุ
ด้าน รศ.ดร.ตระการ ประภัสพงษาอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอข้อมูลฝุ่น PM2.5 และงานวิจัยในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพและต้นทุนทางสุขภาพ ของฝุ่นละอองขนาดเล็กจากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” โดยทำการประเมินผลจาก 10 แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมาจากแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” จากนั้นพัฒนาเป็น 7 แนวทางการลดฝุ่นในลำดับต่อมา
“เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จึงได้มีการพัฒนา สมุดปกขาว7 แนวทางการลดฝุ่น ที่นำเสนอการขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนมุ่งเป้าหมายที่แนวทางการลดฝุ่น PM2.5และผลกระทบต่อสุขภาพเป็นหลัก เพื่อนำข้อมูลและความรู้ต่างๆ เสริมสร้างความตระหนักรู้ และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายโดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และต้นทุนทางสุขภาพในภาคการขนส่งทางถนนในอนาคต” รศ.ดร.ตระการ กล่าว
โดยสรุป 7 แนวทางการลดฝุ่น PM2.5 มีดังนี้ 1.กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษ ซึ่งคาดว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2572 มีมูลค่า 8,935 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 13,540 ปี ซึ่งสามารถปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องยนต์ยูโร 5 และลดค่าใช้จ่ายในการนำรถมาปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์
2.มาตรการเปลี่ยนหรือปรับปรุงคุณภาพรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานสูง ผู้ออกนโยบายควรคำนึงถึงเรื่องการเพิ่มภาษีและค่าธรรมเนียมในการต่อทะเบียนรถเก่า โดยอาจต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรับอัตราภาษีแบบก้าวกระโดด โดยระยะแรกกำหนดอัตราภาษีคงที่ให้เท่าเดิมตั้งแต่ปีแรก และยกเลิกการลดอัตราภาษีสำหรับรถที่ใช้งานเกิน 5 ปี ระยะที่ 2 (ระยะ 3-5 ปี)คอยปรับเพิ่มอัตราภาษีรถเก่า โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและไม่ควรบังคับใช้ย้อนหลัง
3.ติดตั้งอุปกรณ์กรองเขม่าในเครื่องยนต์ดีเซล โดยผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2572 มีมูลค่า 6,168 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 9,347 ปี โดยแนวปฏิบัติกระบวนการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นเขม่าขนาดเล็ก DPF สนับสนุนการติดตั้ง DPF ในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่ผู้ผลิตไม่ได้ออกแบบมากับกลุ่มประเภทรถที่ควบคุมได้ เช่นรถโดยสารหรือรถขนาดใหญ่ เป็นต้น
4.การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ผลักดันมาตรการด้านภาษีเพื่อเร่งรัดให้เกิดการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า10 ppm ให้เกิดขึ้นตามแผนที่ตั้งไว้ในปัจจุบันคุณภาพน้ำมันของประเทศไทยมีมาตรฐานที่ระดับเทียบเท่ากับยูโร 4 ซึ่งมีปริมาณกำมะถันเจือปนไม่เกิน 50 ppmทั้งนี้ทางกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำมันได้มีการจัดทำข้อตกลง และมีแผนที่จะเปลี่ยนไปสู่การบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm ในวันที่ 1 ม.ค. 2567
5.การกำหนดเขตพื้นที่การปล่อยมลพิษต่ำ โดยมีการศึกษาเพื่อหาความคุ้มค่าของการประกาศใช้นโยบายว่าต้องสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สุขภาพและด้านอื่นๆ ต่อประชาชนอย่างเพียงพอ รับฟังความเห็นของประชาชน และสร้างความเข้าใจความร่วมมือของภาคประชาชน ผู้ประกอบการขนส่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด 6.สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2572 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์มูลค่า 1,911 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 2,896 ปี ซึ่งจะมีมาตรการสนับสนุน 2 แนวทางหลัก คือ 6.1 ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ และ 6.2 ตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน
และ 7.ส่งเสริมการใช้รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้า ในปี 2572 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์มูลค่า 306 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 463 ปี ควรมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และทุกภาคส่วนต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ด้าน ขสมก. มีแผนที่จะเช่ารถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า 2,511 คัน พร้อมกับรถที่จ้างของเอกชนอีก 1,500 คัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี