วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ระทึกกลางกรุง! เครนยักษ์ถล่มย่านเจริญกรุง นายกสมาคมวิศวกรฯ รุดสแกนพื้นที่ ตั้งปม 4 ประเด็นหลัก 'ฐานทรุด-ฝนตกดินเหลว-ยกเกินน้ำหนัก' จี้ กทม. ออกข้อบัญญัติคุมเข้มมาตรการก่อสร้างด่วน
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 จากอุบัติภัยร้ายแรงกรณีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ (เครน) พังถล่มลงมาภายในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งย่านถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร โดยสร้างความหวาดวิตกให้แก่ประชาชนผู้สัญจรผ่านไปมาเป็นอย่างมาก ล่าสุด ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยทางวิชาการเกี่ยวกับแนวโน้มและสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว

โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ระบุว่า จากข้อมูลและพยานหลักฐานเบื้องต้นที่มีเพียงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอขนาดเล็กน้อย ทำให้ยังไม่สามารถฟันธงชี้ชัดถึงสาเหตุหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะวิศวกรโครงสร้าง ขอตั้งข้อสังเกตและประเด็นสำคัญทางเทคนิคไว้ 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ดังนี้ ประเด็นที่ 1: ชนิดและประเภทของเครนที่เกิดเหตุ ต้องตรวจสอบว่าเครนที่ถล่มเป็นรูปแบบใด ระหว่าง ‘ทาวเวอร์เครน’ (Tower Crane) ที่ติดตั้งอยู่กับที่ติดกับโครงสร้างอาคาร หรือเป็น ‘โมบายเครน’ (Mobile Crane) ที่เคลื่อนที่ได้ ทั้งนี้ จากภาพแวดล้อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็น เครนล้อแทร็กหรือเครนตีนตะขาบ ซึ่งเครื่องจักรประเภทนี้มีโอกาสล้มคว่ำได้ง่าย หากตัวรถสูญเสียสมดุลขณะทำงาน มีการยกน้ำหนักเกินพิกัดที่กำหนด หรือฐานรองรับพื้นผิวไม่มีความมั่นคงแข็งแรงพอ
ประเด็นที่ 2: กิจกรรมหน้างานและสภาพแวดล้อม (ปัจจัยจากดินและฝน) ต้องไล่ดูว่าขณะเกิดเหตุหน้างานกำลังทำกิจกรรมใด เนื่องจากยังไม่พบโครงสร้างอาคารเหนือดิน จึงคาดว่าเป็นขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะหรือฐานราก ประกอบกับสภาพพื้นผิวมีน้ำเจิ่งนอง ซึ่งอาจเกิดจากฝนตกหนักก่อนหน้านี้ ปัจจัยนี้ทำให้ดินในไซต์งานกลายสภาพเป็นดินเหลว ส่งผลให้ศักยภาพในการรับน้ำหนักลดลง จนไม่สามารถรองรับน้ำหนักกดทับของตัวเครนขนาดใหญ่ได้
ประเด็นที่ 3: มาตรฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Operation Standard) เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบว่า ขั้นตอนการทำงานถูกต้องตามหลักวิศวกรรมหรือไม่ เช่น ในจุดที่เครนตั้งอยู่มีการนำ ‘แผ่นเหล็กหนา’ มาปูรองพื้นผิวเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักลงสู่ดินอย่างเหมาะสมหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ มีวิศวกรวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตมาคอยควบคุมกำกับการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดในวินาทีที่เกิดเหตุหรือไม่
และ ประเด็นที่ 4: การตรวจสภาพเครื่องจักรและใบอนุญาตผู้บังคับเครน ต้องตรวจสอบเอกสารการบำรุงรักษาและการตรวจสภาพความปลอดภัยของเครน (ปจ.1) ว่ามีการรับรองตามวงรอบกฎหมายอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตัวพนักงานขับหรือผู้บังคับเครน มีใบเซอร์หรือใบอนุญาตปฏิบัติงานที่ถูกต้องและมีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่

‘ทั้ง 4 ประเด็นข้างต้น ถือเป็นข้อสันนิษฐานและหลักการตั้งปมตามแนวทางวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น สาเหตุที่แท้จริงและสิ้นสุดชี้ขาด จะต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐานในเชิงลึกต่อไป’ ศ.ดร.อมร ระบุ
ทั้งนี้ ศ.ดร.อมร กล่าวตบท้ายอย่างห่วงใยว่า อุบัติเหตุเครนถล่มในพื้นที่กรุงเทพมหานครเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งพิจารณาออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร หรือกฎหมายท้องถิ่นฉบับใหม่ เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำและควบคุมความปลอดภัยจากงานก่อสร้างในเขตเมืองหลวงอย่างเบ็ดเสร็จ ครอบคลุมทั้งปัญหาเครนพังถล่ม, สิ่งของหรือเศษวัสดุร่วงหล่นจากที่สูง, มลพิษทางฝุ่นละออง, มลพิษทางเสียง และการสั่นสะเทือน เพื่อปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในชีวิตประจำวันของประชาชนชาวเมืองหลวง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี