คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เผยแพร่ข่าวปลอม แล้วไม่อาย ไม่ลบ ไม่ขอโทษ ไม่ใช่อาการ ‘สมองตอแหล’
กรณีโต้เถียงระหว่าง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน กับผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล “หมิว” อุบลรัตน์ เถาว์น้อย ทำให้คอการเมืองได้เห็นคุณภาพทางความคิดอ่าน ว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร
และเชื่อว่า คงทำให้หลายคน นึกถึงอาการ “สมองตอแหล”ของนักการเมืองบางจำพวกเหมือนกัน
1. น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน (ผู้แชร์ข่าวปลอมมากหลาย ล่าสุด กรณีสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท) ล่าสุด ได้โพสต์คลิปพาดพิงกล่าวหาถึง “หมิว” อุบลรัตน์ เถาว์น้อย จากกรณีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเชิญอธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ (รังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ)
น.ส.รักชนก ได้วิจารณ์การทำงานของ น.ส.อุบลรัตน์ โดยพาดพิงถึงอดีตการเป็นผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ TOP NEWS ทำนองว่า ให้เลิกใช้นิสัยเดิมในการสื่อสาร อย่าบิดเบือนเพื่อปกป้องรัฐบาล และกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าเลือกใช้แต่คนที่คอยอวยตนเองมาทำงาน
ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง น.ส.อุบลรัตน์ได้ชี้แจงพร้อมนำเอกสารราชการมาแสดงด้วยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ละเลยต่อหนังสือเรียกของ กมธ.โดยชี้ว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือ (30 ก.ย. 2569) รักษาราชการแทนเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือแจ้งไปยังอธิบดีกรมการปกครองในวันรุ่งขึ้นทันที ส่วนที่อธิบดีฯไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเองเป็นเพราะติดภารกิจราชการเรื่องน้ำท่วมในต่างจังหวัด แต่ได้จัดส่งเอกสาร TOR การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นไปให้ กมธ. แล้ว
น่าแปลกใจ น.ส.รักชนก กลับพยายามอ้างว่า เอกสารที่ น.ส.อุบลรัตน์ นำมาแสดงนั้น ไม่มีที่สั่งการโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล
น.ส.อุบลรัตน์ ได้โพสต์อธิบายย้ำ ทำวงกลมให้เห็นการสั่งการไปยังอธิบดี พร้อมกางไทม์ไลน์
“จากไทม์ไลน์ที่นำเสนอไป มันก็ชัดเจนอยู่แล้วรึเปล่าคะ? หรือท่านสับสนอะไร?”
นอกจากนี้ น.ส.อุบลรัตน์ยังกล่าวถึงประเด็นการเปิดรับเงินบริจาคของพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบรัฐบาลถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สส.มีเงินเดือน มีผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ยังได้รับเงินอุดหนุนจากพรรคการเมือง
จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดพรรคประชาชนยังจำเป็นต้องเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนเพิ่มเติม พร้อมทิ้งท้ายว่า
“สรุปว่า เงินไม่มี? บริหารเงินไม่เป็น? หรือจะเอาเงินไปทำอะไร? ลองตอบให้เคลียร์บ้างสิคะ”
2. น่าอนาถใจมาก... เมื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมแพร่ข่าวปลอมบ่อยครั้ง (ล่าสุด คือสลิปปลอม) ยังมั่นหน้า เที่ยวแสดงการสั่งสอนบุคคลอื่นหน้าตาเฉย !!!
น่าสงสัยว่า... บุคคลใดๆ ชอบปล่อยเฟคนิวส์ซ้ำซาก โดยไม่รู้สึกอับอาย ไม่รู้สึกละอาย จัดเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต หรือไม่?


เมื่อลองถาม AI ได้คำตอบน่าสนใจมาก ระบุว่า
“..การปล่อยข่าวปลอม (Fake News) ซ้ำซาก ไม่ได้จัดเป็นโรคทางจิตเวชโดยตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์
แต่มักเกิดจากแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ อคติทางความคิด หรือบุคลิกภาพที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพฤติกรรมนี้อาจสัมพันธ์กับภาวะทางจิตวิทยาบางอย่างได้เช่นกัน
มุมมองทางจิตวิทยาและแรงจูงใจเบื้องหลัง
นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออธิบายสาเหตุที่คนกลุ่มนี้ยังคงสร้างหรือแชร์ข่าวปลอมซ้ำๆ แม้จะถูกจับได้แล้วไว้ดังนี้
แรงจูงใจด้านผลประโยชน์และชื่อเสียง - หลายคนทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ (Attention-seeking) เพิ่มยอดผู้ติดตาม สร้างรายได้จากโฆษณา หรือใช้ทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและธุรกิจ
บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมหรือหลงตัวเอง - ผู้ที่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic) หรือขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Antisocial traits) มักไม่รู้สึกผิดเมื่อโกหก และพร้อมจะบิดเบือนความจริงเพื่อรักษาภาพลักษณ์หรือผลประโยชน์ของตนเอง (ซึ่งในภาษาทั่วไปมักถูกมองว่า “หน้าด้าน” หรือไม่เกรงกลัวความอับอาย)
ภาวะโกหกจนเป็นนิสัย (Pathological Lying) - แม้ไม่ใช่ชื่อโรคโดยตรง แต่เป็นอาการที่พบได้ในกลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพบางชนิด ทำให้เจ้าตัวแต่งเรื่องโกหกซ้ำซากจนบางครั้งเชื่อในเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นจริงๆ
อคติยืนยันความคิดตนเอง (Confirmation Bias) - บางคนไม่ได้มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก แต่เลือกรับและส่งต่อเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อหรืออคติของตนโดยไม่ตรวจสอบความจริง…”
3. “สมองตอแหล”
คำว่า “สมองตอแหล” เป็นคำเปรียบเปรยที่เคยมีแพทย์ นำมาใช้อธิบายภาวะทางการแพทย์ที่เรียกว่า “Confabulation” (ภาวะสร้างความทรงจำเท็จหรือการแต่งเรื่องโดยไม่รู้ตัว)
ภาวะนี้ ไม่ใช่การตั้งใจโกหกเพื่อหลอกลวงผู้อื่น แต่เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองที่พยายามปะติดปะต่อข้อมูลที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อสมองสูญเสียความทรงจำบางส่วนไป สมองจะสร้างเรื่องราวใหม่หรือบิดเบือนความทรงจำเดิมขึ้นมาแทนที่ช่องว่างนั้นทันที ผู้ที่มีภาวะนี้ไม่ได้มีเจตนาโกหก และพูดเล่าเรื่องที่ไม่เป็นความจริงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและมั่นใจ เพราะสมองของเขาประมวลผลว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เช่น ผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตลอดทั้งวัน แต่กลับเล่าให้ญาติฟังเป็นฉากๆ ว่าเมื่อเช้าเพิ่งออกไปเดินตลาดมา หรือผู้ป่วยที่ตาบอดจากโรคหลอดเลือดสมอง (Anton’s syndrome) แต่มักพูดบรรยายสิ่งที่มองเห็นตรงหน้าทั้งที่มองไม่เห็นจริง เป็นต้น
การโกหกทั่วไปเกิดจากความตั้งใจและรู้ตัวดีว่ากำลังบิดเบือนความจริง เพื่อผลประโยชน์ หรือเอาตัวรอด ส่วนภาวะ Confabulation เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่มีเจตนาหลอกลวง
คนที่โกหกมักจะหาข้อแก้ตัวหรือเปลี่ยนเรื่องเมื่อถูกจับได้ แต่ผู้ป่วยภาวะ Confabulation มักจะยืนยันในสิ่งที่ตนพูดอย่างหนักแน่น หรือสร้างเรื่องใหม่มาอธิบายเพิ่มเติมทันทีเพื่อเชื่อมโยงให้สมเหตุสมผลในความคิดของตัวเอง
น่าสงสัยว่า คนที่เสพติดการเผยแพร่เฟคนิวส์ แล้วไม่ละอายเมื่อถูกจับได้ ไม่ลบ ไม่ขอโทษอะไรเลย หากไม่ใช่ “สมองตอแหล” แต่เป็นเพราะอะไร ?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

