คอลัมน์ : มองอย่างไท

ยึดทรัพย์ จัดให้หนักกว่าเดิม
นอกจากการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ราชการในทางมิชอบเพื่อหาผลประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เรื่องที่มักจะเกิดควบคู่กันไปเสมอในทุกสังคม คือการคดโกง ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ไม่ซื่อตรง หลอกลวง ปิดบังหรือทำนอกกติกา เพื่อให้ได้ความได้เปรียบอันนำมาซึ่งประโยชน์แห่งตน และทั้งสองเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
การคดโกงเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าได้มีการกล่าวถึงการลงโทษในกฎหมายหลายมาตรา ทั้งในพระอัยการกบฏศึกและพระอัยการอาชญาหลวงของกฎหมายตราสามดวง โดยกล่าวถึงการริบราชบาตร
ริบราชบาตร ริบราชบาต หรือริบราชบาทว์ คือการยึดทรัพย์สมบัติข้าทาสบริวารทั้งหมดในครอบครองของผู้ต้องโทษถูกริบให้ตกเป็นของหลวงจากผู้ที่รับราชการแผ่นดิน แต่หากเป็นการยึดหรือริบเอาทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินของเอกชนเข้ามาจะเรียกว่าพัทธยา ซึ่งทั้งสองคำนี้ในปัจจุบันคือการยึดทรัพย์นั่นเอง
พระอัยการกบฏศึก ระบุถึงลักษณะอันเป็นการก่อกบฏยึดอำนาจปกครองจากกษัตริย์ และยังกล่าวถึงการ
กระทำผิดลักษณะร้ายแรงต่างๆ ที่มีผลต่อความมั่นคงภายในพระราชอาณาจักรหรือต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี การลงโทษจึงมีความร้ายแรง ผู้คิดประทุษร้ายต่อพระมหากษัตริย์ จะเข้าข่ายฐานกบฏ จะถูกริบราชบาตรและประหารทั้งโคตร
พระอัยการอาชญาหลวง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของขุนนางหรือราษฎรที่ละเมิด
พระราชโองการ การเบียดบังทรัพย์ของหลวง และภาษีค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นอันตรายต่ออาณาประชาราษฎร์ ให้ลงโทษริบราชบาตร แล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง
วรรณคดีที่มีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาคือเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่กล่าวถึงขุนไกรผู้เป็นบิดาของขุนแผน รับราชการและต้องออกไปเป็นแม่กองต้อนกระบือ ครั้นกระบือที่ต้อนมานั้นเกิดตื่นถึงไล่ขวิดผู้คน ขุนไกรได้ไล่ต้อนและใช้หอกแหลมทิ่มแทงกระบือ จนฝูงกระบือหนีเข้าป่า เป็นเหตุให้พระพันวัสสาทรงกริ้ว สั่งให้ริบราชบาตรและประหารชีวิตขุนไกร
ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏว่าเคยมีการริบราชบาตรจากผู้ที่คิดมิดีต่อพระองค์
จวบจนมาถึงสมัย อาณาจักรรัตนโกสินทร์ การริบราชบาตรยังคงเป็นบทลงโทษขั้นร้ายแรงสำหรับผู้กระทำผิด ทั้งฐานเป็นกบฏและทุจริตในหน้าที่ อาทิ กรณีวิกฤตการณ์วังหน้าในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ต้นรัชกาลที่ ๕ โดยหม่อมเจ้าหญิงฉวีวรรณได้หลบหนีไปกัมพูชาระหว่างเกิดวิกฤตการณ์ ถือเป็นความผิดอุกฤตโทษที่ข้าราชการสำนักฝ่ายในออกจากพระนครไปโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ส่งผลให้คนในราชสกุลปราโมชถูกริบราชบาตร
มีเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลเดียวกัน เป็นเหตุการณ์ฆ่าคนตายและทารุณกรรมแก่คนไทยที่เมืองกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองระหว่างไทยกับอังกฤษ มีการละเมิดกฎหมายอาญาบ้านเมืองเกี่ยวข้องด้วย โดย พระปรีชากลการ ที่มีฐานะเป็นลูกเขยของกงสุลอังกฤษประจำสยามในเวลานั้น
ไม่ลงรอยกันกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค ) ผู้สำเร็จราชการ จนทำให้ท้ายที่สุดพระปรีชากลการถูกประหารชีวิต และคนในครอบครัวอมาตยกุลถูกริบราชบาตร
การริบราชบาตรถูกเปลี่ยนมาเป็นการยึดทรัพย์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ประเทศไทยซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศ และมีการออกกฎหมายลูกต่างๆ ติดตามมา รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๔ โดยวิธีการยึดทรัพย์นั้นอยู่ในมาตรา ๓๐๓ ถึง ๓๑๕
เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ปปง.หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้จัดแถลงผลการดำเนินงานเนื่องในวาระครบรอบ ๒๗ ปี ขององค์กร เป็นผลงานในปี ๒๕๖๙ ว่า ได้ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกรณีคดโกงเป็นจำนวนถึง ๖๗,๓๖๔ล้านบาท จากเครือข่ายอาชญากรรมรายใหญ่ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และคดีดังอื่นๆ โดยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการปราบปรามและการฟอกเงินเป็นประธานในการแถลงข่าว
โดยมุ่งการตัดวงจรการฟอกเงินที่บั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ และยังมีการเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วย โดยมีการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายรวมมูลค่ากว่า ๑๐,๙๘๑ ล้านบาท ตลอดจนยังมีการดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรวมมูลค่ากว่า ๒๗,๓๔๙ ล้านบาท รวมทั้งศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินและสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายรวมมูลค่ากว่า ๓,๙๙๙ ล้านบาทแล้วด้วย
การดำเนินการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ มีทั้งส่วนบุคคลและบริษัทรวมหลายราย แต่มีคดีสำคัญ อาทิ คดีนายเล่าต๋า แสนลี่ และพรรคพวก ซึ่งต้องคดียาเสพติดเป็นเงินรวมกว่า ๑๓๑ ล้านบาท คดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มีการอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ มูลค่าประมาณ ๑๒ ล้านบาท และคดีของนายแทนไท ณรงค์กูล กับพวก ที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ๒๘ รายการ มูลค่ามากกว่า ๑๗๔ ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดินและคดีถึงที่สุดแล้ว และยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ๔ ราย ได้แก่ คดีของนายเฉิน จื้อ กับพวก คดีนายก๊ก อาน กับพวก คดีนางสาวแตงไทย กับพวก และคดีนายเอื้ออังกูร กับพวก ซึ่งเฉพาะ ๔ รายหลังนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า ๑๐,๑๖๕ ล้านบาท
ในส่วนของคดีทั้งหมดข้างต้นนี้ มีคดีหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าสนใจและมีผู้กล่าวถึงกันมากคือคดีของนายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไททันแคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งล์ กับพวกรวม ๖ นาย ที่มีความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินละเมิดลิขสิทธิ์เว็บหนังเถื่อน ซึ่งคดีนี้ถึงแม้ศาลจะตัดสิน และคดีได้ถึงที่สุดแล้ว โดยให้ทรัพย์สินที่เป็นประเด็นปัญหาตกเป็นของแผ่นดิน แต่เมื่อคดีนี้ไปถึงอัยการ เพื่อให้มีการดำเนินการทางอาญากลับปรากฏว่าอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง
นายแทนไทนั้น ได้เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และฟอกเงินมาแล้วครั้งหนึ่งในปีพ.ศ. ๒๕๖๓
ในวันแถลงข่าวของสำนักงาน ปปง. ในส่วนของคดีนายแทนไทนั้น ได้มีการแถลงว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นมาตรการทางแพ่งซึ่งไม่ผูกติดกับคดีอาญา โดยมุ่งเน้นดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งแตกต่างกับการดำเนินคดีอาญาซึ่งมุ่งดำเนินการกับตัวบุคคลที่กระทำความผิด
คดีของนายแทนไทนี้ ปปง.ได้เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานจากการสืบสวนทั้งหมดและเห็นว่าน่าจะมีความผิดทางอาญาอยู่ด้วย จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพญาไทให้ดำเนินคดีกับนายแทนไท ซึ่งก็ได้มีการทำสำรวจสอบสวนคดีอาญา และส่งให้อัยการพิจารณาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีการดำเนินการสั่งฟ้อง
คดีนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ได้มีการสอบสวนและรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ที่น่าจะทำให้เชื่อว่านายแทนไทและพวกได้กระทำความผิดฐานฟอกเงินรวมทั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสำนวนฟ้องถึง ๑๒,๘๑๘ แผ่น ยื่นต่ออัยการด้วย แต่ในที่สุดก็มีหนังสือคำสั่งชี้ขาดจากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และให้ DSI เพิกถอนหมายจับนายแทนไทกับพวกด้วย
การที่เริ่มมีกระแสสังคมในลักษณะที่ประชาชนเริ่มไม่มีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ ถือเป็นเรื่องที่อันตราย การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการจึงจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่อดีตอัยการสูงสุดผู้เป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้แสดงเจตนาที่ดีในการที่จะให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาบางคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ตั้งกรรมการตรวจสอบออกมาหลายคณะ ซึ่งผลการตรวจสอบน่าจะสำเร็จลุล่วงแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ควรเปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบด้วย การนิ่งเฉยไว้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใดทั้งสิ้น และอาจเป็นผลเสียด้วย
การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการในฐานะทนายแผ่นดิน ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากและหากจะได้ปฏิบัติตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสไว้ในการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่“ให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวงให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องตั้งมั่นในความสุจริตและไม่ปล่อยให้อคตินำพาไปในทางที่ไม่สมควร” ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ได้ธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและยุติธรรมของสังคมอันจะเป็นการเสริมสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรีของอัยการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

