บทบรรณาธิการ : 18 สิงหาคม 2569

รัฐสภาต้องเร่งแก้ปัญหาชายแดนใต้
เหตุการณ์ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรังของประเทศ การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐและกระบวนการสร้างสันติภาพโดยรวม
รัฐสภาในฐานะสถาบันสูงสุดทางนิติบัญญัติจึงไม่อาจนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกต่อไป การนำปัญหานี้เข้าสู่การพิจารณาในสภาอย่างเร่งด่วน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการกำหนดแนวทางแก้ไขที่เป็นระบบและมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานความมั่นคงเท่านั้น เพราะสภาคือตัวแทนของประชาชน
นอกจากนี้ ทุกพรรคการเมืองต้องถือว่าปัญหาชายแดนใต้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม การแข่งขันทางการเมืองไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการหาทางออกที่ยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญและเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาในหลายด้าน ทั้งด้านโครงสร้างที่มี 3 หน่วยงาน คือ สมช. กอ.รมน. และศอ.บต. ที่ยังทำงานแบบไม่เป็นเอกภาพ
การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในพื้นที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ ก็เป็นประเด็นสำคัญ พรรคการเมืองจึงควรแสดงความจริงใจด้วยการสนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่งศึกษารูปแบบการกระจายอำนาจที่เหมาะสมกับพื้นที่โดยยังทำให้เกิดความสมดุลกับเรื่องความมั่นคง
หนึ่งในรากเหง้าของความไม่ไว้วางใจคือการบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนมองว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งสมควรจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระค้นหาข้อเท็จจริงและรับเรื่องร้องเรียนที่มีตัวแทนภาคประชาสังคม และพัฒนาระบบเยียวยาที่ครอบคลุม โปร่งใส และไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ของความขัดแย้ง ซึ่งหากข้อเสนอนี้ได้รับการผลักดันจากรัฐสภาและทุกพรรคการเมือง จะช่วยคลายความไม่ไว้วางใจและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพ
การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจสำเร็จได้หากไม่ยอมรับและเคารพอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ การส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมมลายูมุสลิมควบคู่กับสังคมไทย จะช่วยสร้างความ “เข้าใจ” และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ช่วยให้รัฐ “เข้าถึง” ประชาชนในพื้นที่ ก่อนจะนำไปสู่การ “พัฒนา”
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นจังหวัดที่มีความยากจนสูงระดับต้นๆ ของประเทศ และมีปัญหาด้านการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่ หากรัฐสภาและพรรคการเมืองร่วมกันผลักดัน การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพท้องถิ่น และปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับลักษณะพิเศษของประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับเยาวชนและลดแรงกดดันที่นำไปสู่ความรุนแรง
รัฐสภาและทุกพรรคการเมืองจึงควรร่วมกันแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติ ด้วยการเร่งนำปัญหาชายแดนใต้เข้าสู่การพิจารณาในสภา และร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่แผ่นดินไทยโดยเร็วที่สุด

