คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

การพบกันครั้งแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูลในฐานะนายกรัฐมนตรี กับอดีตนักโทษคดีทุจริตโกงบ้านกินเมืองที่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร” ในงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ นักการเมืองบ้านใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจาก“รัฐบาลแพทองธารชินวัตร”ในเดือนมิถุนายนปี 2568 ได้กลายเป็นประเด็นข่าวให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
ลำพังแค่การพบกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูลกับ“ทักษิณ ชินวัตร” ที่เพิ่งจะพ้นโทษหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาไม่ถือเป็นเรื่องแปลก แม้จะพบกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากรัฐบาล เพราะพรรคเพื่อไทยโดย“ทักษิณ”ต้องการยึดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่นายอนุทินนั่งอยู่กลับคืนมาเป็นโควตาของพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ที่แปลกให้ต้องพูดถึง ก็เนื่องด้วยนายอนุทินก้มลงกราบที่ตัก“ทักษิณ”ตอนเดินมาส่ง“ทักษิณ”ขึ้นรถยนต์ก่อนที่ประตูรถจะปิด
หลังจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ให้สัมภาษณ์ออกตัวทันที โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เจอท่านผมก็ต้องกราบอยู่แล้ว ผมเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลท่านมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นรัฐมนตรีลำดับท้ายสุดเลยมั้ง ท่านก็ให้ความเมตตามา”
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูลก็ไม่ต่างจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.จังหวัดปทุมธานี คนปัจจุบัน เมื่อครั้งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในปี 2555 สมัย“รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือ“บิ๊กแจ๊ส”ได้พูดถึงบุญคุณและบารมีของ“ทักษิณ ชินวัตร”ที่มีต่อตน จนทำให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการตำรวจกระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถึงขนาดจารึกป้ายติดไว้ที่ผนังห้องทำงานว่า“มีวันนี้เพราะพี่ให้” ซึ่งก็หมายถึง“ทักษิณ”ผู้มีพระคุณ
อีกทั้งบทโต๊ะทำงานของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในเวลานั้น ก็ยังมีภาพใส่กรอบรูปที่“ทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งช่วงเวลานั้นหลบหนีอยู่ในต่างประเทศกำลังประดับยศ“พลตำรวจโท”ให้แก่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ตั้งอยู่ด้วย โดยในกรอบรูปนี้ มีข้อความและลายเซ็นของ“ทักษิณ”ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 เขียนว่า“ขอแสดงความยินดีกับแจ๊สน้องรัก ขอให้มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นที่รักของประชาชนและเพื่อนตำรวจ-รัก”
ความเหมือนของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงคล้ายกันตรงที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์“มีวันนี้เพราะพี่ให้” ในฐานะที่“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นรุ่นพี่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ระหว่างรุ่นพี่ “นรต.26” กับรุ่นน้อง“นรต.30”
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น“มีวันนี้เพราะนายให้” ในฐานะลูกพรรคไทยรักไทยที่“ทักษิณ”มอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปี 2547 ซึ่งมีนายวัฒนา เมืองสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และเวลานี้นายวัฒนาก็ยังติดคุกอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจาก“คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร” สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ”เป็นนายกรัฐมนตรี โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ตัดสินจำคุก 99 ปี แต่ติดคุกจริง 50 ปี
อย่างไรก็ตาม การกราบตัก“ทักษิณ ชินวัตร”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดังที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ฝ่ายที่“อวย”นายอนุทิน ต่างก็มองว่าเป็นเรื่องของมารยาท และวัฒนธรรมไทย อันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานกันมานาน ถือว่าเป็นการให้เกียรติและการมีสัมมาคารวะของผู้น้อยที่แสดงความเคารพผู้อาวุโสหรือผู้มีพระคุณที่เคยให้โอกาสทางการเมือง
นอกจากนั้นในสายตาของนักวิชาการอิสระหลายคนที่“ชักธงเชียร์”นายอนุทิน ชาญวีรกูล แบบไม่ลืมหูลืมตามาตลอด ก็ยังมองว่า การแสดงท่าทีของนายอนุทินจากการ“กราบตัก”อดีตนักโทษทักษิณ ชินวัตร ที่บางเสียงบอกว่าเป็นการ“เล่นละคร”นั้น สะท้อนให้เห็นการเดินเกมทางการเมืองอันชาญฉลาดของนายอนุทิน ที่สามารถประสานประโยชน์กับฝ่ายที่อยู่ต่างขั้วต่างพรรคได้อย่างลงตัว โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน“ความขัดแย้ง”ให้กลายเป็น“ศัตรูทางการเมือง”
อาทิ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” นักวิชาการอิสระ ที่พูดถึง“ภาพการกราบตักทักษิณ”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเขียนโพสต์ลงในเฟซบุ๊กระบุว่า “อย่าดูว่าอนุทินก้มหัวให้ใคร ดูว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ใครเป็นคนได้อะไร” พร้อมกันนี้“เอ็ดดี้ อัษฎางค์”ยังชี้ว่า “คำที่อธิบายอนุทินได้ดีกว่า‘นักประนีประนอม’ คือ นักการเมืองที่ไม่มี ego ทางพิธีการ แต่มี ambition ทางอำนาจสูง...อนุทินอาจเป็นนักการเมืองที่ ‘ก้มเก่ง’เพราะเขาเข้าใจว่า คนที่ก้มวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ต่ำกว่าคนที่รับไหว้ในวันพรุ่งนี้..ตำแหน่งในขณะหนึ่งไม่สำคัญเท่าการอยู่ในเกมให้นานพอ”
บทสรุปของ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ที่ยกตัวละครใน“สามก๊ก”มากล่าวอ้าง คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น“ซุนกวน-50 เปอร์เซ็นต์” ด้วยเหตุที่ “รักษาดุลระหว่างขั้วอำนาจ ไม่มีศัตรูถาวรไม่มีพันธมิตรถาวร มีแต่ผลประโยชน์ของก๊กตัวเองที่ถาวร”, เป็น“เล่าปี่-25 เปอร์เซ็นต์” เพราะ “ช้ความอ่อนน้อมเป็นทุนทางการเมืองไม่กลัวว่าการก้มจะทำให้ตัวเองเล็กลง” และเป็น“สุมาอี้-25เปอร์เซ็นต์” เนื่องจาก “ทนได้ กลืนศักดิ์ศรีได้ ไม่ปล่อยให้อัตตาทำลายเป้าหมายระยะยาว”
บรรรทัดนี้ ขอยกคำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่กล่าวไว้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสตินายอนุทินชาญวีรกูล ว่า “เราต้องกล้าหาญพอที่จะไม่ยกมือไหว้คนโกง คนโกงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร”
และไม่ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเยี่ยมยุทธ์ขนาด“อวย”กันว่าเป็นขงเบ้ง เป็นซุนกวน เป็นเล่าปี เป็นสุมาอี้หรือตามภาพที่เป็นจริงมี“เล่ห์เหลี่ยม”ทางการเมืองเพื่อรักษาอำนาจของตนก็ตาม นายอนุทินต้องจำไว้ให้ขึ้นใจในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”นั้น ไม่เพียงแต่เคยเป็นนักโทษคดีทุจริตเท่านั้น ยัง“ทุจริตการติดคุกจริง”จากการ“ป่วยทิพย์” จนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องสั่งบังคับโทษให้กลับไปติดคุกใหม่เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้แม้ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”จะพ้นโทษแล้ว ก็ยัง“เบี้ยว”และมีทีท่าว่าจะ“คดโกง”ไม่ยอมจ่ายเงินภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทคืนให้แก่แผ่นดิน ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน2568 กรณีขาย“หุ้นชินคอร์ป”ให้แก่“กลุ่มเทมาเส็กโฮลดิ้งส์”ของประเทศสิงคโปร์ในปี 2549 เป็นเงินทั้งสิ้น 7.32 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีให้แก่รัฐแม้แต่บาทเดียว
บุคคลเช่น“ทักษิณ ชินวัตร” นายอนุทิน ชาญวีรกูลก็ยังไหว้“ปลกๆ” และก้มลงกราบที่ตัก ด้วยพระคุณที่“มีวันนี้เพราะนายให้” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

