คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

ชามข้าวที่หายไปวาระซ่อนเร้นในกระทรวงแรงงาน?
ปัจจุบัน การออกใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว เปลี่ยนมาใช้ระบบ “e-WorkPermit”
โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้จ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์
ระบบ “e-WorkPermit” เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน เป็นการนำระบบดิจิทัลมาใช้ ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้นายจ้างสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากอันทำให้เกิดระบบนายหน้าค่าหัวคิวอันลือลั่นในสมัยก่อน
ทำให้ “ชามข้าว” หายไปอย่างน้อย 15,000 ล้านบาทต่อปี
1. ระบบการขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวในระบบใหม่ e-WorkPermit เชื่อว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาคอร์รัปชันเรื่องการหักหัวคิวของกลุ่มนายหน้า และข้าราชการ
ในระบบเดิม... ทั้งแรงงานที่นำเข้าจากประเทศต้นทาง และแรงงานที่อยู่ในประเทศ ในกรณีที่นายจ้างต้องการแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน จะต้องไปต่อบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) หรือบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศเพื่อดำเนินการร่วมกับนายจ้าง
จากนั้น ต้องผ่านขั้นตอนการขอใบอนุญาต ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 นายจ้างต้องไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ที่กรมการจัดหางานโดยไม่มีค่าธรรมเนียม)
ขั้นตอนที่ 2 นายจ้างต้องชำระค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตลูกจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานให้แก่ ภาครัฐ จำนวน 1,900 บาท (ค่าธรรมเนียม 1,800 + 100 บาท ระยะเวลา 2 ปี )
หรือนายจ้างต้องใบอนุญาตทำงาน 1 ปีให้แก่ลูกจ้างแรงงานต่างด้าว โดยชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 1,000 บาท (ค่าธรรมเนียม 900 + 100 บาทระยะเวลา 1 ปี ) ให้แก่ภาครัฐ โดยขั้นตอนนี้ใบอนุญาตยังไม่สมบูรณ์ ต้องดำเนินการต่อ
ขั้นตอนที่ 3 นายจ้างต้องพาลูกจ้างแรงงานต่างด้าวไปตรวจคัดกรองโรค ตรวจ 6 โรคร้ายแรงตามที่กำหนด ณ โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน ค่าใช้จ่าย 500 บาท (จ่ายตามจริง)
ขั้นตอนที่ 4 นายจ้างต้องทำประกันสุขภาพให้ลูกจ้างแรงงานต่างด้าง โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,600–2,000 บาท (จ่ายตามจริง คุ้มครอง 6 เดือน /1 ปี)
ขั้นตอนที่ 5 นายจ้างต้องพาลูกจ้างแรงงานต่างด้าวไปสแกนใบหน้า และตรวจลายนิ้วมือ เพื่อตรวจอัตลักษณ์ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
ขั้นตอนที่ 6 นายทะเบียนพิจารณาเอกสารต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมจัดหางาน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
ขั้นตอนที่ 7 นายจ้างชำระค่าใบอนุญาตทำงาน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
ขั้นตอนที่ 8 รัฐทำหนังสือเดินทาง และประทับตราวีซ่า โดยเสียค่าธรรมเนียม 500 บาท
ขั้นตอนที่ 9 รัฐจัดทำประวัติ จากนั้นจะออกบัตรประจำตัว (บัตรชมพู) มีอายุ 1 ปี โดยเสียค่าธรรมเนียม 80 บาท
เมื่อผ่าน 10 ขั้นตอนดังกล่าว ถือเป็นสิ้นสุดกระบวนการ จะได้รับใบอนุญาตทำงานสมบูรณ์
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 5,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน
แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายหน่วยงานราชการ2,500 บาท และค่าใช้จ่ายดำเนินการภาคเอกชน 2,500 บาท
รายงานข่าว ระบุว่า แหล่งข่าวจากบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) ให้ข้อมูลว่า ยอดเก็บค่าดำเนินการทั้งระบบในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวจะเก็บค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ 15,000 บาท
อ้างว่า มีต้นทุนเฉลี่ยที่ต้องจ่ายให้รัฐและเอกชนโดยตกหัวละ 10,000 บาท
แต่เมื่อถูกถามว่าเงินจำนวนที่เหลืออีก 5,000 บาท ถูกนำไปใช้จ่ายเป็นค่าอะไรดำเนินการอะไร และต้องไปจ่ายให้ใคร กลับไม่มีคำตอบ
เท่ากับว่า เงิน 5,000 บาท ที่บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าว(บนจ.) ต้องจ่ายต่อหัว ที่ไม่ได้เข้ารัฐ ไม่ได้เป็นค่าประกันสุขภาพ ค่าตรวจโรคค่าอะไรต่างๆ ที่มีใบเสร็จได้นั้น หัวละ 5,000 บาท
ถ้าแรงงานต่างด้าวปีละ 3 ล้านคน คิดรวมเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึง 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีนั้น
จ่ายไปเข้ากระเป๋าใคร ?
2. การขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว ผ่านระบบใหม่ e-Workpermit มีค่าใช้จ่ายตามจริง 5,000 บาทต่อหัว เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบแบบเดิมที่เหมาจ่าย 15,000 บาท กับระบบ e-Workpermit 5,000 บาท
เท่ากับว่า ระบบ e-Workpermit ทำให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าว ประหยัดเงินไปกว่าหัวละ 10,000 บาท
ถ้าแรงงานต่างด้าว 3 ล้านคนต่อปี ก็เท่ากับว่า เงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท เหลือติดกระเป๋านายจ้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจปากท้อง
แต่ในทางตรงข้าม มันทำลายชามข้าวของผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับประโยชน์อันเคยมีเคยได้ดังกล่าว
3. หากเปรียบเทียบระบบเดิม กับ ระบบ e-WorkPermit จะเห็นภาพความแตกต่าง อย่างชัดเจน ได้แก่
(1) จากเดิม ต้องวิ่งหลายแห่ง เหลือแค่จุดเดียว (Consolidation)
ระบบเก่า : นายจ้างและแรงงานต้องเผชิญกับ “การเดินทาง” ต้องวิ่งรอกอย่างน้อย 4-5 สถานที่ เช่น สนง.จัดหางาน -> โรงพยาบาล -> ตม. ->ศูนย์พิสูจน์สัญชาติ -> ที่ว่าการอำเภอ และหากเอกสารที่ใดที่หนึ่งไม่ผ่าน ต้องย้อนกลับไปนับหนึ่งใหม่
ระบบใหม่: ขั้นตอนที่ 1 ถึง 7 ทำเสร็จได้จากที่บ้าน หรือที่ทำงาน (Work from Home/Office) แล้วเดินทางจริงแค่ครั้งเดียวใน คือ ขั้นตอนที่ 8ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) หรือจุดที่ได้มีการนัดหมายเอาไว้
(2) เดิม มีระบบ “ขบวนการนายหน้าเดินสาย” ที่คิดค่าบริการ 1.6 หมื่นบาทต่อหัว
ระบบเก่า: ความซับซ้อนของเอกสารกระดาษและการต้องเข้าคิวข้ามคืน ทำให้เกิด “ขบวนการนายหน้าเดินสาย” ที่คิดค่าบริการ 1.5 หมื่นบาทต่อแรงงาน 1 คน ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ ในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ ณ หน้าห้องทำงานของเจ้าหน้าที่
ระบบใหม่: เมื่อเปลี่ยนเป็น e-Payment เงินค่าธรรมเนียมจะถูกส่งตรงเข้าบัญชีรัฐ (เข้ากองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว สังกัดกรมการจัดหางาน) ลดการใช้เงินสด ลดการเผชิญหน้า กับเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าห้องทำงาน (Face-to-face interaction) นายหน้าที่เคยหากินกับการขึ้นทะเบียนแบบเดิมลดบทบาทลง โดยเปลี่ยนไปเป็น “นายหน้าเทคโนโลยี” (รับจ้างคีย์ข้อมูล/กดจองคิวออนไลน์)
(3) เดิม เสียเวลามาก เหลือแค่ไม่กี่วัน หากผู้เกี่ยวข้องไม่หน่วงเหนี่ยว
ระบบเก่า: ใช้เวลาเฉลี่ย 3-4 สัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด(ถ้าไม่จ่ายเงิน) นายจ้างเสี่ยงต่อการที่แรงงาน กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายระหว่างรอดำเนินการ (ใบอนุญาตขาดอายุ)
ระบบใหม่: หากเอกสารพร้อม การตรวจหลังบ้านใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แรงงานจะได้ Digital Work Permit บนสมาร์ทโฟน ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารสูญหายหรือชำรุด
ยิ่งกว่านั้น ระบบ e-Workpermit มีการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ ทั้งม่านตาและลายนิ้วมือ ซึ่งสามารถ ตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างละเอียด ช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าใช้จ่ายแอบแฝงในกระบวนการดำเนินงาน
4. การจ้างเหมาเอกชนมาให้บริการระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน
รายงานข่าวระบุว่า ข้าราชการกระทรวงแรงงานยืนยันว่า โครงการเป็นประโยชน์ต่อทางราชการและประชาชน เนื่องจากช่วยนำระบบดิจิทัลมาใช้ ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกให้นายจ้างสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง
แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน เอกชนผู้ชนะการประมูลการผลิตใบอนุญาตทำงาน ยังไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างเลย
จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท
กระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ระบบ e-Workpermit มีอุปสรรคเกิดขึ้น อาจสะท้อนความพยายามรักษาระบบการทำงานแบบแมนนวลไว้ เพื่อเปิดช่องให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลบางกลุ่ม
คำถามใหญ่ คือ ทำไมกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน จึงยื้อไม่ยอมตรวจรับงาน และไม่จ่ายค่าจ้าง?
ล่าสุด รายงานข่าวระบุว่า เอกชนยื่นฟ้องศาลปกครองแล้ว เพราะเอกชนต้องแบกภาระเดือนละกว่า 30 ล้านบาท
แถมจ่อร้อง ป.ป.ช. ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ยิ่งกว่านั้น ยังสุ่มเสี่ยงซ้ำรอยคดีอดีตนายก อบจ.สงขลา กรณีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง กระทั่งถูกศาลปราบโกงพิพากษาจำคุก 9 ปี (คดียังไม่ถึงที่สุด)
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ (กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน)
ควรจะต้องเร่งสะสาง แก้ไข จัดการ ก่อนจะสายเกินไป
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

