คอลัมน์ : ทวนกระแสข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าได้แอบย้ายจากแอร์ฟอร์ซวันไปขึ้นเครื่องบินทหารบินออกจากประเทศตุรกี ด้วยเหตุผลกังวลภัยคุกคามจากขีปนาวุธอิหร่าน
ทาสนิม สื่อกึ่งทางการอิหร่านรายงานว่า ประธานาธิบดีที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดกองทัพสหรัฐ ซ่อนตัวในรถขนส่งอาหารคล้ายอาการทางประสาท
วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ เดินขึ้นแอร์ฟอร์ซวันทางประตูด้านซ้ายและแอบลงทางประตูด้านขวาแล้วซ่อนตัวในรถส่งอาหารที่ลำเลียงเขาไปขึ้นเครื่องบินทหาร บินออกจากประเทศตุรกีไปยังสนามบินทหารในยุโรปโดยที่ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่โดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันบินออกจากอิสตันบูล ไม่รู้ว่าไม่มีประธานาธิบดีในเครื่องบินลำนั้น
นักข่าวที่ติดตามทรัมป์ไปประชุมนาโตในอิสตันบูลเมื่อวันที่ 7-8 กรกฎาคม เมื่อรู้ความจริงก็ออกมาโวยวายว่าหากอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่แอร์ฟอร์ซวัน นักข่าวและเจ้าหน้าที่ต้องรับกรรมตายแทนทรัมป์
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ทรัมป์ แอบย้ายเครื่องบินเป็นหนึ่งในหลายกรณี ที่กองทัพสหรัฐปิดบังสื่อและสาธารณะโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสูญเสียและความเสียหายระหว่างสงครามกับอิหร่าน
กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง (Centcom) เปิดเผยว่าทหารอเมริกันตายในสงคราม 18 ศพ ได้รับบาดเจ็บ 650 นาย ในจำนวนนี้ 150 นาย ได้รับบาดเจ็บทางสมอง
Centcom ไม่เปิดเผยตัวเลขทหารมีอาการทางประสาท อ่อนล้าและหมดไฟในการปฏิบัติหน้าที่มีมากเท่าไหร่ ดังที่ The Military Star รายงานว่า ในเรือบรรทุกเครื่องบินลูกเรือพยายามฆ่าตัวตายหลายคน
สตาร์รายงานว่า เมื่อต้นเดือน สิงหาคม สมาชิกครอบครัวลูกเรือ อับราฮัม ลินคอล์น ประชุมกับเสนาธิการกองทัพเรือในซานดิเอโก ที่กว่า 200 ครอบครัวลูกเรือ แสดงความกังวลถึงสุขภาพจิตและความปลอดภัยหลังจากทราบข่าวลูกเรือหลายคนพยายามฆ่าตาย
พลเรือโท โจเซฟ คาฮิลล์ (Vice Adm. Joseph Cahill) ผู้บัญชาการกองกำลังผิวน้ำกองทัพเรือ ยอมรับถึงปัญหาความกดดันและความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นกับลูกเรือ และยืนยันว่าลูกเรือเข้าถึงจิตแพทย์และเภสัชกร แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าลูกเรือได้กลับบ้านวันไหน
ทางด้านครอบครัวร้องเรียนว่า ลูกเรืออ่อนล้า หมดไฟและเครียดพยายามฆ่าตัวตาย เนื่องจากเรือบรรทุกเครื่องบินยึดเวลาปฏิบัติหน้าที่ของลูกเรือออกไปหลายครั้ง และการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวยากลำบาก
แอนเน่เบลเล่ โลม่า บอกกับสตาร์ว่า ได้พูดกับสามีเพียงสามครั้ง ตั้งแต่เขาพยายามกระโดดจากเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น และการสื่อสารกันเป็นด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสามีพักปฏิบัติหน้าที่และอยู่ในความดูแลของแพทย์
โลม่า อาศัยอยู่ในเมืองซานดิเอโกกับลูกเล็กสามคนกล่าวว่า สามีถูกขยายเวลาประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินหลายครั้งกระทั่งคิดฆ่าตัวตาย“เขากลัวจะถูกปลดไม่มีเกียรติเพราะหมดไฟไม่มีขวัญกำลังใจทำงานนาน 13 ปี หากถูกปลดไม่สมเกียรติ ไม่ยุติธรรมนั่นคือสิ่งที่เขากังวล”
ลิม่า บอกว่าเธอได้รับโทรศัพท์จากผู้ตรวจการเรือบรรทุกเครื่องบินถึงเหตุการณ์สามีพยายามฆ่าตัวตาย และไม่ได้ข่าวสามีมาหลายอาทิตย์แล้ว
เรือบรรทุกเครื่องบินลินคอล์น ยังคงประจำการนาวิกโยธินและลูกเรือประมาณ 5,000 คน ตั้งแต่ 21 พ.ย. ลูกเรือซึ่งกำหนดปลดประจำการเดือนพฤษภาคม ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่แจ้งว่าวันไหนจะได้กลับบ้าน
อีกกรณีที่เหมือนกับสามี โลม่า ลูกเรือเห็นเพื่อนจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย รีบเข้าไปขัดขวาง นางมาเรีย โรดิงเกซ อ้างคำบอกเล่าว่า สามีเธอตะโกนเรียกลูกเรือคนนั้นและจับแขนดึงเขากลับมาดาดฟ้า สามีเธอบอกว่าลูกเรืออีกสามคนวิ่งเข้าช่วย สามีบอกว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายวัน เขาไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูกเรือที่ช่วยชีวิตไว้
สตาร์รายงานว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลินคอล์นประกาศเสียงตามสายให้ทุกคนทราบถึงเหตุการณ์ลูกเรือช่วยเพื่อนจากการฆ่าตัวตาย
เชลบี้ แซนเดอร์ วัย 18 ปี กล่าวว่า แปดเดือนที่ผ่านมาติดต่อมารดาได้ยากมาก เมื่อมารดาส่งข้อความมาถึงเธอก็ต้องลักลอบทำ “แม่จิตตกเมื่อส่งอีเมลมาหาฉันไม่ได้” แซนเดอร์กล่าวเสริมว่า “ฉันคิดว่าพวกเขาปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องห้าอาทิตย์ไม่ได้หยุดเลยหรือไง ถึงสื่อสารกันยาก ฉันไม่รู้ว่าแม่ได้กลับมาในวันเกิด วันคริสต์มาสไหม ไม่มีใครบอกได้”
มานูเอล กัววารา กล่าวว่า ลูกชายเธออ่อนล้าและกังวลที่ถูกขยายเวลาปลดประจำการหลายครั้ง “สหรัฐไปที่นั่นป้องกันไม่ให้สงครามลุกลามถึงบ้าน แต่การทำให้ครอบครัวห่างกันนั่นแย่มาก ความไม่แน่นอนว่าได้กลับบ้านวันไหนเมื่อไหร่มันกัดกินใจ” กัววารา กล่าว
พิเคราะห์จากความจริงที่ว่าครอบครัวลูกเรือบรรทุกเครื่องบินลินคอล์นกล้าโวยวายต่อกองทัพว่า การยืดเวลาปฏิบัติหน้าที่ออกไปหลายครั้งทำให้ลูกเรืออ่อนล้า จิตตกคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งแตกต่างจากลูกเรืออีกลำที่เบื่อหน่ายและแสดงพฤติกรรมท้าทายโดยทำให้ส้วมใช้งานไม่ได้
มีรายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford (CVN-78) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุด และทันสมัยที่สุดในโลกของกองทัพเรือสหรัฐ ขณะทำหน้าที่สนับสนุนทำสงครามกับอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 ระบบห้องน้ำขัดข้องต้องแวะซ่อมที่เกาะครีต ประเทศกรีซ นาน 2 เดือน
30% ของห้องน้ำ 6,500 ห้องตันทำให้ลูกเรือ 5,000 คน ต้องรอคิวกว่า 45 นาทีหลังจากใช้เวลาหลายวันช่างซ่อมห้องน้ำพบถุงเท้าและเศษผ้าจำนวนมากถูกยัดลงไปในโถส้วม หลายฝ่ายเชื่อว่าลูกเรือเบื่อหน่ายปฏิบัติหน้าที่ใกล้สมรภูมิสงครามจงใจทำให้ส้วมเต็ม
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือบรรทุกเครื่องบินสองลำ ที่เป็นกำลังหลักในการทำสงครามกับอิหร่าน ส่งผลให้กองทัพสหรัฐต้องใช้เครื่องบินรบจากฐานทัพในยุโรปและจากฐานทัพไกลออกไป เช่น ประเทศจอร์แดน โจมตีอิหร่าน
จน Centcom รายงานต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ปฏิบัติการทหารทางอากาศไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ และเมื่อนำไปพิจารณาร่วมกับรายงานที่ว่ายุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น ระบบป้องกันตอบโต้ทางอากาศ THAAD และ Patriot ลดลงในภาวะอันตรายโดยเฉพาะขีปนาวุธพิสัยไกลแม่นยำสูงแทบไม่เหลือในคลัง
นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทรัมป์สั่งพักหลังจากถล่มอิหร่านหนักหน่วงติดต่อกัน 13 วันโดยอ้างว่าให้โอกาสอิหร่านกลับมาเจรจาซึ่งเป็นพฤติกรรมซ้ำซากของทรัมป์ ที่จิตแพทย์อิหร่านระบุว่า สั่งโจมตีเวลาอาการกำเริบ
ทรัมป์ขู่ให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาได้ 4 วัน เมื่ออิหร่านปฏิเสธการเจรจา ก็ขู่จะถล่มทำลายอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์ที่อิหร่านอาจย่อยยับกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2
ในขณะที่เครื่องบินหลายร้อยลำสแตนด์บายในยุโรปและตะวันออกกลาง พร้อมทิ้งระเบิดใส่อิหร่านให้ย่อยยับทันทีที่ได้ไฟเขียวจากทรัมป์ และแล้วเขาสั่งยกเลิกนาทีสุดท้ายในคืนวันที่ 3 สิงหาคม
มีรายงานว่า ก่อน ทรัมป์ ตัดสินใจยกเลิกโจมตีอิหร่าน ที่ปรึกษาอาวุโสโอ้โลมปฏิโลมทรัมป์ในทำเนียบขาว ทั้งเรื่องอาวุธร่อยหรอและผลกระทบในทางลบหากเพิ่มความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่สิ่งที่ทำให้ทรัมป์สำเหนียกคือคำเตือนที่ว่า สิ้นเปลืองอาวุธกับอิหร่านหากจีนคุกคามไต้หวัน สหรัฐฯจะปกป้องพันธมิตรได้ไม่เต็มกำลัง
ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม จึงไม่มีปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน คงเหลือแต่สงครามน้ำลายที่สาดใส่กันไม่มีวันหมด สงครามสหรัฐ-อิหร่านคงยื้อกันไปอีกนาน แต่เชื่อว่าจะลดความรุนแรงลงตามลำดับ รอจังหวะทรัมป์ประกาศต่ออเมริกัน ว่า “เราชนะสงคราม อันยิ่งใหญ่”
สุทิน วรรณบวร

