คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ‘แทนไท’ ค้านสายตาประชาชน (อีกแล้ว)
เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ทางสำนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเเจ้งคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ กับพวกรวม 6 ราย
คดีพิเศษที่ 64/2567 ความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินสมคบ และร่วมกันฟอกเงิน คดีละเมิดลิขสิทธิ์-เว็บหนังเถื่อน-ฟอกเงิน-เอี่ยวเว็บพนัน มูลค่าเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท
โดยแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ขอเพิกถอนหมายจับนายแทนไท กับพวกที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้อง
กลายเป็นประเด็นข่าวครึกโครม อื้ออึง
คนที่ติดตามเรื่องนี้ ต่างเบ้ปากกันเป็นแถว
1. คดีแทนไทไปไม่ถึงศาล อีกแล้ว
น่าอิจฉานายแทนไท... แมวไม่รู้กี่ชีวิต
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2563–2564 แทนไทเคยถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และร่วมกันฟอกเงิน มาแล้ว
แต่ในส่วนของคดีอาญา สุดท้าย อัยการสั่งไม่ฟ้อง
คดีไปไม่ถึงศาล รอดตัวไป
มาครั้งนี้ ก็เข้าอีหรอบเดิม อีกแล้ว
2. อัยการอ้างว่า เส้นเงินไม่ถึงนายแทนไท พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
โดยดีเอสไอ ส่งสำนวนฟ้อง สำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ความหนา 1.2 หมื่นแผ่น!
คดีนี้ มีผู้ต้องทั้ง 11 ราย ประกอบด้วย นายนุวัฒน์ ยงยุทธ ,นางสาวสารินี นุชนารถ, นายแทนไท ณรงค์กูล, นายพีรเดช ศรียศ, นายพิสิษฐ์ธัช เปรมวณิชยดล หรือนายพรชัย ปินคำ,นายศรัญญู สมใจ, นายสายชล ยงยุทธ, นายเหมรัศมิ์ ไชยสิงห์ หรือเขมณัฐสวัสดิ์, นายพิชัย ชาวหญ้าแพรก, นางสาวกุลภัสสร์ สำเภารอด, นายไชยยุทธ์ ศันสนะบวร
สำนักข่าว Next News รายงานเหตุผลที่อัยการสูงสุดชี้ขาดไม่ฟ้อง “นายแทนไท-พวก”บางส่วนระบุว่า
“...ผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท),5,8 -11 ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ในคดีพิเศษที่ 22/2563 อันเป็นความผิดมูลฐานกรณีเว็บไซต์ www.movie2free.com สำหรับชมภาพยนตร์อันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นทั้งในและต่างประเทศ
โดยการสอบสวนนางสาวศรีแพร บัวจำ ผู้กล่าวหา ตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ให้การว่าสำหรับนายแทนไท ณรงค์กูล ผู้ต้องหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ชื่อ “Tantaiz/Tantaiz.1688” มีบทบาทในการติดต่อธุรกิจโฆษณาและเชื่อมโยงกับการดูแลระบบเว็บไซต์หลายแห่ง ได้มีทีมงานชื่อ “Deep” ทำหน้าที่ด้านเทคนิค ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์
ทั้งนี้ นายทะเล ชาติสุทธิ์ พยานซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ www.sakkarinsai8.com ที่ให้บริการเช่าสัญญาณรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ไทย-ต่างประเทศ และรายการ ถ่ายทอดสดออนไลน์ยืนยันว่าประมาณต้นปี พ.ศ. 2561 ซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์ www.movie2free.com โดยการติดต่อไปกับบุคคลชื่อ “Tantaiz.1688” ผ่านโปรแกรมไลน์จึงจำได้ว่าชื่อจริง “แทนไท” ที่เคยติดต่อขอให้ลงโฆษณาเว็บไซต์ www.ufa678.com บนเว็บไซต์ www.sakkarinsai8.com แต่จากคำให้การของนายทะเล ชาติสุทธิ์ ไม่ได้ให้การยืนยันว่าติดต่อซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์ www.movie2free.com ผ่านผู้ต้องหาที่ 3 คงยืนยันแค่เพียงว่าซื้อไฟล์ภาพยนตร์จากเว็บไซต์ www.movie2free.com เท่านั้น
และให้การยืนยันว่าผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท) ติดต่อขอลงโฆษณาเว็บไซต์ www.ufa678.com ในหน้าเว็บไซต์ www.sakkarinsai8.com ของนายทะเล โดยได้โอนเงินชำระค่าบริการเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำนวน 6,000 บาท และจากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาที่ 8-11 เกี่ยวข้องในการโอนเงินให้กับนางสาวเจนจิรา บำรุงศิลป์ เป็นค่าใช้บริการลงโฆษณาที่เว็บไซต์ www.sakkarinsai8.com ของนายทะเล มิใช่เว็บไซต์ www.movie2free.comในคดีนี้แต่อย่างใด
และจากรายงานการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท), 5, 8-11 ได้รับโอนเงินหรือมีการรับโอนเงินต่อจากเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน คงปรากฏเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท), 8-11 โอนไปยังนางสาวเจนจิรา บำรุงศิลป์
ทั้งจากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่านางสาวเจนจิรา บำรุงศิลป์ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ www.movie2free.com และผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 อย่างไร
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท), 8-11 มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์หลายเว็บไซต์ เช่น www.ufa678.com โดยได้ความจากการสอบสวนนายทะเล ชาติสุทธิ์ ว่าเว็บไซต์ที่ผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท) ติดต่อขอให้ลงโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ และมีผู้ต้องหาที่ 8-11เกี่ยวข้องในการโอนเงินเป็นค่าใช้บริการลงโฆษณาที่เว็บไซต์ www.sakkarinsai8.com ของนายทะเล มิใช่เว็บไซต์ www.movie2free.com ส่วนผู้ต้องหาที่ 5 เป็นผู้จดทะเบียนใช้ชื่อเว็บไซต์ www.movie2free.com ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2557 (ก่อนเกิดเหตุคดีนี้)
....ดังนั้น คดีความผิดในส่วนของผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท), 5, 8-11 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับ www.movie2free.com ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า อันเป็นความผิดมูลฐาน ดังนั้น การดำเนินคดีในส่วนของการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของผู้ต้องหาที่ 3(แทนไท),5, 8-11 ในคดีนี้ จึงมิใช่การกระทำต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐาน
และยังปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวน พันตำรวจตรี ธฤตวันวานพัทธ์ พยานปากที่ 25 ว่าได้ตรวจสอบเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมทั้งเว็บไซต์ www.movie2free.com ของผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 แล้วมีความเห็นว่า เว็บไซต์ดังกล่าวมิใช่เว็บไซต์สำหรับดูภาพยนตร์อย่างเดียว แต่เป็นเว็บไซต์ที่ป้อนกราฟิกและโฆษณาให้เว็บพนันออนไลน์
โครงสร้างเว็บ ถูกออกแบบให้สมาชิกที่เข้าชมเว็บไซต์สามารถเข้าเล่นการพนันออนไลน์ที่ลงโฆษณาและเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าวได้โดยตรง โดยให้ ความเห็นว่า เชื่อว่ารายได้หลักของเว็บไซต์ www.movie2free.com มิใช่รายได้จากการชมภาพยนตร์ที่สมาชิกต้องเสียค่าบริการแต่เพียงทางเดียว แต่ยังมีรายได้จากเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ทำการสอบสวนแยกให้เห็นถึงที่มาของรายได้จากเว็บไซต์ดังกล่าว ว่ามีรายได้จากการชมภาพยนตร์เท่าใด และมีรายได้จากการพนันออนไลน์เท่าใด
อีกทั้งพยานหลักฐานทางคดี ไม่ปรากฏว่ามีเส้นทางการเงินจากผู้ต้องหาที่ 1, 2, 4, 6 และผู้ต้องหาที่ 7 ที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ www.movie2free.com อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานโอนเข้ามายังบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาที่ 3 (แทนไท), 5, 8-11
จากพยานหลักฐานจึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 3(แทนไท), 5, 8-11 กระทำความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงินตามข้อกล่าวหา คดีจึงมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
จึงมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้อง จึงชี้ขาดไม่ฟ้อง นายแทนไท ณรงค์กูล ผู้ต้องหาที่ 3, นายพิสิษฐ์ธัช เปรมวณิชยดล หรือนายพรชัย ปินคำ ผู้ต้องหาที่ 5, นายเหมรัศมีหรือโอ๊ต ไชยสิงห์ หรือเขมณัฐสวัสดิ์ ผู้ต้องหาที่ 8, นายพิชัย ชาวหญ้าแพรก ผู้ต้องหาที่ 9, นางสาวกุลภัสสร์ สำเภารอด ผู้ต้องหาที่ 10, นายไชยยุทธ์ ศันสนะบวร ผู้ต้องหาที่ 11 ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 2, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4…”
3. คดีพิเศษที่ 64/2567 แทนไทกับพวก สำนวนคดี 39 แฟ้ม รวม 12,816 แผ่น
น่าแปลกใจว่า สำนวนคดีทั้งหมด ไม่มีหลักฐานพอฟ้องนายแทนไท
แม้เพียงพอที่ศาลอาญาจะออกหมายจับ และนายแทนไทหายตัวไปต่างประเทศนานข้ามปีก็ตาม
ก่อนหน้านี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย
สำนวนคดีนี้ มีทั้งหมด 39 แฟ้ม รวม 12,816 แผ่น
ก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย และยังมีผู้ต้องหาหลบหนีอีก 7 ราย
ดีเอสไอ เคยชี้แจงว่า คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการสืบสวนของกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งได้ดำเนินคดีในความผิดมูลฐาน และขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้กระทำผิด พบว่ามีการรับโอนเงินจากการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการจัดให้ประชาชนรับชมหรือรับฟังสื่อประเภทภาพยนตร์และรายการต่างประเทศ โดยเรียกเก็บค่าบริการหรือผลประโยชน์อื่น ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า เครือข่ายดังกล่าวดำเนินเว็บไซต์ให้บริการดูภาพยนตร์ออนไลน์ รายการโทรทัศน์ และการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลจากต่างประเทศ รวมถึงมีการแฝงเว็บไซต์พนันออนไลน์ผ่านแบนเนอร์โฆษณาบนหลายเว็บไซต์ แม้ผู้ใช้งานทั่วไปจะสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะมีการเชื่อมโยง (Link) ไปยังบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม VIP ซึ่งสามารถเข้าถึงเนื้อหาพิเศษ รวมถึงสื่อลามกอนาจารได้ และการตั้งค่าเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ (URL Redirect) เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่การเล่นพนันออนไลน์
“...อีกทั้ง ยังมีการใช้บัญชีม้ารับโอนเงินจากกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจากการขยายผลพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรม มีการใช้บัญชีธนาคารเพื่อโอนและรับโอนเงิน รวมถึงการแปลงสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มา และอำพรางเส้นทางการเงินอีกทั้งยังมีการฟอกเงินผ่านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล...”
4. ปรากฏว่า เมื่ออัยการสำนักคดีพิเศษ 1 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
(นางเยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ)
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นแย้งให้ส่งฟ้อง
(พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน)
เรื่องถูกส่งไปที่อัยการสูงสุด ปัจจุบัน คือ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ (เป็น อสส.ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569 คนปัจจุบัน) ปรากฏว่า อสส. สั่งไม่ฟ้องในที่สุด
5. ในสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 แทนไทกับพวก สำนวนคดี 39 แฟ้ม รวม 12,816 แผ่น ระบุถึงพฤติการณ์
“...มีการใช้บัญชีม้ารับโอนเงินจากกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจากการขยายผลพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรม มีการใช้บัญชีธนาคารเพื่อโอนและรับโอนเงิน รวมถึงการแปลงสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มา และอำพรางเส้นทางการเงิน อีกทั้งยังมีการฟอกเงินผ่านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล...”
มีการจับกุมบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นบัญชีม้าด้วย มากกว่า 1 คน เช่น DSI ยังเคยออกเอกสารข่าวเปิดเผยว่า “ศูนย์สืบสวนสะกดรอยเเละการข่าวสนธิกำลังร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ #สถานีตำรวจภูธรบางสะพาน ได้ทำการจับกุม นางสาวกุลภัสสร์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1644/2569 ในคดีพิเศษที่ 64/2567 …โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณทางเท้าหน้าบ้านในอำเภอบางสะพาน #จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (จับเมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569) ... คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 64/2567 ของกองคดีเทคโนโลยีและสารสเทศ โดยนางสาวกุลภัสสร์ฯ มีพฤติการณ์กระทำความผิดร่วมกับนายแทนไท นายเหมรัศมิ์ หรือ“โอ๊ต” และบุคคลอื่นๆ เปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์และลงโฆษณาเว็บไซต์ #พนันออนไลน์ อีกทั้ง ยังรับโอนเงินจากนายแทนไทฯ เพื่อปกปิดที่มาของเงิน...”
แสดงว่า บทบาทของนายแทนไทตามสำนวนดีเอสไอ ไม่ได้เจาะจงว่ามีเงินไหลเข้าบัญชีนายแทนไทโดยตรงมาตั้งแต่ต้น แต่อาจมีบทบาทอื่น หรือไม่?
อัยการผู้รับผิดชอบคดี คือ อัยการคดีพิเศษ 1 และอัยการสูงสุด ควรให้ความกระจ่างต่อสังคม มิใช่เพียงรายงานข่าว โดยไม่ปรากฏเอกสารชี้แจง หรือไม่มีการแถลงข่าวใดๆ อย่างเป็นทางการ ในประเด็นที่สังคมสงสัยเช่นนี้
6. ทราบว่า ในอดีต เมื่อมีกรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีอื้อฉาว เคยมีอดีต อสส. แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง 5 ชุด เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 6 คดี
ปรากฏว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะที่ 3 ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีนายแทนไท ณรงค์กูล กับพวก โดยมีนายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
มีรายงานว่า บางคดี ใน 6 คดี พบว่า การสั่งไม่ฟ้องคดี อย่างไม่ชอบมาพากลด้วย
แต่ยังไม่มีรายงานการดำเนินการหลังจากนั้น
สะท้อนว่า คดีนายแทนไท เป็นคดีที่มีเหตุอันควรจับตามองเป็นพิเศษอยู่แล้ว
แล้วล่าสุด อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ก็มีคำสั่งไม่ฟ้งนายแทนไทและพวก รวม 6 คน จากผู้ต้องหาทั้งหมด 11 คน
ติดตามต่อไป
สารส้ม

