คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

การบินไทยกระเทือนหนัก เพราะน้ำท่วม หรือการบริหารวิกฤตมีปัญหา?
วิกฤตการบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารการบินไทยตกค้างกว่า 5,600 ใบ กระเทือนกระเป๋าเงินของการบินไทยไม่พอ ยังกระทบกระเป๋าเงินของประเทศชาติอีกหลายมิติ ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม
โดยตรง ก็แน่นอน ว่ากระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของการบินไทย
โดยอ้อม ก็เพราะกระทบต่อชื่อเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิ เครดิตของประเทศไทย ความเชื่อมั่นต่อการเดินทางมาประทศไทย
1. ในสถานการณ์น้ำท่วมกทม. การบินไทยบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารล้มเหลวสิ้นเชิง ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. กระเป๋าค้างกว่า 5,600 ใบ เที่ยวบินดีเลย์ป่นปี้ และยกเลิกไฟลท์จำนวนมาก
ขณะที่สายการบินอื่น ไม่มีปัญหาวิกฤตแบบนี้
Ground Handler รายอื่นในสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้บริหารกระเป่าวิกฤตแบบที่การบินไทยเป็น
สนามบินเดียวกัน น้ำท่วม กทม.เหมือนกัน
ต่างกันที่ชื่อสายการบิน
แม้สายการบินต่างชาติอื่นๆ ไม่ได้มีฐานใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยการบินไทยยังรับทำ Ground Handling ให้สายการบินอื่นอีกจำนวนมากด้วยซ้ำ แต่วิกฤตมันเกิดแต่กับผู้โดยสารของการบินไทย เกิดกับเที่ยวบินของการบินไทย มันจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุปัจจัยมันต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการของการบินไทยด้วยแน่ๆ ไม่ใช่แค่น้ำท่วม คนการบินไทยมาทำงานไม่ได้แน่ๆ
สายการบินอื่น เขาจัดการอย่างไร? ทุกสายการบินรู้ว่าน้ำท่วม รู้ก่อนจะท่วมด้วยซ้ำ
มีแผนรับมืออย่างไร จัดการคนอย่างไร รู้ว่าคนลดลงแต่ทำไมไม่ลดเที่ยวบินแต่แรก รู้ว่ากระเป๋ามาช้า แต่ทำไมไม่แจ้งผู้โดยสารแต่แรก ฯลฯ
ยิ่งกว่านั้น เกิดข้อสงสัยว่า การบินไทยบริหารด้วยการเอาทรัพยากรไปกับลูกค้า Ground Handling ก่อน ปล่อยให้ลูกค้าผู้โดยสารของการบินไทยเองเผชิญชะตากรรมอย่างที่เป็นอยู่ หรือไม่? ควรสอบสวนให้เกิดความกระจ่าง
2. สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เป็นที่น่าอับอายมาก
ไม่ว่าจะเป็น รอยเตอร์ส (Reuters) สำนักข่าวซีเอ็นเอ (CNA) ของสิงคโปร์ ฯลฯ
สื่อนอกระบุว่า มีสัมภาระของผู้โดยสารตกค้างสะสมมากกว่า 5,600 ใบ จากกว่า 52 เที่ยวบิน และส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้เที่ยวบินของการบินไทย (Thai Airways) ต้องดีเลย์แบบ 100% รวมถึงมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วรวมกว่า 59 เที่ยวบิน เพื่อจัดระเบียบระบบใหม่ (Set Zero)
ผู้โดยสารต่างชาติและชาวไทย สะท้อนเสียงอื้ออึงตรงกันว่า สภาพบรรยากาศในโถงรับกระเป๋าเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ผู้โดยสารบางกลุ่มต้องรอนานกว่า 5–6 ชั่วโมง หลายรายรอข้ามวันข้ามคืน โดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือสื่อสารที่ชัดเจนจากทางสายการบิน ผู้โดยสารระบุว่าตนมีสภาพอ่อนล้า “ราวกับซอมบี้”
แบบนี้ มันจะเหลือควรเชื่อมั่นอะไรอีก?
3. นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทย ออกมาแถลงขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตั้งเป้าว่าจะสามารถเคลียร์กระเป๋าที่ตกค้างทั้งหมดส่งคืนผู้โดยสารภายใน 72 ชั่วโมง
มีการปรับลดเที่ยวบินลง 30–40% เพื่อบริหารกำลังคนภาคพื้นให้สมดุลและลดปัญหาดีเลย์สะสม โดยล่าสุดมีรายงานการยกเลิกและปรับตารางบินรวมแล้วกว่า 37 เที่ยวบินในช่วงวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม 2569
เนื่องจากพนักงานสำคัญที่ขาดแคลน คือ load master ที่ต้องมีใบอนุญาต และมีความชำนาญในการเปิดเครื่องบิน เพื่อนำสัมภาระขึ้น-ลง พนักงานมาทำงานได้น้อยกว่าครึ่ง (จากปกติที่ต้องใช้ประมาณ 45 คน แต่มีปฏิบัติงานได้เพียงประมาณ 20 คน)


การบินไทยมีการระดมกำลังเสริม นอกจากกำลังทหารอากาศที่เข้ามาสนับสนุนแล้ว การบินไทย ได้ดึงพนักงานส่วนงานอื่น (Back Office) จากสำนักงานใหญ่เข้ามาช่วยคัดแยกและลำเลียงกระเป๋า เพื่อเปลี่ยนกะให้พนักงานหน้างานได้พักบ้าง
ล่าสุด แจ้งช่องทางสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ จะจัดส่งกระเป๋าให้ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนข้อมูลสัมภาระผ่านการสแกน QR Code ไว้ ส่งตรงไปยังบ้านหรือโรงแรมที่พัก หรือจะเดินทางมารับด้วยตนเอง ติดต่อที่ สำนักงานบริการสัมภาระ ชั้น 2 บริเวณด้านหน้าทางออกผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
4. การบริหารที่เกิดวิกฤตครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตและการฟื้นตัวของการบินไทย (THAI) ในระยะสั้นอย่างแน่นอน แต่จะกระทบระยะต่อไปแค่ไหน อยู่ที่การรับมือกับสถานการณ์ต่อจากนี้
ผลประกอบการของการบินไทยครึ่งปีแรกของปี 2569 ออกมาแข็งแกร่ง
ผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยพลิกจากที่เคยขาดทุนอย่างหนักในช่วงโควิด-19 กลับมาทำกำไรและสะสมรายได้มหาศาล
ปี 2568 พลิกทำกำไรก้าวกระโดด รายได้รวมพุ่งทะลุ 194,210 ล้านบาท กำไรสุทธิสูงถึง 30,910 ล้านบาท มาครึ่งแรกของปี 2569 ก็ยังคงแข็งแกร่ง (ม.ค. -มิ.ย.2569) รายได้รวมกว่า 103,095 ล้านบาท กำไรสุทธิแล้ว 11,620 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มีกระแสเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือหนาแน่นกว่า 1.2-1.3 แสนล้านบาท
แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางในระบบปฏิบัติการภาคพื้นดินของการบินไทยอย่างชัดเจน
นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
(1) ผลกระทบด้านการเงินและรายได้
การสูญเสียรายได้จากการลดเที่ยวบิน เสียโอกาสสร้างรายได้ในช่วงที่การท่องเที่ยวคึกคัก
ฝ่ายปฏิบัติการต้องประกาศระงับการรับส่งสินค้าเข้า-ออกและสินค้าถ่ายลำ ณ คลังสินค้าสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคม 2569 เพื่อเคลียร์ปัญหาคัดแยกสัมภาระ กระทบรายได้จากฝั่งขนส่งสินค้า
บริษัทอาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินชดเชยผู้โดยสารตามกฎการบินสากล, ค่าขนส่งกระเป๋าจัดส่งตรงถึงบ้าน/โรงแรมผ่านไปรษณีย์ไทย รวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกสั่งปรับเงินหรือลงโทษจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น
(2) ผลกระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้า
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปัญหานี้บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้โดยสารต่างชาติต้องเผชิญความโกลาหลและรอกระเป๋านานกว่า 5-6 ชั่วโมง ซึ่งถูกส่งต่อบนโลกโซเชียลมีเดียในวงกว้าง
ยิ่งกว่านั้น กรณีข้อสังเกตและกระแสข่าวว่าการบินไทยอาจเร่งจัดการกระเป๋าให้สายการบินพันธมิตรต่างชาติก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับตามสัญญา (SLA) ส่งผลให้ผู้โดยสารของการบินไทยเองต้องรอคอยนานกว่าปกติ ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจในกลุ่มลูกค้าหลักพรีเมียม
(3) ผลกระทบต่อฝ่ายบริหารและโครงสร้างการจัดการ
วิกฤตครั้งนี้ ทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองและสังคมอย่างหนัก มีกระแสเรียกร้องจากรัฐมนตรีและหน่วยงานรัฐให้ผู้บริหารพิจารณาตัวเองหากไม่สามารถแก้ไขระบบจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรงและอาจมีผลจากระบบบริหารจัดการผู้รับเหมาช่วง (Outsource) หรือระบบดูแลพนักงานที่ทำให้พนักงานทิ้งงานในช่วงน้ำท่วม จนระบบวิกฤต เกิดขึ้นได้อย่างไร จะจัดการอย่างไร ระบบโครงสร้างการจ้างงานภาคพื้นจะต้องรื้อใหม่แค่ไหน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่ให้เกิดปัญหานี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
5. เมื่อวานนี้ (30 ก.ย. 2569) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ยื่นคำร้องถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิด CEO และบอร์ดการบินไทยทั้งหมด ที่บริหารกิจการการบินไทยผิดพลาด ล้มเหลวเกิดปัญหากระเป๋าผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติตกเครื่องกันอย่างมาก ระบุว่าไม่มีมาตรการเตรียมพร้อมการเผชิญเหตุ ข้ออ้างเรื่องน้ำท่วมจนพนักงานไม่มาทำงานนั้น ฟังไม่ขึ้น ทำงานไม่สมกับเงินเดือนและค่าตอบแทนชื่อเสียงของประเทศเสียหายยับเยิน
“...ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไปอย่างป่นปี้ไปแล้ว และม็อตโต้ “รักคุณเท่าฟ้า” ควรจะเลิกใช้ได้แล้ว
เหตุที่เกิดขึ้นนายกรัฐมนตรีต้องสั่งไปยัง รมว.คลัง เพื่อสั่งให้บอร์ดการบินไทยที่มีปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการทั้ง 15 คน เป็นผู้รับผิดชอบ ให้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบคณะผู้บริหารการบินไทยทั้ง 8 คน ที่มีเงินเดือนและเงินตอบแทนตั้งแต่ 650,000 - 800,000 บาทต่อเดือน (ไม่รวมเบี้ยประชุมและโบนัสประจำปี) เพื่อเอาผิด และให้แสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อรัฐวิสาหกิจและหรือบริษัทมหาชนอื่นๆ ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ต่อไป” –นายศรีสุวรรณกล่าว
สรุปว่า วิกฤตครั้งนี้ การบินไทยกระเทือนหนัก ประเทศไทยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะการบริหารจัดการของการบินไทยมีปัญหา หรือไม่?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

