เปิดบันทึกประวัติศาสตร์-วิศวกรรม ‘6 แก้มลิง’ ฝั่งตะวันออก โยงแนวพระราชดำริ สู่ปมร้อนผังเมืองใหม่ กทม.
2 ตุลาคม 2569 เวลา 13:30 น.

ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมกรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่าโครงการแก้มลิง 6 แห่งฝั่งตะวันออกไม่ได้เป็นโครงการพระราชดำริโดยตรง ล่าสุด นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่เจาะลึกถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ วิศวกรรมชลประทาน และผังเมือง โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจมองข้าม โดยโพสต์ระบุว่า
"ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคำชี้แจงของผู้ว่าฯ กทม. ที่ระบุว่าโครงการแก้มลิง 6 แห่งฝั่งตะวันออกไม่ได้เป็นโครงการพระราชดำริโดยตรง หากย้อนดูประวัติศาสตร์การวางผังระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
นี่คือบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ วิศวกรรมชลประทาน และผังเมือง ที่อธิบายว่า “รอยดินสอบนแผนที่ของในหลวง รัชกาลที่ 9” นำมาสู่การศึกษาโครงการ 6 บึงรับน้ำของ กทม. และกรมชลประทานได้อย่างไร
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2526 กรุงเทพฯ จมน้ำยาวนานหลายเดือน พื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนชั้นในเสียหายมหาศาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) ทรงเรียกประชุมกรมชลประทานและกรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน
พระองค์ทรงกางแผนที่ภูมิประเทศของที่ราบลุ่มภาคกลาง แล้วทรงใช้ดินสอลากเส้นแนวป้องกันน้ำท่วมฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงขึ้นมาด้วยพระองค์เอง เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมสำคัญที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ” มีความยาวรวมกว่า 72 กิโลเมตร
เลี้ยวลงมาตามแนวถนนเชื่อมต่อสายสำคัญ ได้แก่ ถนนหทัยราษฎร์, ถนนนิมิตใหม่, ถนนสุวินทวงศ์, ถนนร่มเกล้า, ถนนกิ่งแก้ว
ทอดยาวลงไปจนจรดถนนสุขุมวิทสายเก่า และชายทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ
ปรัชญาของแนวเส้นคันกั้นน้ำนี้ แบ่งเมืองออกเป็น 2 โซนชัดเจน:
แต่ในหลวง ร.9 มีพระราชดำรัสกำกับไว้ชัดเจนว่า:
“การทำคันกั้นน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะหากมีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ปิดล้อม หรือมีน้ำหลากเอ่อล้นข้ามคันเข้ามา น้ำจะไม่มีที่ไป ดังนั้น หลังแนวคันกั้นน้ำ จำเป็นต้องมีระบบแก้มลิงและคลองระบายน้ำ เพื่อทำหน้าที่พักน้ำชะลอไว้ ก่อนจะสูบระบายทิ้งลงสู่ทะเล”
เมื่อมีแนวเส้นคันกั้นน้ำและหลักการแก้มลิงพระราชทานเป็นกรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ ภารกิจจึงตกเป็นของหน่วยงานปฏิบัติการทางเทคนิค นั่นคือ สำนักการระบายน้ำ กทม. และกรมชลประทาน
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเผชิญกับการขยายตัวของเมือง (Urban Sprawl) อย่างรวดเร็ว ทุ่งนาและหนองน้ำธรรมชาติถูกถมสร้างเป็นอาคารบ้านเรือน ทางน้ำหลากเดิมเริ่มตีบตัน ส่งผลให้น้ำทุ่งจากตอนบนบ่าทะลักเข้ามาปะทะแนวคันกั้นน้ำแรงขึ้นเรื่อย ๆ
กทม. และกรมชลประทานจึงร่วมกันทำ โครงการศึกษาความเหมาะสมและวางแผนแม่บทระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยนำแนวเส้นพระราชดำริมาวิเคราะห์พลศาสตร์ทางน้ำ (Hydrology) จนพบว่า:
รอยต่อตลอดแนวคันกั้นน้ำตอนบน เป็นจุดที่น้ำเหนือจากลำลูกกาและคลองหกวาจะหลากเข้ามาบรรจบกับระบบคลองในเมืองหลวง
หน่วยงานเทคนิคจึงได้ ปักหมุดโครงการบึงรับน้ำสาธารณะ (แก้มลิง) ขนาดใหญ่ 6 แห่ง ขนานไปตามแนวเส้นพระราชดำริหลังคันกั้นน้ำพอดี:
โครงการทั้ง 6 แห่งนี้ผ่านขั้นตอนทางราชการมาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำแบบวิศวกรรม ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ และได้รับความเห็นชอบในหลักการจาก คณะรัฐมนตรี (มติ ครม. ปี 2562) รวมถึงบรรจุอยู่ใน แผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักการระบายน้ำ กทม. มาโดยตลอด
เมื่อเกิดข้อถกเถียงในปัจจุบัน การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงจำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 มิติอย่างเป็นธรรม:
ในมิตินิตินัยและงานสารบรรณ (สิ่งที่อาจารย์ชัชชาติชี้แจง):
อาจารย์ชัชชาติกล่าวถูกต้องว่า ในหลวง ร.9 ไม่ได้ทรงมาชี้แปลงที่ดินหรือเจาะจงโฉนดว่าต้องขุดบึงคู้บอน ซอย 27 หรือลำหม้อแตกตรงนี้ พิกัดแปลงที่ดินเหล่านี้เป็นงานระดับฝ่ายปฏิบัติการของ กทม. และกรมชลประทานที่ศึกษาขึ้นมาเองในภายหลัง
ในมิติเจตนารมณ์และวิศวกรรมชลประทาน (สิ่งที่สังคมและฝ่ายคัดค้านมอง):
แม้พระองค์จะไม่ได้ทรงชี้แปลงโฉนด แต่โครงการ 6 บึงนี้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นฟันเฟืองรองรับการทำงานของ "แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ" โดยตรง การถอดโครงการเหล่านี้ออกโดยไม่มีพื้นที่รับน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่สเกลเดิมมารองรับ จึงส่งผลให้ระบบป้องกันน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริขาดองค์ประกอบสำคัญในการตัดยอดน้ำหลากต้นทางไป
เมื่อ กทม. ชุดปัจจุบันตัดสินใจชะลอโครงการ 6 บึง เนื่องจากราคาที่ดินพุ่งสูงจนงบเวนคืนแตะระดับ 11,000 ล้านบาท และที่ดินบางส่วนแปรสภาพเป็นบ้านจัดสรรไปแล้ว กทม. จึงปรับยุทธศาสตร์ไปพึ่งพา "ระบบอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน" (งบประมาณราว 6,500 ล้านบาท) แทน
แต่ในทางชลประทาน เกิดคำถามทางวิศวกรรมครั้งใหญ่:
แก้มลิง คือ อ่างพักน้ำต้นทาง (อยู่ทางตอนบน: สายไหม, คลองสามวา, คู้บอน) ทำหน้าที่กักน้ำไว้ไม่ให้ล้นตลิ่ง

อุโมงค์ระบายน้ำ คือ ท่อความเร็วสูงปลายทาง (ตั้งอยู่ที่เขตประเวศ)
เมื่อไม่มีแก้มลิงคอยพักน้ำที่ตอนบน มวลน้ำหลากทั้งหมดจึงถูกบีบให้ไหลผ่าน "ระบบคลองสายเดิม" (คลองคู้บอน, คลองพระยาสุเรนทร์, คลองแสนแสบ) เป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรเพื่อเดินทางไปยังอุโมงค์ปลายทาง ส่งผลให้คลองสายเดิมที่มีขนาดแคบและตื้นเขินเกิดภาวะ “คอขวด (Bottleneck)” น้ำจึงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนริมคลอง ถนนหนทาง และลามไปกดทับพื้นที่แอ่งกระทะตอนล่างอย่างรามอินทรา และแฟลตคลองจั่น (บางกะปิ) ก่อนที่น้ำจะเดินทางไปถึงอุโมงค์
การจัดการน้ำของเมืองหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอุโมงค์ยักษ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานสอดประสานร่วมกับ "พื้นที่หน่วงน้ำตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions)" ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิดแก้มลิง
การที่โครงการ 6 บึงรับน้ำหลุดหายไปจากร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการยกเลิกโครงการก่อสร้างธรรมดา แต่เป็นการสูญเสียแนวกันชนน้ำหลากทางยุทธศาสตร์ที่สืบทอดมาจากแนวพระราชดำริ
ก่อนที่การรับฟังความคิดเห็นร่างผังเมืองจะปิดฉากลงใน วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นี่คือหมุดหมายสำคัญที่คนกรุงเทพฯ และภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันส่งเสียงและเสนอแนวทาง การปรับแนวเขต (Re-align) เพื่อนำพื้นที่แก้มลิงฝั่งตะวันออกกลับคืนสู่ผังเมืองรวม เพราะหากผังเมืองฉบับนี้ถูกประกาศใช้โดยปราศจากพื้นที่หน่วงน้ำ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจะต้องเผชิญกับวงจรอุทกภัยซ้ำซากต่อไปอีกนับสิบปีครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
1 ตุลาคม 2569"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

