คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

หยุด!.พายเรือให้โจรปล้นปชต.วัฒนธรรม ‘ตัวใครตัวมัน’ กำลังกัดกินการเมืองไทย
ปรากฏการณ์การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านพ้นมา พร้อมกับข้อกล่าวหาเชิงรูปธรรมเรื่อง “การบล็อกโหวต” และกระบวนการจัดตั้ง“ฮั้วสว.” ผ่านเครือข่ายพรรคการเมืองแกนนำรัฐบาล นับเป็นหนึ่งในบาดแผลฉกรรจ์ที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย
เพราะวุฒิสภาตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้เป็น “สภาผู้ทรงคุณวุฒิที่ปราศจากการครอบงำจากพรรคการเมือง”ทั้งนี้เพื่อทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการตรวจสอบการใช้อำนาจและแต่งตั้งองค์กรอิสระ
เมื่อกลไกสภาสูงถูกแทรกซึมและสั่งการได้ตั้งแต่ต้นทาง ย่อมส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อดุลอำนาจ จนเข้าข่ายการบ่อนทำลายหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
ทว่า สิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าตัวกระบวนการทุจริต คือ “ปฏิกิริยาอันเงียบเชียบ” ของผู้บริหารระดับประเทศ
1. ปรากฏการณ์ “นิ่งเฉย” ของเทคโนแครตและนักการเมืองระดับสูง
แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแทรกแซงจะเด่นชัด แต่กลุ่มนักการเมืองและรัฐมนตรีที่ได้ก้าวเข้ามาสู่รัฐบาล - ไม่ว่าจะเป็น วราวุธ ศิลปอาชา,เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, หรือ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นต้น - กลับเลือกที่จะ “นิ่งเฉย”ไม่แสดงท่าทีคัดค้าน คลางแคลงใจหรือสร้างแรงกดดันภายในเพื่อยึดถือความถูกต้อง
บุคคลเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็น “นักบริหารมืออาชีพ” (Technocrats) หรือเป็น“ผู้แทนที่ยึดมั่นในระบบ” ทว่า ในยามที่ฐานรากของระบอบตรวจสอบกำลังถูกสั่นคลอน พวกเขากลับเลือกลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ยอมเปลืองตัว
และมุ่งเน้นเพียงงานในกระทรวงของตนเอง(อ้างมีงานที่ต้องทำอีกมาก) เสมือนผู้“พายเรือให้โจรนั่ง” โดยปลอบใจตนเองอ้างความเกรงใจ มารยาทการร่วมรัฐบาล มากกว่าความเสียหายของแผ่นดินและการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2. รัฐมนตรีกับชาวบ้าน: สองระดับบนโครงสร้างพฤติกรรมเดียวกัน
เมื่อนำพฤติกรรมของนักการเมืองระดับสูงมาวางเทียบกับพฤติกรรมของประชาชนทั่วไปในชีวิตประจำวัน เราจะพบ รากเหง้าเชิงจิตวิทยาและโครงสร้างที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ:

ทั้งสองระดับขับเคลื่อนด้วยสมการเดียวกันคือ “ต้นทุนส่วนตัวสูงเกินไป แต่ผลประโยชน์ส่วนรวมกระจายไปสู่ผู้อื่น”
ในระดับชาวบ้าน การเอาตัวรอดอาจมาจากภาวะจำเป็น แต่ในระดับผู้นำประเทศ การนิ่งเฉยต่อการละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานเท่ากับเป็นการ“ให้ท้ายเชิงวัฒนธรรม” ว่าการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเหนือความถูกต้องคือเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคมไทย ผู้เป็นมนตรีแห่งรัฐจึงควรทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีและเหมาะสม เพื่อนำสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า
3. บ้านเมืองจะดีขึ้นได้อย่างไร หากทุกคนร่วมกัน “กดดันเพื่อส่วนรวม”?
ตราบใดที่สังคมไทยยังติดอยู่ในกับดักของการพึ่งพาผู้มีอำนาจ และผลักภาระการรักษากฎเกณฑ์ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว การเมืองไทยก็จะยังคงหมุนเวียนอยู่ในวงจรอภิสิทธิ์ชนและการหาประโยชน์ส่วนตน
การจะหยุดยั้งไม่ให้ประเทศเดินผิดทางไปตลอด จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลง 3 ประการ:
l เปลี่ยนความเกรงใจให้เป็นการสร้างต้นทุนทางสังคม (Social Sanction): การไม่ยอมรับผู้กระทำผิดจะต้องไม่ถูกมองว่าเป็นการ “หาเรื่อง” แต่คือการปกป้องสิทธิ์ ประชาชนต้องไม่ปล่อยให้การละเมิดกฎหมาย กลายเป็นเรื่องชินชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยบนท้องถนน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในรัฐสภา
l กดดันนักการเมืองผ่าน “ต้นทุนทางการเมือง” (Political Cost): รัฐมนตรีและ สส.ที่วางเฉยต่อการทุจริตเชิงโครงสร้าง ต้องได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจากประชาชนว่า “การนิ่งเฉยมีราคาที่ต้องจ่าย” หากเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งเพื่อรักษาเก้าอี้ พวกเขาจะต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือและต้นทุนทางสังคมในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
l การยกระดับจาก “ผู้เฝ้ามอง”สู่ “พลเมืองเชิงรุก” (Active Citizen): บรรทัดฐานของสังคมจะสูงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในสังคมไม่ยอมจำนนต่อสภาวะเดียดฉันท์ และช่วยกันส่งเสียงตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ พลัง
กดดันจากประชาชนคือกลไกเดียวที่จะบีบให้ทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
บทสรุป:
ประเทศชาติไม่ได้ล้มเหลวเพราะมีผู้กระทำผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียวแต่ล้มเหลวเพราะ “คนดีและผู้มีอำนาจเลือกที่จะนิ่งเฉย” การลุกขึ้นมาร่วมกันกดดันให้ทุกฝ่ายเคารพกฎเกณฑ์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาททางสังคม แต่คือรากฐานสำคัญที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะและอนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

