คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘นิรโทษกรรม’ปลดล็อกการเมือง
กฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง หรือ“พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569” มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ใครและฝ่ายไหนจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้บ้าง ก็คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 180 วันตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ในเบื้องต้นนี้ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ได้รับประโยชน์นั้น โดยภาพกว้างๆ กลุ่มหลักในส่วนนี้ ก็จะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ “กลุ่มเสื้อเหลือง”, นปช.และ นปข. หรือ“กลุ่มเสื้อแดง” และ“กลุ่ม กปปส.”
นอกจากนั้น ก็ยังรวมถึงผู้กระทำความผิดหลายประเภทตามฐานกฎหมายต่างๆ ที่ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายบางส่วน, ความผิดต่อเจ้าพนักงาน, ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน, ความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน, ความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.อาวุธปืน รวมถึงประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดยผู้กระทำผิดต่างๆ ดังที่กล่าว หากเข้าเงื่อนไขกฎหมายกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ก็จะพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด และพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางวินัย หากคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาของพนักงานอัยการ ให้ยุติการดำเนินคดี ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ขณะที่ผู้ที่อยู่ระหว่างรับโทษให้ได้รับการปล่อยตัวทันทีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และนอกจากนั้น กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล จะนำประวัติอาชญากรรมไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้
ส่วนคดีความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมม ตามมาตรา 3 ของกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ มี 4 กลุ่มหลักได้แก่ ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, ความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
ขั้นตอนต่อจากนี้ลำดับแรก จะต้องมีการแต่งตั้ง“คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการพิจารณาว่าใครจะได้รับการนิรโทษกรรม โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาสังคม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกภายใน 30 วันนับแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้ หรือภายในวันที่ 22 กันยายน 2569 และต้องดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
ดังนั้น ใครจะได้รับการนิรโทษกรรรมหรือไม่ได้รับนิรโทษกรรมก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่า มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลหรือการกระทำใดเข้าหลักเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม พร้อมทั้งยังมีอำนาจในการออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง รับเรื่องร้องขอ และจัดทำรายงานสรุปผลเสนอต่อรัฐสภา ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง
อย่างไรก็ดี ก่อนจะถึง 180 วัน หรืออาจจะต้องมีการเลื่อนเพื่อยืดเวลาออกไปได้อีก 2 ครั้ง รวมแล้วก็อีก 180 วัน สรุปเบ็ดเสร็จก็ประมาณ 1 ปี นับจากวันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เมื่อ“คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข”ประชุมนัดแรกเสร็จสิ้นตามไทม์ไลน์นั้น ในเบื้องต้นนี้คงต้องจับตาดูว่ากรรมการชุดนี้ที่กำหนดไว้ทั้งหมด 9 คนนั้นจะมีใครบ้าง
ในส่วนของ 5 คนแรกไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง นั่นก็คือ ประธานคณะกรรมการ คือนายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมาย ซึ่งในการณีนี้ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายบุคคลอื่นเป็นแทน ก็คงจะเป็นนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนอีก 3 คนเป็นกรรมการ ประกอบด้วย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งจะได้รับความเห็นชอบให้เป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมวานนี้
แต่ที่ต้องติดตามดูก็คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน นั้น จะเป็นใครบ้าง ที่จะมาจากการกระบวนการสรรหาเพื่อเสนอชื่อและลงมติเห็นชอบ โดยวิปรัฐบาล, วิปฝ่ายค้าน, ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแต่ละฝ่ายคงต้องมีการช่วงชิงกันอย่างแน่นอน
เพียงแค่เริ่มแรก “ไอลอว์”เจ้าเก่าที่เป็นภาคีเครือข่ายกับ“พรรคส้ม” ซึ่งพยายามจะดันผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 ให้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดังประสงค์ ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว โดยได้ออกมาส่งเสียงโหยโดยโพสต์ข้อความผ่านเพจ“iLaw”เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “ประกาศใช้แล้ว!! พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้ยกเลิกคดีการเมือง 20 ปี รวมคดีพันธมิตร-กปปส. ไม่รวมคดีม.112 ทิ้ง 34 คนในเรือนจำ”
ขณะเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมเมื่อวานนี้ “ม็อบสามนิ้ว”กลุ่ม“ทะลุฟ้า” เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ โดยศาลอาญาได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี“16 สิงหาคมไล่ล่าทรราช” ออกจากสารบบ ทำให้จำเลย 3 คนคือ “ทรงพล สนธิรักษ์”, “นวพล ต้นงาม” และ“พิมชนก จิระไทยานนท์” เป็นอิสรภาพทันที ซึ่งคดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2564
จะอะไรก็ตามแต่ กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ถือว่าเป็นประโยน์แก่ทุกฝ่ายที่เคยขัดแย้งต่อสู้ทางการเมืองกันมายาวนาน!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

