คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘เนปาล-ทิเบต’ภาพสะท้อนวันสิ้นโลก
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา จากภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยบริเวณชายแดน“เนปาล-ทิเบต” อันเนื่องมาจากเหตุน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงและดินถล่มตามแนว“แม่น้ำโภเตโกชี” (Bhote Koshi) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากทิเบต และไหลผ่านลงมายังประเทศเนปาล โดยกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและพัดถล่มบ้านเรือนประชาชน รถยนต์ ถนน และสะพานได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตและสูญหายนับพันคน
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 สิงหาคมวานนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างหน่วยงานตำรวจเนปาลว่า จากเหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในเขตเมืองราสุวา (Rasuwa), นูวาโกต์ (Nuwakot), ธาดิง (Dhading), กูร์กา (Gorkha) และ จิตวัน (Chitwan) เบื้องต้นพบร่างผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 157 ศพ มีผู้สูญหายมากกว่า 570 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเนปาลมากกว่า 100 คนและชาวต่างชาติอีกประมาณ 460 คน จาก 28 ประเทศ ซึ่งเท่าที่ระบุสัญชาติได้ ประกอบด้วยชาวอินเดีย 133 คน ชาวอเมริกัน 47 คน ชาวออสเตรเลีย 34 คน ชาวอังกฤษ 33 คน และชาวแคนาดา 24 คน
ส่วนมีคนไทยด้วยหรือไม่นั้น นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมวานนี้ ระบุว่า จากการตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปมเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้ จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส มีผู้เชี่ยวชาญโดยอ้างอิงข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม“Planet Labs” ระบุว่า อาจเกิดจากการที่ส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตก และพังถล่มลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปหลายร้อยเมตร แต่ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งถล่ม
ขณะที่“วิกรม กุปตา” ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาวิศวกรรมและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสิกขิม ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ได้รับการยืนยันแล้วว่า ส่วนปลายของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ได้พังทลายลงจนเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเมื่อมวลน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ จึงได้มีการดึงเอาก้อนหิน และตะกอนดินจำนวนมากให้พังทลายลงไปด้วยพร้อมๆ กัน
และจากข้อมูลเมื่อสามปีที่แล้วขององค์การสหประชาชาติที่เคยเปิดเผยไว้ในปี 2566 พบว่า ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของเนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปเกือบหนึ่งในสามในช่วงเวลาเพียง 30 กว่าปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยที่อินเดียและจีนได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนขนาดใหญ่ จึงทำให้ธารน้ำแข็งในเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศละลายเร็วขึ้นถึง 65 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
ประกอบกับจากภาพถ่ายดาวเทียมของ “Planet Labs” ยังปรากฏร่องรอยให้เห็นหลังเกิดภัยพิบัติว่า ส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตกออกที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตร และพังถล่มลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปประมาณ 1,200 เมตร ซึ่งสิ่งก่อสร้างอาจเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่เร่งให้ธารน้ำแข็งละลาย
ในขณะเดียวกัน ศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้และการแบ่งปันความรู้ระหว่างประเทศสมาชิก 8 ประเทศในภูมิภาค“ฮินดูกูชหิมาลัย” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเนปาล ระบุว่า อุทกภัย ดินถล่ม หิมะถล่ม และภัยแล้ง กำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นทั่วเทือกเขาหิมาลัย และเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลมาจากกระแสน้ำ ตะกอน และก้อนหินจำนวนมากไหลทะลักผ่านแม่น้ำโภเตโกชี และแม่น้ำตรีศุลีที่อยู่ในภาคกลางของประเทศเนปาล
สอดคล้องกับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมวานนี้ โดยชี้ถึงสาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะโลกร้อน โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูงและมีน้ำส่วนใหญ่มาจากธารน้ำแข็งหรือกราเซียในเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วกว่าในอดีต
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ให้รายละเอียดว่า “เฉพาะที่เทือกเขาหิมาลัย ธารน้ำแข็งละลายเร็วมาก เมื่อเทียบกับในอดีตเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน ธารน้ำแข็งที่หิมาลัยละลายเร็วขึ้นสองเท่าเป็นอย่างน้อย และบางที่ก็ละลายมากขึ้นและมากขึ้น จนคาดการณ์กันว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป โดยโลกเวลานี้ก็ใกล้จะแตะ 1.5 องศาฯ ถ้าไปถึง 2 องศาฯ ธารน้ำแข็งในหิมาลัยอาจจะละลายหายไปครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น ก็จะทำให้เกิดปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต่างๆ ของหิมาลัยซึ่งเป็นเทือกเขาสูงชัน ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงฤดูมรสุมของพื้นที่บริเวณนั้น ฝนตก ดิน หิน ก็เต็มไปด้วยน้ำ เมื่อธารน้ำแข็งละลายมากๆ แล้วก็มีฝนตกมาอะไรต่างๆ รวมกัน มันเกิดพังทลายขึ้นมา เพราะฉะนั้น การพังทลายมันก็ถล่มโค่นลงมา”
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยังชี้ด้วยว่า “เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เพราะว่าโลกร้อนขึ้น รวมทั้งซูเปอร์เอลนีโญด้วย อุณหภูมิของโลกในปีหน้าก็อาจจะเป็นปีที่ร้อนที่สุด เพราะฉะนั้น มันก็จะเกิดขึ้นอีก และก็ในอนาคตก็จะเกิดขึ้นอีกเป็นระยะๆ...ขณะที่เมืองไทยเราไม่มีกราเซีย แต่ลักษณะของการบล็อกของเขื่อนธรรมชาติเนื่องจากอะไรถล่มดินถล่มลงมา ฝนตกลงมาในลักษณะของเรนบอมบ์เยอะๆ ฝนตกเยอะๆ แล้วมาอัดกันแล้วกำแพงธรรมชาติพัง แล้วดินน้ำโคลนไหลลงมาฉับพลัน ก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เช่นแม่สายก็ยังจำกันได้ เพราะฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นภัยคุกคามของโลกร้อนในยุคนี้ ซึ่งเกิดความแปรปรวน และส่งผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ กัน”
จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้นึกถึงภาพยนตร์อเมริกาเรื่อง “2012 วันสิ้นโลก” ที่ฉายในประเทศไทยเมื่อปี 2552 เกี่ยวกับหายนะที่นำโลกไปสู่จุดจบ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

